Archive for มกราคม 2011
5 ชอบแห่งปี 2010
มาช้าไปนิด เพราะเจียดเวลา (และบิวท์อารมณ์) ไม่ค่อยได้เลยครับ ปีก่อนเคยเขียน 5 ชอบแห่งปี 2009 ทั้งหนังและเพลงไปอย่างสนุกสนาน แต่ปี 2010 ที่ผ่านเป็นปีที่เสพหนังน้อยมาก ยิ่งเป็นหนังโรงด้วยล่ะก็ ผมพาตัวเองไปจมเก้าอี้กำมะหยี่แค่ 2 ครั้งถ้วนครับ แถม 1 ใน 2 ครั้งที่ว่าดันเป็นหนังไม่ค่อยสนุกนักอย่าง น้ำตาลแดงภาค 2
ที่ไปดูเพราะได้ตั๋วฟรีครับ เลยคิดว่าดีกว่าอยู่เปล่า ๆ
ที่ไหนได้ ผมว่าอยู่เปล่า ๆ อาจจะดีเสียกว่า..
ส่วนอีกเรื่องคือ The Social Network ซึ่งเข้าไปนั่งในใจผมในฐานะหนังที่ชอบมากที่สุดเรื่องหนึ่งไปแล้วเรียบร้อย
ในส่วนของเพลงนั้นกลับตรงกันข้ามกับหนังเลยครับ
ปี 2010 ที่ผ่านมา ผมฟังเพลงเยอะมาก ๆ เยอะจนเรียกได้ว่าถึงขั้น ‘สำส่อน’ ทางรูหูเลยทีเดียว ฟังมันทุกแนว ฟังดะไปทั่ว จนสุดท้ายก็ตกอยู่ในภาวะฟูมฟายทางโสต และไม่มีเพลงไหนเข้าไปอยู่ในใจเต็ม ๆ ได้เลยสักเพลง มีเพียงเอนทรี่ 5 ชอบรอบครึ่งปี 2010 ที่ผมเคยหยิบเพลงที่ชอบมาก ๆ ในครึ่งปีแรกมาพูดถึง แต่พอเลยมาสิ้นปี บางเพลงที่เคยชอบในตอนนั้น ผมกลับเฉย ๆ ไปแล้วก็มี
ก็คงพอแปลได้ว่า เพลงเหล่านั้น ‘ยังไม่ถึงขั้น’ ในความรู้สึกของผม
ฉะนั้นในปี 2010 (ที่เพิ่งผ่านไป) นี้ ผมขอเลือก 5 ชอบมาแบบตามใจตัวเองเลย ไม่มีการจัดหมวดหมู่แต่อย่างใด ใครเกรงจะรับไม่ได้ในความไร้ระบบระเบียบ แนะนำให้ข้ามเอนทรี่นี้ไปได้เลยครับ
ไปเริ่มกันเลยกับ 5 ชอบประจำปี 2010 ของผม
1.Next Gen Videogames
หลายคนพอเห็น ชอบที่ 1 ของผมเข้าไปก็แทบปิดเพจหนีกันเสียแล้ว
ตามประสาเด็กที่เติบโตมาพร้อมวิดีโอเกมแบบผม การได้เล่นเกมระดับสุดยอดเป็นความฝันมายาวนาน ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณ เครื่องเกมที่ทันสมัยที่สุดที่ผมหาซื้อได้ด้วยเงินเก็บของตัวเองก็คือเครื่อง Playstation Portable (PSP) ซึ่งถือเป็นเครื่องเล่นเกมประเภทเดียวกับเกมบอย หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่าเป็นเครื่องเกมประเภทพกพา (แฮนด์เฮลด์)
แต่ปีที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสสัมผัสและเป็นเจ้าของเครื่องเกมแบบเสียบกับจอทีวี (หรือที่เรียกกันว่าคอนโซล) ระดับ Next Gen ครบทั้ง 3 เครื่อง อันได้แก่ Wii จากค่ายนินเทนโด Xbox 360 จากค่ายไมโครซอฟต์ (ที่เราใช้วินโดวส์ของเค้ากันนั่นแหละครับ) และ Playstation 3 จากค่ายโซนี่
อัน Wii นั้น ผมได้เพื่อนหมีใจดีให้ยืมเล่นเป็นเวลากว่า 4 เดือน เล่นจนทะลุปรุโปร่งและเบื่ออย่างรวดเร็ว เพราะแค่ 1 ไตรมาสที่ได้ครอบครองมัน ผมก็รู้ได้ทันทีว่าคอนโซลตัวนี้ไม่เหมาะสำหรับผมเลย เหมือนเวลาเจอเพื่อนใหม่ ๆ สักคน คุยแปบเดียวก็รู้แล้วครับว่าไปด้วยกันไม่ได้
XBOX 360 นั้นไม่ได้หยิบยืมหรือซื้อเองครับ แต่ได้อานิสงส์จากเพื่อนข้างห้องอย่างตู่ (หรือที่ผมชอบเรียกว่า บอส) ผมก็แวะไปเทียวไล้เทียวขื่อเล่น 360 ของตู่จนพอจะเก๊ตแล้วว่า ไม่เหมาะกับผมเช่นกัน
จนเมื่อผมเก็บหอมรอมริบเงินก้อนมาได้จำนวนเหมาะสม ผมจึงจัดการซื้อ PS3 เป็นของตัวเอง และค้นพบทันทีว่านี่คือเครื่องคอนโซลที่ตามหามานาน เหมือนรักแท้ทันทีที่พบหน้า ซึ่งไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่นัก เพราะผมเป็นเจ้าของเครื่องตระกูล Playstation มาครบทุกยุคแล้ว ไล่ตั้งแต่ Playstation ตอนม.ต้น > Playstation 2 ตอนม.ต้นตอนปลาย > Playstation Portable ตอน ป.โท > Playstation 3 ตอนเรียนจบ
เรียกว่าผูกดวงเป็นคู่ตุนาหงันกับเกมจากค่ายโซนี่มาตลอด เป็นสาวกผู้พักดีพอ ๆ กับสาวกสตีฟ จ๊อบส์ตามซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีตัว i นำหน้าให้ครบทุกชิ้น
เป็นอันว่า ชอบที่ 1 ของผมก็เป็นเรื่องของเด็กชายติดเกมคนนึงนั่นเอง (ตอนนี้เป็นผู้ใหญ่ติดเกมไปเสียแล้วด้วย)
2.Football
เป็นปีที่ฟุตบอลสนุกโคตร ๆ ปีนึง แถมมีให้ดูตลอดทั้งปีไม่มีหยุดพัก เพราะมีบอลโลกมาคั่นในช่วงที่บอลลีกปิดฤดูกาลกันพอดี บอลลีกก็เร้าใจแทบทุกลีก โดยเฉพาะพรีเมียร์ลีกสุดโปรดที่ลุ้นกันจนหยดสุดท้ายไม่ให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเป็นแชมป์ ไหนจะรายการแชมเปี้ยนสลีกที่เข้มข้นกว่าทุกปี เข้มข้นขนาดที่โคตรทีมจากต่างดาวอย่างบาร์เซโลน่ายังพลาดท่าพ่ายแพ้ให้กับโคตรกุนซือบนโลกมนุษย์อย่างโจเซ่ มูรินโญ่
และที่สำคัญ ฟุตบอลโลก 2010 ที่แม้จะเปิดฉากได้น่าเบื่อเหลือเชื่อ แถมน่ารำคาญเสียงเครื่องเป่าวูวูเซลา ที่ทำเอาผมต้องปิดเสียงดูในหลาย ๆ การแข่งขัน แต่เจ้าหมึกพอลและทีมชาติสเปนก็ทำให้ผมรู้ว่า ฟุตบอลโลกหนนี้น่าประทับใจไม่แพ้หนไหนทั้งสิ้น
ฟุตบอลจึงเข้าวินในฐานะ ชอบที่ 2 ของผมประจำปี 2010 ไปเลย
3.Thesis
การทำทีสิสทำให้รู้กระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ ทำให้รู้จักวิธีการกระตุ้นเร้าตัวเองให้ตั้งใจทำงาน (ที่ไม่ค่อยอยากทำ) ทำให้รู้ว่าเราเองก็เขียนหนังสือเป็นเล่ม ๆ ได้กับเขาเหมือนกัน แถมพอรู้ว่ามีคนอ่านมันบ้างยิ่งรู้สึกดีใจ ทำให้รู้ว่าเพื่อนแท้ที่ไม่ทิ้งกันในยามลำบากเป็นยังไง ทำให้รู้ว่าอุปสรรคใหญ่ ๆ คือบททดสอบให้เรากล้าจะก้าวข้ามมันไปและหันกลับไปมองผลงานของตัวเองอย่างชื่นชม
ขอบคุณทีสิสมากครับ
(ขออนุญาตไม่ลงรูปทีสิสแล้วกันนะครับ)
4.Job
อาจพอเรียกได้ว่าผมได้งานในจังหวะที่ค่อนข้างช้านิดหน่อย ยิ่งเห็นเพื่อนหลายคนมีงานมีการทำ งานดีเงินดีมีอนาคต ยิ่งทำให้รู้สึกเครียดและกดดันมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่จนแล้วจนรอดผมก็ได้งานจนได้ เป็นงานที่อาจจะเรียกได้ว่าไม่ค่อยเกี่ยวกับสาขาวิชาที่ผมจบมาสักเท่าไหร่
แต่ใครจะไปแคร์ล่ะครับ ผมรู้สึกสนุกกับงานนี้มากพอตัว แม้ค่าตอบแทนจะไม่ได้สูง (เมื่อเทียบกับเพื่อนที่จบการศึกษามาพร้อมกัน) แต่ผมกล้าพูดว่าผมแฮปปี้กับงานและบรรยากาศในออฟฟิศ ซึ่งเป็นสิ่งที่เงินมากมายแค่ไหนก็ซื้อให้ผมไม่ได้ครับ
เรื่องงานจึงเข้าวินเป็น ชอบที่ 4 ของผมประจำปี 2010
(ขอไม่ลงรูปอีกเช่นกันครับ)
5.ชุ
เรื่องนี้ไม่มีไม่ได้แน่นอน จากคนแปลกหน้าสองคนที่รู้จักกันด้วยความโคตรบังเอิญ เราไม่เคยมี relationship ในเชิงที่จะจีบกันหรือปิ๊งปั๊งอะไรกันเลย (หรือมีก็อาจจะโคตรไม่รู้ตัว) จนวันนึง เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ คนแปลกหน้าสองคนที่มักพูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนคติกันในแทบทุกเรื่องของชีวิตก็พัฒนาแบบก้าวกระโดดมาเป็นคนรัก
น่าทึ่งจนวินาทีนี้ยังแอบสงสัยเลยครับว่าไปตกหลุมรักกันตอนไหน เพราะรู้ตัวอีกที ชีวิตที่เหลือนับจากนี้ก็มีแต่ชุแล้วครับ
..รักชุนะ..
(ไม่ลงรูปชุแล้วกันนะครับ แวะไปดูรูปให้หมั่นไส้กันเล่น ๆ ได้ที่ facebook ของผมครับ แหะ ๆ)
เดี๋ยวจะเลี่ยนกันเสียก่อน ขอจบ 5 ชอบแห่งปี 2010 กันแบบห้วน ๆ ตรงนี้เลย
ขอแอบเนียนปิดท้ายเอนทรี่ด้วยเพลงที่ติดหูผมมากที่สุดเพลงนึงในรอบปี 2010 ที่ผ่านมาครับ กับเพลง Stop For A Minute โดยคณะ Keane ร้องร่วมกับคุณ K’ NAAN เจ้าของเพลงฮิตประจำบอลโลก 2010 นั่นแหละครับ
จนกว่าจะพบกันใหม่ สวัสดีปีกระต่ายอีกหนครับ
“Smart Phone” ฤา จะเป็นแค่ Furniture ธรรมดาๆ
(ผมไปอ่านเจอมาเมื่อเร็ว ๆ นี้เองครับ เห็นว่ามีประเด็นที่น่าสนใจเยอะพอตัวเลยขออนุญาตนำมาแชร์กัน – โจ้)
สุวัจชัย ลีสุจริตกุล บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร Windows ITPro
ผมมีโอกาสได้ไปงาน Press Conference ของค่ายเอเซอร์ เป็นการเปิดตัว สมาร์ทโฟน แอนดรอย์ (Android) ตัวใหม่ล่าสุด โดย ภายในงานผมมองเห็น คุณอลัน เจียง ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด กำลังชี้ให้นักข่าวไอทีกลุ่มใหญ่ได้เห็นว่า ภายในปี 2014 ระบบปฏิบัติการบนมือถือ “Android” กำลังจะกลายเป็นโอเอส (เปิด) แห่งอนาคต ที่อุปกรณ์โมบิลิตี้อย่าง “สมาร์ทโฟน” จะขาดเสียมิได้ ข้อมูลที่อยู่ในมือคุณอลัน ยังบอกต่อไปว่า ในช่วงปีดังกล่าว โอเอสบนมือถืออย่าง Symbian ก็จะลดลงมาเรื่อยๆ แม้กระทั่ง Windows Mobile จากค่ายไมโครซอฟท์ก็ไม่มีข้อยกเว้นที่จะต้องลดลงไปเช่นกัน…….แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีโอเอสจากค่าย Apple (iPhone) และ RIM (BlackBerry) ที่ยังมีอัตราการขยายตัวอยู่ ทั้งนี้เป็นเพราะโอเอสของค่ายทั้งสอง จะใช้เฉพาะกับเครื่องสมาร์ทโฟนของตัวเอง (Proprietary) เท่านั้น ก็เรียกว่ามีกลุ่มสาวกของพวกเขาอยู่นั่นเอง
สมาร์ทโฟน เป็นโทรศัพท์มือถือประเภทหนึ่งที่ได้เสริมความสามารถพิเศษของ PDA เข้าไป ทำให้มือถือเครื่องนั้นมีประสิทธิภาพในการทำงานมากยิ่งขึ้น อาทิเช่น คุณสามารถรับส่งอีเมล์, ดูปฏิทิน, ทำตารางนัดหมาย, พิมพ์เอกสาร, ใช้งานอินเตอร์เน็ต, ดูหนัง-ฟังเพลง ฯลฯ เพิ่มการทำงานได้ยอดเยี่ยมมากกว่ามือถือกระป๋องๆ ทั่วๆ ไปครับ
ต้องยอมรับครับว่าอุปกรณ์สมาร์ทโฟนกลายเป็นสินค้ายอดฮิตให้กับชาวโลกอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ชาวไทยที่บ้าเห่อ! กับอุปกรณ์พวกนี้ชนิดที่เรียกว่า “ไม่มีเงินกินข้าวไม่เป็นไร แต่ถ้าไม่มี BB เพื่อนล้อแย่เลย”
วัตถุประสงค์เริ่มต้นของสมาร์ทโฟน ก็คือเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของคนเรา ให้มีความสะดวกรวดเร็วมากขึ้น เน้นการใช้งานในเชิงของการสร้าง Productivity ให้สูงขึ้นกว่าเดิม อย่างเช่น สามารถที่จะซิงโครไนซ์งานต่างๆ ภายในองค์กรได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องเขามานั่งจ่อมอยู่ในออฟฟิศเพื่อที่จะโหลดงาน หรือรับส่งอีเมล์ผ่านทางเครื่องคอมพิวเตอร์, สามารถอัพเดตตารางกำหนดการประชุมได้อย่างรวดเร็ว, อนุมัติสัญญาต่างๆ ผ่านทางอุปกรณ์สมาร์ทโฟนได้อย่างง่ายดาย, หรือแม้กระทั่งที่จะตรวจสอบข้อมูลจากภาพวิดีโอที่ส่งผ่านทางสมาร์ทโฟน ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางและเวลาที่ต้องเสียไป นอกจากนั้นแล้วมันยังมีแอพพลิเคชันเล็กๆ ด้านบันเทิงเอาไว้ให้ ไม่ว่าจะเป็นเกมส์, IM หรือโปรแกรมดูหนังฟังเพลง เล็กๆ น้อยๆ ก็ช่วยให้ผู้ใช้งานผ่อนคลายไปได้อีกด้วย
แต่พฤติกรรมการใช้งานดังกล่าวนั้น ผมบอกตรงนี้เลยว่า “ไม่ใช่พฤติกรรมของคนไทยครับ” และก็กล้าพูดได้เลยว่า คนไทยส่วนใหญ่ตอนตัดสินใจซื้อ BB หรือ iPhone แว่บแรก! ไม่ได้คิดหรอกว่ามันจะเข้ามาช่วยเพิ่ม Productivity ของการทำงานของพวกเขาได้อย่างไร? แต่กลับไปคิดว่า ตรูจะโหลดเพลง, จะโหลดหนัง, จะเล่นเกมส์, จะเท่ห์, จะแชท หรือจะเข้าสังคม BB กับเพื่อนๆ ได้อย่างไรน๊อ ! บางคนอาจจะคิดว่า “ก็ทำไมล่ะ Productivity ของฉัน ก็คือสิ่งเหล่านี้ไง มายุ่งอะไรด้วย ไปหนักหัวเธอเหรอ?” ถ้าเป็นอย่างนั้นผมก็อนุโมทนาล่ะครับ !
คนไทยส่วนมากมักไม่ได้ถูกสอนในเรื่องการรู้จักคุณค่าและความคุ้มค่าของสิ่งของ แต่ดันกลับไปโดนเร้าด้วยสิ่งที่เป็นเปลือก, สิ่งที่เป็นเอ็นเตอร์เทนมากเกินไป อีกทั้งรูปแบบกลยุทธ์การตลาดของผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย ก็ไม่ได้โฟกัสไปในเรื่องของฟังก์ชันหลักที่ได้รับ (ผมฟันธงเลยว่า ผู้ที่ซื้อ BB และ iPhone, HTC หรือแม้แต่ Acer ก็ตาม มีน้อยนักที่จะเปิดอ่านคู่มือก่อนการใช้งาน) แต่กลับไปเน้นถึงเรื่องอื่นๆ ซึ่งในมุมมองของผมแล้ว ผมคิดว่าไร้สาระครับ (แต่ก็อย่างว่าครับ คนไทยไม่ชอบวิชาการสักเท่าไหร่นัก ขอบันเทิงเยอะๆ มรึงวิชาการมาก กรูไม่ซื้อ) ดังนั้นจึงทำให้สมาร์ทโฟนเหล่านี้ จากที่ควรจะเป็น Equipment ก็กลายเป็นแค่ Furniture ธรรมดาๆ
อย่างในวันแถลงข่าวของ Acer นี้ก็เช่นกันครับ ผมพยายามที่จะฟังดูว่า Productivity ที่ผู้ใช้จะได้รับคืออะไร นั่งเงี่ยหูฟังอยู่นาน ก็ได้ยินแค่ว่า Android คืออนาคตของโอเอสสมาร์ทโฟนยุคใหม่, มีจอขนาด 3.2 นิ้ว แบบ HVGA, มีกล้องความละเอียดสูง, เป็นสมาร์ทโฟนเพื่อความบันเทิง (อันนี้ชัดที่สุดแล้ว เพื่อความบันเทิง เอาเข้าไป) ดีไซน์สวย, มีหน้ากากให้คุณเปลี่ยนสไตล์ได้ทุกๆ วัน, อัพเดตเฟชบุ๊กและยูทูบได้รวดเร็ว, และก็เรื่องราคาที่ขาย เป็นราคาที่ไม่มีใครสามารถทำได้แบบนี้มาก่อน ……….พอผมฟังจบ ก็รู้สึกทันทีเลยว่า “สมาร์ทโฟน” มันทำได้แค่นี้เองหรือเนี้ยะ !!?
คงจะมีผู้อ่านสงสัยว่า “เอ้า ติกันเข้าไป เก่งจริงไหนเสนอมาสิ” ซึ่งผมก็ขอออกตัวก่อนเลยครับว่า ผมไม่ได้เก่งเรื่องมาร์เก็ตติง หรือการทำพีอาร์ เพียงแต่อยากจะชี้ให้เห็นประเด็นว่าอย่าไปโฟกัสตรงเปลือกนอกเหล่านั้น เอาให้ชัดๆ ไปเลยว่า เมื่อคนไทยใช้สมาร์ทโฟนแล้ว เขาจะสามารถสร้าง Productivity ได้อย่างไร อย่าเพียงแต่สักให้เขาซื้อกันมา แล้วมานั่งเปลี่ยนหน้ากากทุกวัน, หรือจะดูดีไซน์ที่มันเก๋ไก๋ทุกวัน, หรืออัพเดตเฟชบุ๊กอยู่นั่นแหล่ะ อย่าทำเหมือนว่าคนไทยกินหญ้าครับ (ผมไม่ได้หมายถึงค่ายใดค่ายหนึ่ง แต่หมายถึงทั้งหมดที่ทำตลาดกันแบบนี้)
ประเด็นทั้งหมดก็คือว่า เราจะทำอย่างไรเพื่อให้คนไทยรู้สึกว่าเขาน่าจะสร้าง Productivity จากเครื่องสมาร์ทโฟนที่เขาซื้อมาได้มากกว่าที่ควรจะเป็น แทนที่จะมัวแต่เอามาใช้เพื่อเล่นเกมส์, แชทกับเพื่อนไปวันๆ อยู่แบบนี้ ต่อให้เป็นสุดยอดโอเอสอะไรก็ตามเถอะ มันก็จะไม่มีค่าเลย ถ้าไม่สามารถ Productivity ให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมได้อย่างแท้จริง ไอ้เจ้ามือถือกระป๋องๆ ที่ผมใช้อยู่ยังดีเสียกว่าอีกครับ
วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2553 เวลา 10:59:43 น. (มติชนออนไลน์)



