Archive for the ‘ข่าวสารและการเมือง’ Category
รวมสุดยอดทฤษฎีสมคบคิดสะท้านโลก
โฆษณา & ราคาตั๋ว : มาตรฐานมั่วๆ ของหนังโรง!!
จะมากจะน้อย ผมเชื่อว่า หลายๆ คนก็คงรู้สึกเช่นเดียวกันกับผมว่า เดี๋ยวนี้ กิจกรรมการดูหนังในโรงภาพยนตร์ มันไม่ใช่การไป “นั่งดูหนัง” เพื่อเสพรับความบันเทิงเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว แต่มันยังพ่วงด้วยการต้องนั่งดูโฆษณาที่เราไม่ได้อยากดูมันเลย
คือจริงๆ ก็เข้าใจล่ะครับว่า โฆษณาก่อนหนังฉาย เป็นช่องทางสร้างรายได้อย่างหนึ่งของโรงหนัง แต่หลายๆ ครั้ง เรารู้สึกว่ามันมากเกินไปไหมครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวลาที่หนังฟอร์มยักษ์ฟอร์มใหญ่เข้าฉาย (อย่างล่าสุดก็คือ 2012) ไม่รู้โฆษณาอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะไปหมด รวมๆ แล้ว กว่าจะได้ดูหนัง “ที่อยากดู” จริงๆ ก็ปาเข้าไปเป็นครึ่งชั่วโมงและหาวไปสามรอบก่อนแล้ว

ผมไม่อยากจะคิดเหมือนที่คนอื่นๆ คิดนะครับว่า นี่เป็นการเอาเปรียบและยัดเยียดคนดูแบบเนียนๆ ของโรงหนัง แต่ปัญหาของมันจริงๆ ก็คือว่า ณ ตอนนี้ เราดูเหมือนจะยังไม่มี “มาตรฐาน” ที่ชัดเจนที่จะจัดการควบคุมเรื่องแบบนี้
ซึ่งถ้าเทียบกับสื่ออื่นๆ อย่างทีวี มันยังมีหลักเกณฑ์ข้อบังคับบอกไว้บ้าง อย่างเช่น รายการทีวีที่มีความยาวหนึ่งชั่วโมง ให้โฆษณาได้ 10 นาที แต่ไม่เกิน 12 นาที อะไรแบบนี้ แต่สำหรับโรงหนัง ที่ผ่านๆ มา ดูเหมือนว่า “อำนาจในการตัดสินใจ” จะถูกปล่อยให้เป็นหน้าที่ของโรงหนังที่จะ “ทำยังไงก็ได้”
“ทำยังไงก็ได้” แบบเดียวกันกับที่ทำกับ “ราคาบัตรผ่านประตู” เข้าไปชมภาพยนตร์
คือโดยทั่วๆ ไป ผมว่า ตอนนี้ ราคาตั๋วหนังน่าจะยืนพื้นอยู่ที่ 120 บาท แต่โรงหนังก็คล้ายๆ จะขยันปิ๊งไอเดียที่จะดูดเงินจากกระเป๋าคนดูหนังได้มากขึ้น พร้อมกับเหตุผลที่ฟังแล้วชวนงงเหลือหลาย อย่างเช่น เพิ่มเป็น 140 บาท จาก 120 บาท เพราะว่ามันเป็นวันเสาร์อาทิตย์
คิดๆ ดู ก็พอทำความเข้าใจได้นะครับ เพราะช่วงวันหยุด มันอาจจะมีคนต้องการดูเยอะ ก็เลยต้องเพิ่มราคา (เพราะไม่ “โกย” วันนี้ จะไป “โกย” วันไหน) แต่ถ้ามองในอีกด้าน ผมว่าไม่เห็นจำเป็นจะต้องไป “โยนภาระ” ให้กับคนที่ดูวันเสาร์อาทิตย์เลยนะครับ เพราะบางที วันปกติ เขาไม่มีเวลาไปดู แต่คุณกลับมาใช้ “ข้อจำกัด” และ “เงื่อนไข” ในเรื่องเวลา มา “ขึ้นราคา” กับเขาเพิ่มอีก (หนังก็หนังเรื่องเดิม คุณภาพเท่าเดิม เก้าอี้ก็ตัวเดิมๆ แต่ราคากลับไม่เท่าเดิม เพียงเพราะเรื่องของ “วันเวลา”)
ยังไม่ใช่เพียงแค่นั้น มันยังมี “กลยุทธ์” อีกหลายรูปแบบที่โรงหนังใช้เป็น “เหตุผล” ในการเพิ่มค่าตั๋ว ที่เจอบ่อยที่สุดก็คือ เวลาหนังดังๆ หรือฟอร์มยักษ์ๆ เข้าฉาย มันจะมีการเปลี่ยนแปลงราคาตั๋วโดยอัตโนมัติ ยกตัวอย่างเช่น 2012 ถ้าคุณดูวันปกติ (จันทร์-ศุกร์) โรงพากย์ไทย ราคา 120 บาท แต่ถ้าดูโรงที่ซับไทย ราคาจะ 140 บาท แต่ถ้าดูวันเสาร์-อาทิตย์ โรงที่พากย์ไทยจะเป็น 140 ส่วนโรงที่พูดอังกฤษจะอยูที่ 160 บาท (ผมเคยตั้งข้อสังเกตไว้ครั้งหนึ่งในบทความชิ้นก่อนๆ แล้วว่า การขึ้นราคาให้กับโรงพากย์ไทย น่าจะแพงกว่ามั้ย เพราะคุณต้องเพิ่มต้นทุนในการไปจ้างทีมพากย์มาพากย์ให้)

เอาล่ะ แค่นี้ก็มึนตึ้บแล้วครับ ไม่รู้ว่าราคามันจะแบ่งแยกแตกซอยอะไรกันยิบย่อยเยอะแยะและยุ่งยากมากมายขนาดนั้น นั่นยังไม่นับรวมถึงที่นั่งแบบพวก Love Seat อะไรพวกนั้นอีก ที่ล่าสุด นักข่าวรุ่นพี่คนหนึ่งซึ่งไปดู 2012 มา เจอที่นั่ง Love Seat ไปสองที่ 360 บาท แต่ขอโทษเถอะ คุณภาพของที่นั่งก็ไม่ได้ต่างจากเก้าอี้ราคา 120 แต่อย่างใด
พ้นไปจากนี้ ยังมีการปรับแถวที่นั่งเพื่อโก่งราคาอีกต่างหาก คือปกติ ที่นั่งราวๆ 2-3 แถวบน ราคาจะตกอยู่ที่ 140 บาท แต่พอหนังดังๆ หรือหนังฟอร์มใหญ่ๆ เข้าฉาย เราจะพบว่า โรงหนังจะปรับแถวที่นั่งราคา 140 ให้ร่นลงมาอีก และบางครั้ง มันถูกร่นลงมาเกือบๆ ครึ่งโรงเลยด้วยซ้ำไป ทั้งๆ ที่เก้าอี้นั้นๆ แต่เดิมก็เป็นเก้าอี้ของราคา 120 บาท แต่ด้วยอานุภาพของหนังดัง ราคาที่นั่งก็เพิ่มขึ้นราวปาฏิหาริย์
อันที่จริง ตรรกะแบบว่า เพราะหนังมันทุนสร้างสูง ราคาตั๋วเลยสูงตามไปด้วย ก็พอจะเข้าใจได้นะครับ แต่ที่น่าตั้งคำถามก็คือว่า แล้วถ้าหนังทุนสร้างต่ำๆ ล่ะ ทำไมไม่ลดราคาค่าตั๋ว เพราะหนังอย่าง “จ๊ะเอ๋…โกยแล้วจ้า” เอย “สามพันโบก” เอย พูดก็พูดเถอะ เทียบทุนสร้างกับหนังอย่าง 2012 มันต่างกันราวฟ้ากับเหว แต่โรงหนังเคยมีความคิดที่จะ “กรุณาลดราคา” ด้วยเหตุผลว่า “หนังทุนต่ำ” บ้างหรือเปล่า?

ครับ, ที่พูดมาทั้งหมด อย่าได้บอกเชียวนะครับว่า ถ้าไม่มีตังค์ก็ไม่ต้องไปดู อยู่บ้านเฉยๆ… เพราะจริงๆ เรื่องแบบนี้ มันไม่ได้เกี่ยวกับว่า มีตังค์หรือไม่มีตังค์ แต่มันอยู่ที่ว่า โรงหนังมีสิ่งที่เรียกว่า “มาตรฐาน” มากน้อยแค่ไหน??
แน่นอน เรื่องทั้งหมด ผมว่าโรงหนังกำลังทำร้ายตัวเองอยู่กลายๆ เพราะทุกอย่างที่เป็นอยู่ มันทำให้คนดูส่วนหนึ่งเบื่อหน่ายและไม่คิดจะเข้าไปใช้บริการหนังโรง เพราะพูดก็พูดเถอะ เดี๋ยวนี้ จะหนังดังหนังดีแค่ไหน ไม่นานหรอก เดี๋ยวก็มีแผ่นออกมาขาย อดใจรอนิด ก็มีให้ดูแล้ว แถมเก็บไว้ดูได้หลายรอบอีกด้วย (แต่ก็อีกนั่นแหละ ซื้อหนังแผ่นมาดู ก็ยังอุตส่าห์มีโฆษณาติดมาด้วยอีกแน่ะ คือโฆษณาหนังตัวอย่างนั้นไม่เท่าไหร่ครับ แต่โฆษณาสินค้าหรือว่าประชาสัมพันธ์ผลงานเชิง CSR นี่ ไม่ไหวจะเคลียร์เลยจริงๆ…โอกาสต่อไป ผมจะมาพูดเรื่องนี้)
และไหนๆ ก็พูดเรื่องโรงหนังแล้ว ผมคิดว่า ในขณะคนส่วนหนึ่งกำลังเบื่อๆ หน่ายๆ กับโรงหนังเจ้าใหญ่ๆ ซึ่งกำลังสนุกสนานกับการโกยเงินอยู่ในตอนนี้ ผมคิดนะครับว่า บางที มันอาจจะเป็นโอกาสที่ดีของพวกโรงหนังชั้นสองขึ้นมาก็ได้
ที่พูด…ไม่ใช่โรงหนังที่ฉายภาพยนตร์ติดเรทอะไรพวกนั้นนะครับ แต่เป็นโรงหนังชั้นสอง เช่น “นครนนท์รามา”, “งามวงศ์วาน เดอะ เธียเตอร์” หรือ “ดาวคะนองรามา” ฯลฯ ที่ฉายหนังประเภท 2 เรื่องควบ 40 บาทต่อที่นั่งบ้าง หรือ 60 บาทบ้าง แน่นอนว่า หนังที่ฉายก็เป็นหนังใหม่ๆ ทั้งนั้น จะด้อยอย่างเดียวก็คือ คุณภาพของโรงหนัง ทั้งความเก่า ความไม่สะอาด ไปจนถึงระบบเสียง ฯลฯ
เป็นที่เข้าใจกันว่า โรงหนังเหล่านี้ดำเนินธุรกิจมานานเหมือนคนแก่ที่สังขารร่วงโรย ปล่อยให้สภาพผุพังไปตามยถากรรม ลูกค้าส่วนใหญ่ก็เป็นกลุ่มคนรายได้น้อย หรือไม่ก็คนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในเมือง
สิ่งที่ผมคิดก็คือว่า ทำไม โรงหนังเหล่านี้ถึงไม่มีความคิดที่จะ “ปรับ” หรือ “อัพเกรด” ตัวเองขึ้นมา ด้วยการปรับปรุงระบบและสภาพบรรยากาศสิ่งแวดล้อมให้มันดูโอเคขึ้นมาหน่อย (คือตอนนี้ มันโทรมทั้งโรงหนังและสภาพแวดล้อมรอบๆ โรง ที่ทำให้รู้สึกเหมือนเดินเข้าไปในแหล่งอาชญากรรมยังไงไม่รู้) ไม่ต้องหรูหราเหมือนเจ้าใหญ่อย่างเมเจอร์หรือเอสเอฟก็ได้ครับ เอาแค่ให้มันได้ในระดับที่คนเขาสบายใจที่จะเดินเข้าไปก็พอแล้ว

ผมเชื่อนะครับว่า ถ้าโรงหนังชั้นสองเหล่านี้สามารถปรับปรุงตัวเองให้ “ดูดี” ขึ้นมาสักหน่อย ลูกค้าจะเพิ่มขึ้นแน่ๆ เพราะแม้แต่ผม บางครั้งก็คิดอยากจะเข้าไปใช้บริการโรงหนังแบบนี้เหมือนกัน อันเนื่องมาจากราคาค่าตั๋วที่ยั่วยวนใจของมัน ก็คิดดูสิครับ ฉายหนังใหม่หนังดัง 2 เรื่องควบ (2012 กับNew Moon) ราคาแค่ 60 บาท ต่อให้หนังมันห่วยแค่ไหน ความรู้สึกเสียดายเงินก็คงไม่มากนัก แต่ทุกครั้งที่คิดจะเข้าไปดู ก็ติดอยู่ที่สภาพบรรยากาศของโรงที่ชวนพะอืดพะอมตั้งแต่มองเข้าไป
ดังนั้น ผมคิดว่า ถ้าโรงหนังเหล่านี้สามารถทำให้ผู้คนเห็นว่า ไปดูหนังที่นี่ คุณก็สามารถ “รู้สึกดีกับชีวิต” ได้ ก็น่าจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้ตัวเองขึ้นมาได้อีก วิธีการเบื้องต้นก็อาจจะต้องยอมเสียยอมลงทุนสักหน่อยเพื่อปรับสภาพให้มันดี แล้วจากนั้นก็ “ขอขึ้นค่าตั๋วอย่างสุภาพ” สักที่นั่งละ 20-30 บาท ผมว่าคนดูเองก็น่าจะ “เข้าใจ” และ “ไม่ทุกข์ร้อน” อะไรมากมายนะครับ เพราะเมื่อเทียบกับราคาค่าตั๋วของโรงใหญ่ๆ ทั่วไป มันก็ยัง “ถูกกว่า” อยู่ดี
แล้วทีนี้ ถ้าเกิดธุรกิจ “รุ่ง” ขึ้นมาได้อย่างที่คิด ก็ขอจง “รักษานิสัยอันดี” ไว้ให้มั่นนะครับ เท่าๆ กับที่ต้องรักษามาตรฐานราคาค่าตั๋ว ไม่ใช่คิดจะขึ้นจะลงก็ได้ตามใจฉัน และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดเลยก็คือ อย่าโลภมากเห็นแก่ได้จนเกินควร ด้วยการอัดโฆษณายาวเหยียดยัดเยียดคนดูจนน่าชัง!!
วีรบุรุษเดียวดาย
“ผมสอนหนังสือมา 20 ปี เพิ่งจะมีคนเชิญผมมาบรรยายเรื่องจิตวิญญาณธรรมศาสตร์เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยนะเนี่ย”
“นี่เป็นการบรรยายครั้งแรกที่มีคนปรบมือให้ตอนเดินขึ้นเวที”
“ผมเป็นคนชอบอยู่เงียบๆคนเดียว แต่ไม่รู้ไปทำกรรมเวรอะไรไว้ถึงมีอาชีพต้องเดินทางไปพูดที่โน่นที่นี่ทั้งวัน”
หลายประโยคที่ผ่านออกจากปากบุคคลที่ทรงพลังที่สุดคนนึงในหน้าประวัติศาสตร์ชาติไทยดังก้องไปทั่วห้องบรรยาย TCC Land ของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คำพูดจา ท่าทาง น้ำเสียง บ่งบอกถึงความเป็นขบถเต็มตัวของชายคนนี้ ชายผู้ไม่รังแกใคร แต่ไม่ยอมให้ใครมารังแก ชายผู้เชื่อมั่นในจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ ชายผู้ครั้งหนึ่งเคยลุกขึ้นจับปืนเพื่อประชาชนตาดำๆ ชายผู้เชื่อมั่นในอำนาจประชาชน ชายผู้เชื่อมั่นในจิตวิญญาณธรรมศาสตร์
ชายผู้นั้นในวันนี้คือลุงแก่ๆอ้วนลงพุงท่าทางภูมิฐาน
ชายผู้นั้นชื่อ ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
หากโลกนี้แบ่งความเชื่อของมนุษย์เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ เชื่อว่าเราเป็นปัจเจกบุคคลดำรงอยู่อย่างเป็นเอกเทศ หรือ เชื่อว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเรา
คงไม่ต้องถามว่าชายผู้เคยลุกขึ้นเพื่อต่อสู้อำนาจอันไม่ยุติธรรมนั้นจะเลือกเชื่อความเชื่อไหน
ที่ที่เราอยู่ เก้าอี้ที่เรานั่ง ข้าวที่เรากิน หรือแม้แต่คีย์บอร์ดโง่ๆที่ผมนั่งพิมพ์ก๊อกๆแก๊กๆอยู่นี่ ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา มันคือหยาดเหงื่อแรงงานของผู้คนมากมาย มันคือสายลมแสงแดดที่สาดส่องลงมาบนโลก มันคือหลายสิ่งหลายอย่างที่โยงใยกัน วันนึงเราจะตายจากโลกนี้ไป และสูญสลายมลายเลือนไปจากความทรงจำของผู้คน
มันคือชีวิตที่ไม่หยิบยกตนเองเป็นตัวตั้ง และคอยหาสิ่งมาเติมเต็มความเป็นเรา
มันคือจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ที่วันนึงจะทอดร่างคืนกายหยาบสู่พระแม่ธรณี
หากแต่ทุนนิยมเลือกที่จะทำลายวิตวิญญาณดังกล่าวให้แตกหักเป็นเสี่ยงๆ
ทุนนิยมบอกเราว่าเราคือปัจเจกบุคคล เป็นเอกเทศ ไม่ขึ้นกับใคร
เราเป็นดั่งเทหวัตถุล่องลอยกลางห้วงสุญญากาศ
เราต้องหยิบจับสิ่งต่างๆมาเติมเต็มให้วัตถุชิ้นนี้เต็ม เราต้องใส่เสื้อผ้าแบบนี้เพื่อบอกว่าเราเป็นคนยังไง เราต้องใช้มือถือยี่ห้อนี้เพื่อบอกถึงรสนิยมเลิศหรู เราต้องตั้งเสียงริงโทนแบบนี้เพื่อสื่อสารกับวัตถุชิ้นอื่นว่าตัวตนของเราเป็นเช่นไร
ยิ่งเสพ ยิ่งทำลายจิตวิญญาณเชื่อมโยงกับทั้งจักรวาลได้มากเท่าไหร่ ยิ่งพาตัวเองไปสู่ความเปล่าดายในที่สุด
แล้วมหาวิทยาลัยที่ถูกมองว่าเป็นสนามเด็กเล่นของลูกชนชั้นกลางนั้น เลือกวางตัวเองอยู่ในแง่มุมไหนกันแน่
นักศึกษาที่ดาหน้ากันเดินเข้าสู่จักรกลทุนนิยมที่ห้อตะบึงไปสู่อนาคตแสนมืดมนเคยตั้งคำถามถึงการมีอยู่และดำรงอยู่ของตนเอง ของผู้คน ของสังคม ของสิ่งละอันพันละน้อยรายรอบตัวบ้างหรือไม่
ขณะที่คำถามเสียดแทงหัวใจดังกล่าวกำลังดังก้องอยู่ในห้วงคิดของผมตลอดเวลากว่า 2 ชั่วโมงระหว่างที่ ดร.เสกสรรค์ ทำหน้าที่อยู่บนเวทีนั้น เสียงริงโทนอันเป็นหนึ่งในอุปกรณ์แสดงความเป็นปัจเจกบุคคลก็ดังระงมไปทั่วทั้งห้องบรรยาย TCC Land ข้างหน้าผมบ้าง ข้างหลังบ้าง ข้างๆบ้าง ดังมิได้หยุดหย่อนตลอด 2 ชั่วโมงอันแสนสั้น
..เหล่าบุตรธิดาแห่งดวงดาว
เธอกินจากหลายผืนนา
เธอดื่มจากหลายธารา
เธออาศัยผู้คนเพื่อให้ตนอยู่รอด..
ก่อนจบการบรรยายครั้งนี้ ดร.เสกสรรค์พูดถึงครอบครัวของตนเองในอดีตและปัจจุบัน (ซึ่งปกติอาจารย์ไม่ค่อยเปิดเผยให้ใครทราบ) ลูกชายสองคนที่แทบไม่ได้พบหน้ากัน นอกจากจะโทรถามว่าว่างบ้างมั้ย พ่ออยากพบหน้า อดีตภรรยาซึ่งหย่าร้างกันไปเมื่อ 8 ปีที่แล้ว
แม่ที่จากไปในช่วงที่แกหนีเข้าป่าในยุค 14 ตุลา พ่อที่เสียชีวิตไปขณะที่แกไปศึกษาต่อเมืองนอก
น้ำเสียงของชายผู้มีเลือดขบถอัดแน่นเต็มไปด้วยความอ้างว้าง
ไม่รู้เพราะอะไร แว่บนั้นผมคิดขึ้นในใจเงียบๆว่า
วีรบุรุษมักเดียวดาย
แต่ก็จะไม่มีวันตายไปจากความนึกคิดของสังคมตลอดกาล..
คนขับแท็กซี่ในประเทศสารขันธ์
“พี่น้องเอ้ย มารับเงินเบี้ยเลี้ยง”
เสียงหัวคะแนนประกาศเรียกฝูงชนคนเสื้อแดงมารับเงินคนละสองร้อยบาท ทั้งๆที่ผู้สั่งจ่ายระบุว่าให้หัวละพัน สำหรับค่าจ้างให้ทำลายประเทศที่พวกเราอาศัยอยู่อย่างร่มเย็นมาช้านาน
เหล่าสหายเสื้อแดงได้รับเงินสองร้อยบาทก็พลอยหน้าชื่นตาบาน คิดถึงสุรายาเมานารีกีฬาบัตร หากแต่คนขับแท็กซี่หนุ่มผู้หนึ่ง พลันฉุกคิดว่า ทำไมคนอีกกลุ่มที่ใส่เสื้อเหลืองถึงไม่เข้ามารับเศษเงินเหมือนตนเอง
"เอ.. ทำไมล่ะ พวกเขาถึงไม่คิดแบบเรา, อืม.. ทำไมพวกเขาไปตากแดด ตากฝนเกือบสองร้อยวัน โดนรัฐบาลชุดนั้นกลั่นแกล้ง กระทั่งทำรุนแรง ทั้งไล่ทุบตี ขว้างปาระเบิดใส่ เงินก็ไม่ได้ ต้องเสียเงินเอง แถมยังต้องมาบาดเจ็บพิกลพิการล้มตายอีก"
เขาคิดอยู่ในใจขณะเข้าแถวไปรับเงิน เพื่อเข้าคอกนั่งฟังโฟนอินตามปกติ
"พี่น้องครับ ผมมาพูดในวันนี้ ผมมาเพื่อทวงประชาธิปไตยกลับคืนมา ผมไม่ต้องการให้คนไทย ถูกปกครองด้วยระบอบอำมาตยาธิปไตย"
เสียงเห่าหอนที่คุ้นเคย กับมุขเดิมๆลอยแว่วเข้าปะทะโสตประสาทชายหนุ่ม เสียงร้องเฮๆชอบอกชอบใจของเหล่าสหายเสื้อแดงดังประสานเสียงขึ้นพร้อมกัน
เขานึกแปลกใจตนเอง ที่วันนี้ตนไม่ยักอยากเปล่งเสียงอย่างเหล่าสหายรอบกาย แต่กลับรู้สึกคิดถึงบ้านอย่างจับใจ
"เมื่อก่อน บ้านเราร่มเย็น สุขสบายใจ ถึงมีเงินน้อยเราก็อยู่กันได้ เรามีที่นาให้เราไถทำกิน แต่วันนี้ ที่เราต้องออกไปรับจ้างไถนาให้คนอื่นๆ ทำนาจนหมดแรง แต่ก็ไม่ได้รวยขึ้นมา แถมเงินที่ได้จากการขายนาของเราก็หมดไป ทำไมเรานึกว่าเราได้เงินมากๆแล้วเราจะมีความสุข"
ชายหนุ่มนั่งนิ่งคิดอยู่ในใจ
"เราจะต้องให้องคมนตรีทั้งสามลาออก" เสียงที่ฟังเหมือนเสียงปิศาจดังขึ้นอีกครั้ง
เขาหันไปมองตามเสียง ชายคนที่กล่าวคำอุจาดเมื่อครู่ วันนี้ทำไมยิ่งมองยิ่งน่าเกลียด ตัวดำกร้านน่าคลื่นไส้ อ้วนลงพุง ตาโปน คอสั้น ท่าทางเหมือนอึ่งอ่างคางคกเน่าหนอนน่าทุเรศกำลังแลบลิ้นหาแมลงชั้นต่ำกิน
"เราจะเอาประชาธิปไตยกลับคืนมา" คางคกดำตะโกนต่อ
ชายหนุ่มนึกถึงองคมนตรีทั้งสาม พลันนึกย้อนวันเวลาที่เขายังเป็นเด็ก หนึ่งในองคมนตรีที่คางคกโสโครกจาบจ้วงถึงนั้น เคยเป็นนายกของประเทศสารขันธ์มาก่อน ในยุคที่เขาดำรงตำแหน่ง บ้านเมืองสงบร่มเย็น ชีวิตในวัยเด็กของเขาไม่เคยมีเรื่องร้อนใจ ต่างกับวันนี้ วันที่เขาเติบโตขึ้นมากจากเมื่อสิบปีก่อน
"ผมจะทำให้คนไทยหายจน" เสียงที่เหมือนซาตานกระหายเงินดังแว่วในจิตสำนึก เขานั่งทบทวนดูว่าวันคืนที่ผ่านมาในช่วงสิบปีเกิดอะไรขึ้นกับเขาบ้าง
เขานึกถึงวันที่ซาตานตัวนั้นบอกให้เขาขายนา ที่ดินผืนเดียวที่พ่อแม่เก็บไว้ให้เขาเป็นที่ทำกินสุดท้ายในชีวิต เพื่อแปลงสินทรัพย์เป็นทุนเพื่อทำธุรกิจ เขาขายที่นาให้ชายคนที่อ้างว่าเป็นตัวแทนประชาชนจากพรรคที่เจ้าของเสียงซาตานตนนั้นเป็นหัวหน้าในราคาที่เขาคิดว่าดี
เพียงเพื่อจะได้รับรู้ภายหลังว่าที่ดินสิบไร่ในราคาแสนบาทถ้วนต่อไร่ ถูกขายเปลี่ยนมือในราคาร่วมแปดแสนบาทต่อไร่ แต่เขาไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าการได้ถอยมอเตอร์ไซค์คันงาม มีเงินซื้อมือถือจากบริษัทที่เจ้าของเสียงซาตานหน้าเหลี่ยมเป็นเจ้าของ
เขามีเงินติดตัวหลายแสนบาท นึกขอบคุณชายหน้าเหลี่ยมที่บอกให้เขาขายที่ดินเพื่อเอาเงินมาใช้จ่าย
แต่ไม่นาน เงินก้อนที่เขาคิดว่ามากที่สุดในชีวิต กลับหดเล็กลงอย่างรวดเร็ว เขามองสิ่งของเครื่องประดับที่ครอบครัวชายหน้าเหลี่ยมเสียงซาตานนั้นใช้ แล้วพยายามทำตัวเลียนแบบครอบครัวหน้าเหลี่ยมครอบครัวนั้น
ไม่ถึงสี่ปี เงินสี่แสนบาทก็เกือบหมด เขาจำได้ว่าเขาเริ่มออกไปเช่านาคนอื่นทำ ซึ่งที่ดินผืนนั้นแท้จริงเคยเป็นของเขามาก่อน แต่ความเคยชินในการใช้เงินอย่างเดียว ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกเหนื่อยกับการทำไร่ไถนา เขาเพียงคิดอยากใช้ชีวิตที่สบายๆไปเรื่อยๆ
เขาจึงตัดสินใจเข้ามาหากินในกรุงเทพฯ เริ่มหัดขับรถและได้งานเช่ารถแท็กซี่ขับ ใหม่ๆเขาก็มืดแปดด้านไม่รู้จะทำอย่างไรดีกับชีวิตในเมืองหลวง เงินที่ได้มาวันละสามสี่ร้อยก็เอาไปซื้อเหล้ากินแก้คิดถึงท้องนา คิดถึงสายลมและแสงแดดที่บ้านเกิด
สามปีที่เขาขับแท็กซี่หากินในเมืองหลวง มีสิ่งต่างๆเกิดขึ้นมากมาย
ชายหน้าเหลี่ยมที่เคยยุให้เขาขายที่นา ที่เคยบอกว่าจะทำให้เขาหายจน ถูกคนกลุ่มหนึ่งขับไล่จนพ้นตำแหน่ง ต่อมาไม่นานชายคนนั้นถูกตั้งข้อหาทุจริต ต้องโทษจำคุกสองปี แต่กลับหนีศาล ไม่ยอมเข้าคุก
เขาไม่ค่อยรู้เรื่องชายหน้าเหลี่ยมเท่าไหร่ รู้แต่ว่าการขายที่ดินตามคำบอกของชายหน้าเหลี่ยมทำให้เขามีเงินใช้
วันนี้ หัวหน้าคุมคิวแท็กซี่บอกว่าไม่ต้องไปขับรถ ให้มารับเงินที่หน้าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เขาก็มาตามคำบอก มาพร้อมกับใครอีกหลายๆคนดังเช่นที่เคยมาหลายครั้งในช่วงสามสี่เดือนหลังมานี้
แต่วินาทีนี้ ความรู้สึกของเขาเปลี่ยนไป เขาเริ่มรู้สึกว่าบรรดาฝูงชนเสื้อแดงที่รายล้อมรอบตัว หมักหมมไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง ความเคียดแค้นที่เกิดขึ้นจากความไม่รู้ ความโง่เขลา และความหื่นกระหายต่อกลิ่นสาบของเศษเงินตรงหน้า กลิ่นสาบที่ทำให้ชายหนุ่มสะอิดสะเอียนแทบคลั่ง
เขากระหวัดนึกถึงวันที่ยังอยู่กับพ่อแม่ เขาเคยกราบไหว้ชายคนหนึ่ง ชายคนนั้นเป็นคนที่พ่อแม่ของเขาเรียกว่า “ในหลวง” พ่อแห่งแผ่นดิน
"ท่านเคยมาที่นี่ ที่ตำบลของเรา ท่านนำความสุขมาให้ ท่านนำหมอมาให้ ท่านนำความรู้ในการทำกินมาให้" พ่อเล่า
"เมื่อก่อนที่ดินของเราแห้งแล้ง พ่อแม่แทบอดตาย แต่ท่านสอนให้เราทำบ่อน้ำ ให้เราทำปุ๋ยใช้ ให้เราเลี้ยงตัวเอง พ่อกับแม่เลยเลี้ยงเอ็งมาได้ เอ็งเลยได้กินดีทุกวัน" แม่เสริม
"องคมนตรีต้องลาออก!" เสียงตะโกนจากบนเวทีดังขึ้นอีก เขาหันไปมอง พลางนึกถึงวันที่เคยเรียนประถมที่บ้านเกิด
"นักเรียนรู้มั้ยว่า องคมนตรี คือบุคคลที่พระเจ้าอยู่หัวทรงแต่งตั้งเพื่อเป็นที่ปรึกษาและทำงานให้พระองค์ ต้องเป็นคนดีจริงๆ ท่านถึงแต่งตั้ง ต้องเป็นคนที่ท่านไว้วางใจ"
"ป๋า…ออกไปๆๆ" ฝูงชนที่มืดบอดตะโกนเสียงกึกก้อง ฟังคล้ายเสียงกรีดร้องหวีดหวิวของเหล่าปิศาจในนรก
ชายหนุ่มเหมือนตกอยู่ในภวังค์ ภาพต่างๆลอยกลับมาในห้วงคำนึงอีกครั้ง
ที่นาที่อุดมสมบูรณ์ ทำกินไม่มีหมด มันไม่ใช่ของเขาแล้ว ที่ดินซึ่งอุดมสมบูรณ์เพราะการที่พ่อแม่เขาทำตามคำสอนของคนในรูปที่ครอบครัวกราบไหว้ทุกวันก็ไม่มีแล้ว สมบัติของเขาหมดไปแล้ว
ชายหนุ่มน้ำตาซึม แต่รู้สึกเบาหัวขึ้นอย่างบอกไม่ถูก ความมืดหม่นในใจพลันสว่าง ม่านหมอกเงินตราที่เคยหนาทึบบังตาค่อยๆจางหายไป
เขาคิดถึงพ่อ คิดถึงแม่ คิดถึงบ้าน
เสียงประกาศบนเวทีที่มีสภาพเหมือนนรกยังดังกระหึ่มกระแทกสองหูไม่หยุด มีคางคกตัวดำกร้านท่าทางอุบาทว์ลูกตากำลังส่งเสียงเห่าหอนให้บุกเข้าบ้านองคมนตรีดังเป็นระยะๆ
เขาก้มลงมองมือตนเอง มือที่ถือ “ตีนตบ” พลันทิ้งมันลงกับพื้นเบื้องล่าง พื้นแผ่นดินของเขา ของพวกเราทุกคน แผ่นดินที่มีในหลวงปกครองด้วยความร่มเย็นมาช้านาน มืออีกข้างยังกุมดาบแน่น ดาบที่ผู้ชักจูงเขามาสู่การชุมนุมหนนี้มอบให้กับเขาเมื่อตอนรับเงินค่าหัวคิว
เขาเริ่มรู้สึกเคียดแค้นชิงชังคางคกจากนรกบนเวทีจนมิอาจทนอยู่ได้ เขาค่อยๆพาตัวเองเลียบเลาะไปตามฝูงชนกระหายเงินตราไปสู่เบื้องหน้าเวที ตรงสู่ต้นเสียงน่าชิงชังนั่น
หากวันใดเราเลือกที่จะนิ่งเฉยต่อความต่ำทราม เมื่อนั้นปิศาจจากนรกจักปกครองแผ่นดิน
ชายหนุ่มพาตัวเองแหวกการ์ดชุดแดงขึ้นสู่เวทีตรงหน้า
โดยมิทันรู้ตัว ดาบในมือก็เปื้อนเลือด..
**คัดลอกและดัดแปลงจาก "เจ"
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000041090&CommentPage=2&#Comment
(ขอบคุณคุณเจสำหรับคอมเมนท์สุดเจ๋งในเวบผู้จัดการ ผมขออนุญาตนำมาเผยแพร่และดัดแปลงเล็กน้อยเพื่อความเหมาะสมนะครับ)
โอ้ไอ้ตำรวจระยำ
โอ้ไอ้ตำรวจระยำ
มึงจะต่ำทรามต่ำช้าไปถึงไหน
วันนี้มึงเข่นฆ่าประชาชนไทย
มึงใส่ร้ายป้ายสีอีกชั่วแท้ๆ
มึงยิงแก๊สใส่เราระดับอก
สัตว์นรกมึงต้องการฆ่า
ตูม ตูม ตูม มึงยิงระดมยิงมา
บ้าระห่ำโหดเหี้ยมอำมหิตจริงๆ
เพื่อปกป้องรัฐมารชั่ว
โกหกมั่วสร้างหลักฐานเท็จสุดโฉดช้า
กระพือโหมข่าวสดแหกตา
สื่อขี้หมาทำลายประชาชน
เรามีเพียงมือเปล่าเราต่อสู้
เพื่อกอบกู้แผ่นดินล้างรัฐชั่ว
พันธมิตรประชาชนไม่เคยกลัว
มวลชนทั่วเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง
แต่มึงทำร้ายคนไม่มีทางสู้
ทุกคนรู้ว่าตำรวจชั่วมันจัดฉาก
มึงยัดระเบิดถ่ายรูประยำมาก
ไอ้สื่อกะรากสกปรกลามกเลวทรามระยำๆ
น้องชายกูเป็นจิตรกรอ่อนไหว
เขาไม่มีระเบิดหรอกมึงยัดให้
วิชามารมึงชั่วร้ายจัญไร
ตำรวจไทยโคตรชั่วมั่วบัดซบ
เขาเลี้ยงชีพด้วยเขียนรูป
อนาคตดับวูบถูกตัดแขน
เสียมือที่วาดไม่มีอะไรมาทดแทน
กูอึดอัดคับแค้นแน่นหัวใจ
ไอ้สมชายไอ้นายกนรกแตก
มึงสั่งฆ่าแหลกพี่น้องเลือดเย็นยิ่ง
ตำรวจชั่วมันจึงระดมยิง
แล้วบิดเบือนความจริง ไอ้โคตรเลว
สมชายทรราชฆาตกรบ้า
มึงจะฆ่าคนรักชาติให้หมดหรือ
วันนี้ประชาชนต้องลุกฮือ
โค่นกระสือรัฐชั่วไม่กลัวมึง
คนอื่นนั่นแหละผิด
ผมจะมาเล่าอะไรยืดยาวเนี่ย แค่อยากบอกว่า ไอ้วัยรุ่นโง่ๆคนนั้นทำให้นักเล่นเกมส่วนใหญ่เป็นเด็กเลวในสายตาผู้ใหญ่ใจแคบไปอีกแล้ว ผมเคยทะเลาะกับพี่สาวเพราะเขาคิดว่าผมเล่นเกมมากจนก้าวร้าว แต่ความจริงมันมีอะไรอีกมากกว่านั้นที่พร้อมจะฉุดคร่าระดับศีลธรรมของคนเราให้ต่ำทรามลง แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือสันดานของคุณเอง ในอนาคตคงมีไอ้หน้าหมาคนนึงแทงคนตายแล้วบอกว่าผมเล่นมาริโอ้มากเกินไปเลยก้าวร้าว และก็พร้อมจะมีคนหน้าโง่ที่ไม่เคยสัมผัสถึงต้นกำเนิดที่แท้จริงของสิ่งต่างๆ(รวมถึงวิดีโอเกมส์)ที่พร้อมจะเชื่อว่า เด็กและเยาวชนนั้นโง่เง่าและถูกชักจูงไปในทางชั่วช้าง่ายดาย สังคมยังสั่งสอนให้เรามองหาคนผิดอยู่เสมอ โดยไม่เคยมองย้อนที่ตนเองเลยว่าเราดีพอแล้วหรือที่จะมองและชี้นิ้วหาคนผิด อย่าสงสัยหากปัญหาโลกร้อนที่เกิดขึ้นจะมีหลายคนออกมาชี้นิ้วพล่านไปทั่วแล้วบอกว่า ไอ้คนนั้นแม่งไม่ประหยัด อีนังนั่นไม่ปิดแอร์ ตักน้ำใส่กะโหลกหนาๆของตัวเองก่อนจะตัดสินคุณค่าของคนอื่น หากยังประเมินคุณค่าตัวเองไม่ได้ อย่าถือดีไปตีค่าความดีคนอื่น แน่นอนผมตีค่าความดีของตนเองไว้เช่นกัน และมันไม่ได้สูงไปกว่าพวกคุณๆเท่าไหร่หรอกครับ หวังว่าผม คุณ และพวกเราทุกคนจะเก็บนิ้วชี้ไว้คลิกเมาส์แทนที่จะใช้มันควานหาคนมารับความผิดแทนตัวเองกันนะครับ
พื้นที่โฆษณา again
กลอนจากศิลปินแห่งชาติ
“เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์” กวีซีไรต์ และศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ เขียนบทกวีมอบให้แด่รัฐบาลที่เน่าหนอนที่สุดชุดหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย (ขอทรราชย์จงมอดไหม้ในนรกชั่วกัลป์)
๏ออกไป๏
๏ อยู่ดีดี จะมีหรือ
ที่แสนมือ จะกำหมัด
ปากกู่ ตะโกนชัด
..ไล่ออกไป…ไล่ออกไป!
๏ ฝนตก ก็ตากฝน
ทั้งแดดเดือด ก็ทนได้
อยู่ดีดี จะมีไหม
มาเกลื่อนกอง กันกลางถนน
๏ ใครเล่า ที่อำมหิต
ก่อวิกฤต ด้วยเล่ห์กล
ปล้นชาติ ประชาชน
ไปเฉยเลย ไม่รู้ไม่ชี้
๏ ใครเล่า เอาเงินฟาด
เอาบาตรใหญ่ เข้าย่ำยี
ผูกขาด อำนาจผี
เข้าเกาะกิน ถึงวิญญาณ
๏ ให้เห็นดี และเห็นงาม
ไปกับทุน อันสามานย์
โจรา ภิวัตน์ผลาญ
ทั้งผู้คน และแผ่นดิน
๏ ดับเหตุ ที่ต้นเหตุ
บ่งเสี้ยนเศษ ให้หมดสิ้น
ขุดโคตร พวกโกงกิน
ไล่..ออกไป..ไล่..ออกไป!!
เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
พฤ. ๕/๖/๕๑
เสียงจากดอกไม้เหล็ก
วันที่ 29 พ.ค.2551 เวลาประมาณ 23.00 น. กวีซีไรต์ปี 2532 จิระนันท์ พิตรปรีชา ส่งตัวแทนมามอบบทกวีที่เพิ่งแต่งขึ้นให้แก่บรรดาพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ยืนหยัดต่อสู้กับความฉ้อฉลของรัฐบาล และ ส.ส.-ส.ว.ที่พยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ ชุมนุมกันอยู่หลายพันคน ณ บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ถ.ราชดำเนิน กรุงเทพมหานคร และนี่คือบทกวีของเธอ
จะ ต้องข้ามอีกกี่ศพจึงพบว่า
อำนาจที่ได้มานั้นว่างเปล่า
จะด้านทนกี่เช้าเย็นจึงเห็นเงา
ทั้งโคตรเหง้าเงาหัวสิ้น เพราะกินเมือง
จะต้องพลีอีกกี่ศพจึงพบฝัน
กี่ฝ่าฟันบรรลุชัยได้หนุนเนื่อง
จะต้องสู้อีกกี่ครั้งจึงหวังเรือง
ชาติประเทืองประชาธิปไตยไร้แร้งรุม
ชาติประเทืองประชาธิปไตยไร้แร้งรุม ..
มุม มืดมีดอกไม้ บานไสวในพฤษภา
มุมเมืองที่ทรมา จึงประจักษ์สลักศรี
ศักดิ์ศรีที่สล้าง สู้เพื่อสร้างทางเสรี
ยิ่งมืดก็ยิ่งมี ไม้พันธุ์กล้า บานท้าทาย
ยิ่งมืดก็ยิ่งมี ไม้พันธุ์กล้า บานท้าทาย ..
เครดิต : www.manager.co.th






