Archive for the ‘ความบันเทิง’ Category
จงดู จงดู หนังสยองขวัญ จงอ่าน จงอ่านเอนทรี่นี้ (ตอนสอง)
พักไปหลายวัน ยังไม่ได้จะเลิกเขียนไปดื้อ ๆ ครับ
เอนทรี่หนก่อนมีหลายคนแอบไปกระซิบหลังไมค์ว่า ภาพประกอบน่ากลัวเกิน ไม่กล้าอ่าน มาหนนี้ผมเลยไม่ลงภาพประกอบชวนสยองแล้วครับ เดี๋ยวจะหนีหน้าหลบตาไม่ยอมอ่านกันซะก่อน
มาต่อกันที่หนังสยองขวัญประเภทที่สองเลยครับ เป็นประเภทที่ผมจัดเองนะครับ ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ตายตัวแต่อย่างใด
2.แนวหนังผี
หนังสยองขวัญแนวนี้น่าจะเป็นหนังสยองขวัญแนวหลักของโลก มีการผลิตออกมาเยอะมาก และที่น่าสนใจคือ หนังผีที่ดีจะมีแก่นแกนวัฒนธรรมของประเทศที่ใช้เป็นฉากหลังในหนังเสมอ ๆ แต่ประเด็นนี้ก็กลายเป็นดาบสองคมเช่นกัน เมื่อวัฒนธรรมของผู้ชมแตกต่างกับตัวหนังพอสมควร ส่งผลให้ผู้ชมเข้าไม่ถึง และหนังผีที่ว่าก็กลับกลายเป็นดูน่ารำคาญไปเสียฉิบ
หนังผีมี “range” ในการจัดประเภทกว้างมาก เพราะด้วยการที่มันเป็นหนังสยองขวัญพื้นฐานที่ใคร ๆ ก็ทำได้ ทำให้ผู้สร้างหลายรายมองหากลเม็ดใหม่ ๆ ในการทำให้หนังของตนเองแหวกและแตกต่าง ผลคือหนังผีมีความหลากหลายวาไรตี้กว่าหนังสยองขวัญประเภทอื่นที่มักมีขนบชัดเจน (เช่นหนังแนวผู้ติดเชื้อ ก็จะต้องเป็นเรื่องราวการเอาชีวิตรอดของผู้ไม่ติดเชื้อ)
ถ้าต้องแยกประเภทจริงตามทฤษฎีเกี่ยวกับผีที่ว่า ผีคือวิญญาณที่ยังมีห่วง และกลับมาเพื่อต้องการสื่อสารอะไรสักอย่าง ผมก็พอจะแบ่งประเภทหนังผีได้ประมาณนี้ครับ
2.1 ผีทวงแค้น เป็นวิญญาณที่ตายไม่สงบ หรือโดนฆ่าแล้วคนร้ายลอยนวล (หรือแม้แต่คนร้ายก็ตายเป็นผีรุ่นน้องของตัวเองไปแล้วก็มี) ผีเลยกลับมาแก้แค้น แถมบางทีแก้แค้นไม่เลือกหน้าด้วย ใครสะเออะเข้ามาในที่ผีอยู่ ตายสถานเดียว (เช่นหนังผีไร้สาระเรื่อง จูออน)
2.2 ผีมีห่วง อาจคล้ายกรณีแรก แต่ผีประเภทนี้ไม่ดุมาก มักออกมาหลอกหลอนเพื่อบอกข้อมูลคนมีชีวิตอยู่ เช่น ออกมาเพื่อบอกเบาะแสคนร้าย หรือบางครั้งก็แค่ออกมาเพราะต้องการเจอคนที่รักสมัยยังไม่เสียชีวิต (เคยได้ยินมั้ยครับว่า บางทีคนตายก็แค่อยากอยู่ใกล้คนที่เขารัก)
2.3 ผีหวงถิ่นหรือผีหวงสมบัติ ชื่อก็บอกตรงเป๊ะละ คนเป็นไปยุ่งของคนตาย คนตายเขาไม่ให้ ก็เลยต้องมีเรื่องมีราวกันไป
2.4 ปิศาจ ไม่ว่าจะจากมนต์หมอผี หรือจะเป็นปิศาจหลุดจากนรกมาหลอกหลอนผู้คน ส่วนมากมักจะเป็นปิศาจที่ต้องการการบูชายัญจากมนุษย์ เช่น ต้องการเลือดสาวบริสุทธิ์ 99 คน (หนังผีแนวนี้หลายหนปะปนไปกับหนังสยองขวัญแนวอื่นไปเลย)
ที่จริงมีอีกหลายประเภทที่ก้ำกึ่งว่าจะอยู่หมวดไหนใน 4 ประเภทนี้ดี เพราะอย่างที่บอกตอนต้นครับว่าหนังผีมีเยอะล้นตลาดมาก จนยากจะแยกแยะได้ชัดเจน แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้หนังผีเรื่องหนึ่งเข้าขั้นเป็นหนังดีได้นั้น ควรมีองค์ประกอบประมาณนี้ครับ
- มักดำเนินเรื่องโดยให้ตัวละครเอกตัวเดียวโดด ๆ นัยว่าเพื่อสร้างความรู้สึกโดดเดี่ยว ไร้ที่พึ่งพิง และแม้บางเรื่องจะเขียนบทให้มีตัวละครคู่หูขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นแฟน ลูก แม่ พ่อ หรือเพื่อนสนิท แต่พอถึงจุดหนึ่งของหนัง ตัวละครคู่หูดังกล่าวนั่นกลายสภาพเป็นบุคคลไร้สมรรถภาพ (ภาษาวัยรุ่นคือ “กาก” นั่นเอง) ไม่ว่าจะโดนผีหลอกจนประสาทหลอนคนเดียว กลายเป็นบ้า พูดจาไม่รู้ภาษามนุษย์ (กรณีนี้เยอะมาก) หรือแม้แต่หนัก ๆ เลยก็คือโดนผีสิงแล้วทำร้ายตัวละครหลักเสียเอง (เข้าข่ายศัตรูที่น่ากลัวสุดคือมิตรชิดใกล้)
- แม้หนังผีจะเป็นหนังประเภทที่ไร้เหตุผลที่สุดประเภทหนึ่ง (เช่น จู่ ๆ หมาก็หอนพร้อมกันทั้งตำบล ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ฤดูผสมพันธุ์) แต่การสร้างตัวผีที่จะมาหลอกหลอนคนให้มีเหตุมีผลนั้น เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง! ผู้สร้างต้องกำหนดตรรกะในการหลอกหลอนที่ชัดเจนของผีตนนั้น ๆ เช่น นางเอกเผลอไปกินมะม่วงสีผิงเข้า ผีมะม่วงหวงนรกจึงตามล้างตามเช็ดนางเอกตลอดเรื่อง (นี่มีเหตุผลแล้วใช่มั้ย!?!?)
- หนังผีที่ดีต้องหักมุม หักมุม หักมุม และหักมุม หักแม่งจนโลกนี้ไม่เหลือสักมุม ผมแทบไม่เคยเจอหนังผีดี ๆ เรื่องไหนไม่มีฉากหักมุมระดับที่ทำให้แทบกระเด็นตกเก้าอี้เลยนะครับ (คืออาจจะมี แต่ผมไม่เคยดู ถือเป็นความผิดของผมเอง) แต่อย่าลืมว่าหนังจะหักมุมได้มีประสิทธิภาพต่อเมื่อมีการวางเนื้อเรื่องที่แข็งแรงมาก่อน ฉะนั้นใครจะทำหนังผีแล้วไม่คำนึงถึงเรื่องการเขียนบท คุณไปทำขนมครกขายจะเจริญกว่าครับ
- ผู้สร้างต้องรังสรรค์บรรยากาศของหนังให้ครอบงำคนดูอยู่หมัด และใส่ฉากชวนสะดุ้งเท่าที่จำเป็น หรือถ้าเป็นไปได้และเชื่อมั่นในฝีมือการทำหนังของตัวเองมาก หนังผีของคุณอาจไม่มีฉากชวนสะดุ้งเลยก็ได้ (หนังผีแบบนี้จะหายากมาก)
*ตัวอย่างหนังผีที่ไม่ควรพลาด
1.เปนชู้กับผี / 2549 (วิศิษฐ์ ศาสนเที่ยง)
สุดยอดหนังผีไทยจากฝีมือผู้กำกับระดับชั้นนำของไทย (เจ้าของผลงานคุณภาพล้นจออย่าง ฟ้าทะลายโจร และ หมานคร) หนังเรื่องนี้สร้างขึ้นโดยอ้างอิงจากงานเขียนของครูเหม เวชกร ทำให้บรรยากาศของเรื่องอบอวลไปด้วยกลิ่นอายวัฒนธรรมไทยพื้นบ้าน บวกกับความเชื่อเรื่องผีสางที่ว่า พวกเขาเหล่านั้นดำรงคงอยู่รายรอบตัวเราตลอดเวลา เพียงแต่เราอาจสัมผัสได้แค่เพียงบางครั้ง
หนังยอดเยี่ยมมากในการดำเนินเรื่องตามบทที่เขียนมาอย่างพิถีพิถัน งานกำกับศิลป์ที่ประณีตสมบูรณ์แบบ รวมถึงการเล่าเรื่องที่ค่อย ๆ ขมวดปมไปสู่บทสรุปที่ทำให้คนดูอึ้งสุดจะบรรยาย นี่คือหนังที่จะถูกใช้สอนในโรงเรียนสอนทำหนังไปอีกนานแสนนาน ผลงานระดับ instant classic แห่งยุค ใครยังไม่เคยดู ผมไม่อยากให้พลาดเลยครับ
2.ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ / 2547 (บรรจง ปิสัญธนะกูล และ ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ)
ถ้ามีคนถามผมว่าหนังผีที่น่ากลัวที่สุดที่เคยดูมาตลอดชีวิตคือเรื่องไหน ชัตเตอร์ฯ จะเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ที่ผมเลือกมาตอบคำถามนั้นเสมอ เพราะนี่คือหนังผีที่ลงตัวในแทบทุกจุด เนื้อเรื่องที่คงความลึกลับและค่อย ๆ เผยข้อมูลให้คนดูรู้ทีละเล็กทีละน้อยเลียนแบบวิธีการเล่าเรื่องของหนังแนวสืบสวนสอบสวน บวกกับการเล่นกับวัฒนธรรมความเชื่อเรื่องวิญญาณในภาพถ่าย (ที่เป็นกระแสดังระดับโลกมานานหลายสิบปี แต่เพิ่งมีเรื่องนี้หยิบมาเป็นประเด็นเรื่องแรก แปลกมาก) เมื่อบวกกับการที่สองผู้กำกับคู่หูเป็นคอหนังสยองขวัญโดยตรง นั่นหมายความว่า ชัตเตอร์ฯ อุดมไปด้วยฉากสยองขวัญที่ได้แรงบันดาลใจจากหนังสยองขวัญระดับตำนานหลายเรื่อง แต่มิได้หยิบจับมาใช้แบบหน้าไม่อาย (หรือเรียกง่ายๆ ว่าก๊อปปี้) หากแต่สองหนุ่มเลือกที่จะนำเสนอหนังผีแบบไทย ๆ ด้วยลีลาคารวะต่อหนังต้นแบบหลากเรื่อง จนกลายมาเป็นหนังที่ลุ่มลึก กดดัน ช็อค และมีฉากหักมุมที่จะทำให้คุณนอนไม่หลับไปหลายคืน
ใครมั่นใจว่าจิตแข็งกับหนังผีมามากแล้ว พิสูจน์ความสยองระดับ masterpiece เรื่องนี้ได้เลยครับ (อย่าเผลอไปหยิบเวอร์ชั่นฮอลลีวู้ดรีเม้กที่โคตรห่วยแตกมาดูนะครับ ผมเตือนแล้วนะ)
3.นางนาก / 2542 (นนทรีย์ นิมิบุตร)
เราอาจลืมไปแล้วว่าหนังไทยเคยมีสภพาคางเหลือง อยู่ในอาการปางตายในยุคนึง ยุคที่เต็มไปด้วยหนังตลกวัยรุ่นปัญญาอ่อน เต็มไปด้วยหนังจงใจขายเซ็กส์ และหนังทุนต่ำที่เอาแต่โฆษณาหลอกล่อให้คนเข้าโรง จู่ ๆ วันนึง วงการหนังไทยก็ฟื้นจากนรกขุมนั้น ด้วยหนังไทยระดับโคตรคุณภาพที่หยิบจับเรื่องราวที่เราคุ้นเคยกันอย่างดีมาปัดฝุ่นเสียใหม่ กลายมาเป็นหนังผีกลิ่นอายไทย ๆ ดั้งเดิม ที่เข้าถึงคนทั้งประเทศ และกลายเป็นหลักไมล์สำคัญที่ต่อยอดลมหายใจหนังไทยให้กลับมามีชีวิตชีวาดังเช่นในปัจจุบัน
หนังประวัติศาสตร์เรื่องนั้นคือ นางนาก ของคุณนนทรีย์ นิมิบุตร นี่เองครับ
โอกาสหน้ามาต่อกันกับหนังสยองขวัญประเภทถัดไปนะครับ ขอบคุณครับ
วิทยุออนไลน์
http://aringz.zapto.org:8000/listen.pls (ลิงค์ประจำคืนวันอาทิตย์ 5 กย 53) คืนนี้คิวดีเจติ่งครับ
http://aringz.zapto.org:8000/listen.pls จันทร์ 06/กย/53 คืนนี้สลับไปมาระหว่างดีเจโจ้และดีเจติ่งครับ
เครื่องคอมฯ ของเราจะทำการโหลดเพลย์ลิสต์มาเล่นให้ทันที ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเลยจงดู จงดู จงดูหนังสยองขวัญ
ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนเบือนหน้าหนีหนังสยองขวัญ ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม
ขี้ตกใจบ้าง กลัวผีบ้าง คิดไปเองบ้างว่าหนังสยองขวัญก็เหมือน ๆ กันหมด
ในฐานะคอหนังสยองขวัญ วันนี้ผมจะมาแนะนำหนังสยองขวัญหลากประเภทที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง ไม่ใช่เพราะมันน่ากลัวสุดขีด แต่เพราะในหนังสยองขวัญก็มีสิ่งดี ๆ คลุกเคล้าอยู่ไม่แพ้หนังประเภทอื่นเลยครับ
เราเริ่มกันที่ หนังสยองขวัญประเภทแรก (ตั้งชื่อเอง ไม่ใช่ชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ)
1.แนวผู้ติดเชื้อ (ไม่จำกัดว่าต้องเป็นซอมบี้)
มักมีแนวคิดในหนังประเภทนี้คล้ายคลึงกัน คือ จู่ ๆ ก็มีเชื้อไวรัสหรือเชื้ออะไรสักอย่างระบาดอย่างรวดเร็ว มักเป็นเชื้อที่รุนแรงถึงขั้นตายในเวลาอันสั้น และมีความสามารถในการแพร่ระบาดจากคนสู่คนได้ง่ายยิ่งกว่าเอาขี้มูกป้ายหน้า ผู้ที่ยังรอดจากเชื้อมรณะจำเป็นต้องทำทุกวิถีทางเพื่อเอาชีวิตรอดจากนรกบนดินขุมนี้
ฟังดูง่ายและซ้ำซากใช่มั้ยครับ
ผมตอบได้เลยว่า “ใช่ครับ”
แต่หนังแนวผู้ติดเชื้อมักสนุกเสมอ ด้วยองค์ประกอบไม่ซับซ้อนดังนี้
- การสร้างกลุ่มตัวละครที่ผู้ชมสามารถหลงรักได้ ไม่ใช่อุดมไปด้วยตัวละครโง่ ๆ ที่เรารู้สึกดีใจทุกครั้งที่เห็นมันตาย ไอ้ประเภทสาวนมบึ้ม ใส่ชุดโชว์ร่องนม วิ่งกรี๊ดกร๊าดไปมา เลิกซะ!
- ใส่บทสนทนาที่ดูฉลาดในสถานการณ์ที่เหมาะสม ไม่ใช่ว่า ซอมบี้กำลังจะพังประตูเข้ามา แต่มีไอ้ตัวประกอบสักตัวตะโกนว่า “ซอมบี้หนึ่งตัวมีแรงกระทำต่อวัตถุได้สูงสุด 2 เท่าของน้ำหนักตัว ประตูบานนี้หนัก 200 กิโลกรัม รับแรงซอมบี้ตัวอ้วนได้แค่ตัวเดียว โอ้ว เราต้องแย่แน่” นี่ก็เลิกซะ!
- และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องสร้างสถานการณ์ให้ตัวละครถูกบีบให้ต้องเอาตัวรอดในสถานที่หรือในเวลาที่จำกัด เพราะการต้องดิ้นรนภายใต้อุปสรรคมาก ๆ จะทำให้ผู้สร้างสามารถโยนความกดดันใส่ผู้ชมได้อย่างอยู่หมัด โดยบางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องใส่ฉากชวนสะดุ้งลงไปกระชากผู้ชมจากเก้าอี้เลยก็ยังทำได้ หนังสยองขวัญหลายเรื่องตกม้าตายเพราะเน้นกับฉากสะดุ้งจนเกินไป จนผู้ชมรู้สึกรำคาญ เริ่มไม่สนใจเนื้อเรื่อง เปลี่ยนมาจ้องจับผิดแทนว่าฉากไหนจะมีอะไรโผล่ออกมาให้สะดุ้งมั้ย
*ตัวอย่างหนังแนวผู้ติดเชื้อที่ห้ามพลาด
1) Dawn of the Dead / 2004 (Zack Snyder)
เป็นหนึ่งในหนังรีเม้คไม่กี่เรื่องของฮอลลีวู้ดที่เข้าท่า บางคนยกย่องว่าดีกว่าต้นฉบับเสียอีก (ตัวต้นฉบับปี 1978 ถูกยกย่องว่าเป็นหนังสยองขวัญที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของโลก) หนังดำเนินเรื่องตามสูตรเป๊ะ แต่คลุกเคล้าด้วยสามองค์ประกอบข้างต้นที่ลงตัว ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังสร้างชื่อของผู้กำกับแซ็ค สไนเดอร์ทันที ก่อนจะไปดังเป็นพลุแตกกับ 300 และ Watchmen
*intro ก่อนเข้าหนัง บวกเพลงประกอบเพราะ ๆ ของ Johnny Cash ทำให้นี่คือฉาก intro ที่ดีที่สุดฉากนึงในวงการภาพยนตร์
2) [REC] /2007 (Jaume Balagueró และ Paco Plaza)
นี่ถือเป็นหนังที่ช่วยบุกเบิกและแหวกประเพณีหนังสยองขวัญเรื่องแรก ๆ ของโลก ด้วยการถ่ายทำแบบ hand-held หรือแปลบ้าน ๆ ว่า ถ่ายแบบแบกกล้องใส่บ่าวิ่งบ้าคนเดียว ผลเสียคือ ภาพที่ได้จากการถ่ายทำจะไม่ค่อยนิ่ง มีการสั่นไหวตามจังหวะการเคลื่อนตัวของผู้ถือกล้อง
แต่ลืมมันซะ ผลเสียที่ว่านั้นกลายเป็นผลดีในเรื่อง [REC] เพราะนี่คือหนังที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับทีมงานถ่ายทำสารคดีการกู้ภัยของหน่วยดับเพลิง แต่ใครจะไม่คาดคิดว่างานกู้ภัยคราวนี้ คือการเข้าไปช่วยผู้คนที่ติดอยู่ในอพาร์ทเมนท์เล็ก ๆ ที่มีแต่คนติดเชื้อซอมบี้ทั้งหลัง!
วิธีการเล่าเรื่องผ่านสายตาตากล้องในมุมมองบุคคลที่หนึ่ง เพิ่มความกดดันตื่นเต้นถึงขีดสุดให้ผู้ชมร่วมลุ้นกับสถานการณ์ทุกอย่างที่ตัวละครต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอด ยิ่งเมื่ออาคารหลังนี้ถูกรัฐบาลสั่งปิดตายเพื่อป้องกันเชื้อรั่วไหล อะไรจะเกิดขึ้น!? (เข้าองค์ประกอบข้อที่สามเป๊ะ ๆ)
หนึ่งในหนังสยองขวัญที่ดีที่สุดที่ไม่เคยมีโอกาสฉายในไทย (อย่าหลงผิดไปดูเวอร์ชั่นรีเม้คที่ใช้ชื่อว่า Quarantine เด็ดขาด) หนังมีภาคสองออกฉายเมื่อปลายปี 2009 แม้จะจัดเป็นหนังที่ไม่เลว แต่สู้ภาคแรกไม่ได้ทุกกระบวนท่าครับ
*ตัวอย่างหนังสั้น ๆ โคตรระทึกใจในเวอร์ชั่นภาษาต้นฉบับครับ
3) 28 Days Later / 2002 (Danny Boyle)
มหานครลอนดอนที่แสนพลุกพล่าน จะเป็นอย่างไรเมื่อวันนึงคุณตื่นขึ้นมาในยามเช้า เพื่อพบว่าประชากรนับล้านของลอนดอนติดเชื้อมรณะและไล่เข่นฆ่ากันอย่างหฤโหด และคุณคือมนุษย์คนเดียวที่เหลือรอดในเมืองนี้
เตรียมใจพบกับหนังสยองขวัญสุดจี๊ดจากผู้กำกับโคตรเท่แห่งยุค ทำเท่ไม่เหมือนใครด้วยการถ่ายทำโดยใช้กล้องดิจิตอลความละเอียดต่ำเพื่อให้ได้ภาพนัว ๆ ฟุ้ง ๆ สวยล้ำ ท่ามกลางฉากหลังเป็นซากมหานครลอนดอนที่ล่มสลาย นี่คือหนังแนวผู้ติดเชื้อที่วางองค์ประกอบทั้งสามชนิดได้โคตรลงตัว มันมีตัวละครที่คุณต้องหลงรักแน่นอน มันเต็มไปด้วยบทสนทนาระดับสุดยอด จิกกัดประเด็นสังคม วัฒนธรรม และกำพืดของมนุษยชาติอย่างถึงแก่น และแน่นอนว่ามันเต็มไปด้วยสถานการณ์บีบคั้นในสถานที่จำกัด ที่จะทำให้ผู้ชมนั่งตัวเกร็งหายใจไม่ทั่วท้องจนถึงวินาทีสุดท้าย รวมถึงอย่าลืมดนตรีประกอบที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นหนึ่งในดนตรีประกอบภาพยนตร์ที่ดีที่สุดชิ้นหนึ่งที่เคยมีการประพันธ์กันมา
หากชม 28 Days Later จบแล้ว อย่าลังเลที่จะหยิบจับ 28 Weeks Later มารับชมต่อโดยพลัน แม้จะเปลี่ยนผู้กำกับและสไตล์ในการเล่าเรื่อง แต่ตอนต่อของหนังชุดนี้เข้มข้นเร้าใจไม่แพ้กันเลยครับ
*ตัวอย่างหนังโชว์ความเท่และฉากมหานครลอนดอนร้างอันน่าตื่นตะลึง
ไว้วันหลังมาต่อหนังสยองขวัญแนวอื่น วันนี้ขอตัวไปนอนก่อนครับ
ตอนที่ 2 >คลิกที่นี่<
PLUTO ..ไม่มีใครจะเข้ามาแทนที่ใคร
Feast of Love..เพราะรักไม่ได้มีแค่ด้านเดียว
ภาพยนตร์รักสะท้อนใจสั่นสะเทือนความรู้สึกของผู้กำกับ โรเบิร์ต เบนตัน เจ้าของรางวัลออสการ์สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง Kramer vs. Kramer(1980) หลังจากหนังเรื่องก่อน The Human Stain(2003) ทำผลงานไม่เข้าเป้า แม้เสียงวิจารณ์จะค่อนข้างดี แต่รายรับน่าเป็นห่วง สี่ปีให้หลัง เบนตันกลับมาพร้อมภาพยนตร์ที่พร้อมจะเขย่าความรู้สึกในทุกหัวใจให้สั่นไหว
หนังออกฉายตั้งแต่ปี2007 แต่เพิ่งได้เข้าฉายในไทยแบบจำกัดโรง(เฉพาะลิโด้)เมื่อต้นปีที่ผ่านมานี่เอง ถ้าผมจำไม่ผิด หนังเข้าโรงในช่วงที่ต้องชนโครมเข้ากับ Across The Universe ผลคือ คนไม่สนใจจะดูมันเลย (รวมถึงตัวผมเองด้วยแหละครับ) จากนั้นก็ไม่ต้องสืบ ไม่กี่สัปดาห์ถัดมาผมเห็นมันออกมาในรูปแบบดีวีดีและวีซีดีทั้งถูกและละเมิดกฎหมาย
แม้จะซื้อมาเก็บไว้นานแล้ว แต่ก็เพิ่งหยิบมาดูครั้งแรกวันนี้นี่เอง ทั้งๆที่ตอนแรกตั้งใจว่าจะดู Hellboy2 ซึ่งพลาดจากคราวมันเข้าโรง แต่ไปๆมาๆหยิบเรื่องนี้มาดูเฉยเลย เพื่อนผมคนนึงที่เคยผ่านตาเรื่องนี้แล้ว เคยเล่าด้วยน้ำเสียงหื่นว่า หนังแม่งโป๊ได้ใจ ผมก็ไม่เข้าใจว่าหนังรักแบบนี้มันจะเอาฉากโป๊มาเป็นจุดขายทำไม (เอ๊ะ หรือมันเป็นจุดขายให้เพื่อนผมคนเดียว)
และหลังจากที่ได้รับชม ผมก็เข้าใจแล้วว่า หนังเรื่องนี้ต้องมีฉากเซ็กส์ ตัดออกไม่ได้เด็ดขาด เพราะหลายต่อหลายฉากมีเพลงประกอบสุดไพเราะที่เป็นตัวแทนเล่าขานเรื่องราวแทนคำพูดต่างๆนานาได้ดี แอบกระซิบบอกนิดนึงว่ามีเพลง Falling Slowly เวอร์ชันบริทป็อปประกอบด้วยนะเออ
ฉากเซ็กส์ในเรื่องไม่ได้กระตุ้นอารมณ์ทางเพศแต่อย่างใดเลย แต่กลับขับเน้นให้เห็นความสัมพันธ์ของเหล่าตัวละครให้ชัดเจนจนจับต้องได้ ใครหลายต่อหลายคนอาจจะเป็นหนึ่งในตัวละครเหล่านั้น ไม่ว่าจะชายวัยกลางคนผู้ผิดหวังจากความรักซ้ำแล้วซ้ำเล่า คู่รักหนุ่มสาวที่กระเสือกกระสนหาเงินเพื่อซื้อบ้านหลังเล็กๆ เพื่อนบ้านชราที่เป็นเหมือนที่ปรึกษาปัญหาชีวิตชั้นยอด หนุ่มนักธุรกิจที่นอกใจเมียหลังจากแต่งงานมา 11 ปี หญิงที่เพิ่งรู้ว่าตนเองเป็นเลสเบี้ยนหลังผ่านชีวิตคู่มา 6 ปี
หลังเลือกที่จะเล่าชีวิตของตัวละครให้เกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้ง และแม้จะมีมุมมองที่หดหู่โหดร้าย แต่ตัวผู้กำกับเองก็มีความสามารถมากพอที่จะนำบรรยากาศหม่นหมองเช่นนั้น มาขับเน้นให้คนดูอบอุ่นและปวดร้าวไปได้พร้อมๆกันอย่างวิเศษ
เรื่องราวของความรักในหนังหลายมุมหลายตอน ไม่ได้จบลงอย่างหวานชื่น แต่นี่ไม่ใช่หนังรักที่เราควรมองข้าม รายละเอียดเล็กๆน้อยๆปลีกย่อยรายทาง ที่หนังบรรจงจัดวางเอาไว้ให้เราละเลียดนั้น ถือว่าเต็มอิ่มคุ้มค่ากับช่วงเวลาดีๆที่หนังมอบให้เราจริงๆครับ
ก่อนจากกันวันนี้ ผมหยิบคำพูดน่าสนใจจากตัวภาพยนตร์มาฝากกันครับ
“มีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับเทพเจ้ากรีกโบราณ พวกเขารู้สึกเบื่อหน่าย จึงได้สร้างมนุษย์ขึ้นมา แต่ก็ยังไม่รู้สึกหายเบื่อ พวกเขาจึงได้สร้างความรักขึ้นมาด้วย หลังจากนั้นเป็นต้นมา พวกเขาก็ไม่ต้องเบื่อหน่ายอีกต่อไป พวกเขาตัดสินใจจะลองความรักด้วยตัวเอง และในท้ายที่สุด พวกเขาก็สร้างเสียงหัวเราะขึ้นมา เพื่อให้พวกเขาทนอยู่ได้”
*เครดิต
ภาพยนตร์: Feast of Love (2007)
ผู้กำกับ: โรเบิร์ต เบนตัน
เขียนบท: อลิสัน เบอร์เนตต์ (ดัดแปลงจากนวนิยายของ ชาร์ลส์ แบ็กซ์เตอร์)
นำแสดง: มอร์แกน ฟรีแมน, เกร็ก คินเนียร์, ราดา มิทเชลล์, เซลมาร์ แบลร์
WANTED..เพราะเราไม่มีโอกาสเลือก
เวสลีย์ กิ๊บสัน (เจมส์ แม็คอะวอย) พนักงานออฟฟิศต๊อกต๋อยทำหน้าบูดเบี้ยวซังกะตายในงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดของ แจนิซ เจ้านายสาวหุ่นเหมือนหมีควาย ผู้ทำให้ชีวิตการงานของเวสลีย์เหมือนกับการตกนรกทั้งเป็นทุกวี่วัน ด้วยการกดขี่ข่มเหงในทุกรูปแบบและทุกวิถีทาง
เวสลีย์ดูยายหมีควายเผือกเป่าเทียนวันเกิดของตัวเองอย่างระริกระรี้ มีลูกน้องหลายคนยืนสอพลออยู่ไม่ห่าง นี่เป็นหนึ่งในไม่กี่วันที่จะได้ทำอย่างอื่นนอกจากจมจ่อมกับงานทั้งวัน ได้นั่งดูเจ้านายเฮงซวยระรื่นมีความสุข ได้กินอาหารขยะอย่างเค้กห่วยๆ เครื่องดื่มสั่วๆ ที่สำคัญที่สุดคือการที่ไม่ต้องนั่งจ้องจอสี่เหลี่ยมโง่ๆที่ดูเหมือนจะฉลาดกว่าพนักงานอย่างเขาเสียด้วยซ้ำ
แต่สิ่งหนึ่งที่ยากที่สุด การเสแสร้งทำหน้ามีความสุขให้เหมือนอีนังหมีควายนั่น
เวสลีย์เลือกปลีกหนีเรื่องตอแหลปัญญาอ่อนตรงหน้า เดินกลับมาสู่ “คอก” ของตัวเอง โต๊ะทำงานเล็กๆแคบๆ ที่เหมือนเป็นกรงขังเขาไว้ มันไม่ได้ขังแค่ตัวเวสลีย์ มันขังจิตวิญญาณของเขา ตัวตนของเขา และความฝันของเขา อย่างสิ้นเชิง
เวสลีย์ กิ๊บสัน ชายหนุ่มผู้ซึ่งไม่มีแฟ้มประวัติใดๆกล่าวถึงในระบบเสิจเอนจิ้นของกูเกิ้ล ขนาดหมาข้างถนนซักตัวยังอาจจะมีแฟ้มประวัติในเสิจเอนจิ้นนี้บ้าง แต่เวสลีย์กลับไม่
ในขณะที่เวสลีย์นั่งปล่อยลมหายใจทิ้งอย่างไร้ค่าในยามพักกลางวัน เพื่อนสนิทที่สุดของเวสลีย์กำลังมีเซ็กส์กับแฟนของเขาอย่างดุเดือดบนโต๊ะกินข้าวในห้องเช่าของเขา ห้องเช่าเล็กกว่ารูหนู ซอมซ่อ สกปรก สภาพไม่เหมือนสำหรับให้สิ่งมีชีวิตอยู่อาศัย สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม มีรถไฟวิ่งผ่านหน้าต่างห้องเสียงสนั่นหวั่นไหวทุกคืนวัน แต่มันอาจจะเป็นสิ่งดีที่สุดของห้องเช่านี้
เพราะอย่างน้อยเสียงรถไฟดังกระหึ่มก็จะได้ด้วยกลบเสียงบ่นบ้าน่ารำคาญของยัยแฟนงี่เง่านี่ลงได้
แฟนสาวของเวสลีย์อาจไม่ต่างจากอีตัวที่คุณสามารถหิ้วมาได้จากข้างถนน เกรดต่ำ สถุล ไร้ราคา
แต่ก็ยังมี “อะไร” หลงเหลือให้แบร์รี่ เพื่อนสนิทของเวสลีย์ตักตวงหาเศษหาเลยจากเธอได้อย่างไม่เคอะเขิน เพื่อนสนิทที่พร้อมจะดูถูก เยาะเย้ย และแทงหลังได้ตลอดเวลา เวสลีย์อาจจะรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น แต่มันคงดีเสียกว่าหากจะทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่เสียบ้าง
อย่างน้อยเย็นนี้ เขาก็อาจจะได้กลับไปฟาดนังแพศยานั่นแก้เครียดซักหน่อยก่อนนอน
ใช่..ก่อนนอน
เข้านอน..ข่มตาให้หลับ
นอนและตื่นขึ้นมาพบว่า เขาคือเวสลีย์ กิ๊บสัน ชายหนุ่มขี้แพ้ ชีวิตเน่าหนอนซ้ำซากน่าสมเพช ไร้ซึ่งอนาคตใดๆ
ชายหนุ่มที่พ่อมาทิ้งไปตั้งแต่อายุได้เพียง 7 วัน ชายหนุ่มที่เฝ้าสงสัยตลอดเวลาในชีวิตว่า นี่กูเป็นคนที่ล้มเหลวชีวิตอุบาทว์ชาติชั่วที่สุดในศตวรรษที่ 21 นี่ใช่มั้ย?
ทุกครั้งที่ความเครียดจากเรื่องเฮงซวยถาโถมเข้ามาจนเกินขีดจะรับไหว เวสลีย์กระเสือกกระสนคว้ายาระงับประสาทโยนเข้าปาก ปากที่พร่ำบ่นว่า ผมขอโทษ ผมเสียใจ..
เสียใจเรื่องอะไรล่ะเวสลีย์ เสียใจที่ชีวิตไม่มีทางออก ไม่มีทางเลือกออกจากวงจรอุบาทว์ที่กัดกร่อนความเป็นมนุษย์ของนายลงทุกวันหรือ?
เก็บคำว่าเสียใจไร้ค่านั่นไว้ เพราะเมื่อผู้หญิงคนนึงเดินเข้ามาในชีวิตของเวสลีย์ ทุกอย่างก็ไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป
ฟ็อกซ์ (แองเจลิน่า โจลี่) เดินเข้ามาในชีวิตของเวสลีย์ พร้อมกระสุนห่าใหญ่ เธอฉุดกระชากเขาเข้าสู่โลกอีกใบ โลกที่ไม่น่าเชื่อว่าซ่อนตัวอยู่อย่างลับๆโดยที่เราไม่เคยรู้ตัว
ในโลกใบนั้น เวสลีย์คือสุดยอดนักฆ่าที่เปี่ยมพรสวรรค์มากที่สุดแห่งองค์กร เดอะฟราเทอนิตี้ ซึ่งเบื้องหน้าคือองค์กรทอผ้าขนาดใหญ่ แต่ฉากหลังคือองค์กรนักฆ่าที่สังหารบุคคลตามคำทำนายของศาสตร์แห่งการทอผ้าโบราณ เพื่อดำรงไว้ซึ่งความสมดุลระหว่างความชั่วและความดีบนโลกมนุษย์
จากชายหนุ่มชีวิตเส็งเคร็งในโลกที่เขาเคยชิน สู่สุดยอดมือสังหารที่สามารถทำได้แม้กระทั่งยิงกระสุนไซ้โค้งเข้าหาเป้าหมายได้ไม่ว่าเป้าหมายจะซ่อนตัวอยู่ซอกหลืบไหน
เวสลีย์ตระหนักดีแล้วว่าหนทางชีวิตมาถึงทางแยก ทางสองแพร่งที่จะพาเขาไปสู่โลกที่ไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป เขาถือกุญแจอยู่หนึ่งดอก ดอกที่ต้องเลือกเองว่า จะปลดปล่อยพยัคฆ์ร้ายในกรงให้ออกมาโลดแล่น หรือขังมันเอาไว้ในชีวิตฟอนเฟะตลอดกาล
เมื่อชีวิตพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ มือที่เคยจับกระดาษปากกา มาวันนี้มือกร้านจับอาวุธไล่ปลิดชีพผู้คนที่เขาไม่รู้จัก สองมือเปื้อนเลือด จิตใจแปดเปื้อนมากยิ่งกว่า
สิ่งที่เลือกแบบไหนมันถูกต้องมากกว่ากันกันแน่
การเป็นชายหนุ่มไร้ค่าคนนึงในเมืองใหญ่หลอกลวง หรือการเป็นมือสังหารที่อ้างตัวว่าทำเพื่อความสงบสุขของโลก
ไม่ว่าหนทางไหนก็เจ็บปวดหัวใจจนแทบทนไม่ไหว
จะดีกว่ามั้ยถ้าเขาไม่ต้องเกิดมาเป็นลูกชายของยอดนักฆ่าที่ทรยศองค์กร จะดีกว่ามั้ยถ้าเขาไม่ต้องมารับรู้ว่ายังมีโลกที่โหดร้ายเช่นนี้ซ่อนตัวอยู่หลังโลกด้านชาที่เขาใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ จะดีกว่ามั้ยถ้าเขาไม่ต้องทนปวดใจกับทางเลือกที่มี
ถึงวันนึง เวสลีย์สำเหนียกรู้ชัดแล้วว่า เขาไม่เคยมีทางเลือก มนุษย์เราไม่เคยมีทางเลือก
คำว่า “ถ้า” หลอกลวงเรา เพราะเราไม่เคยมีแม้แต่โอกาสที่จะได้เลือก..
*credit:
ภาพยนตร์: WANTED (2008)
กำกับการแสดง: ทีมูร์ เบ็คมัมบีทอฟ
นำแสดง: เจมส์ แม็คอะวอย, มอร์แกน ฟรีแมน, แองเจลิน่า โจลี่, เทอร์เรนซ์ แสตมป์, โธมัส เครทซ์มาน
บทภาพยนตร์: ไมเคิ่ล แบรนด์ท, ดิเรค ฮาส, คริส มอร์แกน (ดัดแปลงจากนิยายภาพของ มาร์ค มิลลาร์)
Puen Yai Chom Srut
เผื่อยังไม่ทราบ
Football Quotes
‘In football, if you stand still you go backwards.’ – PETER REID
ในเกมฟุตบอล หากคุณไม่ก้าวไปข้างหน้าก็เท่ากับคุณก้าวถอยหลัง – ปีเตอร์ รีด
(ของมันชัวร์อยู่แล้วนี่หว่า มึงอยู่เฉยๆก็โดนวิ่งแซงหมดสิวะ)
‘There are two ways of getting the ball. One is from your own team-mates, and that’s the only way.’ – TERRY VENABLES
มีอยู่สองวิธีที่คุณจะได้ครอบครองบอล 1.จากเพื่อนร่วมทีมของคุณเอง 2.กลับไปอ่านข้อแรก – เทอรี่ เวนาเบิล
(เออ ขอบคุณ)
‘I’m a firm believer that if the other side scores first you have to score twice to win.’ – HOWARD WILKINSON
ผมเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมว่า หากคู่แข่งยิงนำคุณไปก่อน คุณก็ต้องยิงให้ได้เป็นสองเท่าเพื่อจะชนะ – โฮเวิร์ด วิลกินสัน
(ยิงไม่ได้แล้วจะชนะมั้ยล่ะพี่)
‘I do want to play the short ball and I do want to play the long ball. I think long and short balls is what football is all about’ – BOBBY ROBSON
ผมชอบเล่นบอลเรียดพื้นและผมก็ชอบเล่นบอลโด่ง ผมคิดว่าฟุตบอลมันก็แค่การเล่นบอลเรียดกับบอลโด่งแค่นั้นแหละ – บ็อบบี้ ร็อบสัน
(แล้วมีวิธีเตะบอลแบบอื่นอีกหรอครับ)
‘If it had gone in, it would have been a goal.’ – JOE ROYLE
ถ้าลูกนั้นเข้าไปน่ะนะ มันเป็นประตูแน่นอน – โจ รอยล์
(ถ้าไม่เข้าแล้วเป็นประตูสิแปลก)
‘The beauty of Cup football is that Jack always has a chance of beating Goliath.’ – TERRY BUTCHER
เสน่ห์ของฟุตบอลถ้วยก็คือการที่แจ็คมีโอกาสล้มยักษ์อยู่เสมอ – เทอรี่ บุทเชอร์
(ดู FA CUP ปีนี้เป็นตัวอย่างได้เลย)
‘People always remember the second half.’ – GRAHAM TAYLOR
คนมักจำได้แต่ครึ่งหลัง – แกรห์ม เทย์เลอร์
(ไม่นับช่วงต่อเวลาพิเศษด้วยใช่มั้ย)
‘Some people think football is a matter of life and death. I assure you, it’s much more serious than that.’ – BILL SHANKLY
ฟุตบอลมันไม่ใช่เรื่องของความเป็นความตาย มันมีความหมายมากกว่านั้น – บิล แชงก์ลี
(น้ำตาซึม)
‘Football players, like prostitutes, are in the business of ruining their bodies for the pleasure of strangers’ – MERLE KESSLER
นักฟุตบอลก็เหมือนกะหรี่ที่มีหน้าที่ให้ผู้อื่นย่ำยีร่างกายของตนเพื่อความสำราญ – เมอลี เคสเลอร์
(เห็นภาพเลย)


