Archive for the ‘Entertainment’ Category
บริโภคนิยม..นายคือเพื่อนรักของฉัน
ฉันอยากร่ำรวยเป็นเศรษฐี มีเงินเก็บกองเต็มแบงค์
ไม่ต้องแคร์ว่าจะฉลาดหรือจะมีบุคลิกดียังไง
ขอเสื้อผ้าเยอะ ๆ ยัดเต็มตู้
ขอเครื่องประดับหรู ๆ อัดเต็มเก๊ะ
แม็คบุ๊คโปรเครื่องจะแสนห้าก็ไม่หวั่น ขอมีมันครบทุกรุ่น
. . .
อยากรวยเร็วต้องรู้จักแก้ผ้าแบบหน้าไม่อาย
เหมือนดาราโชว์เต้าโชว์ส่วนเว้ากันเต็มเมือง
ไม่ว่าจะแก้ผ้าเผยอปากริมหาดแดดแรง
หรือจะแก้ในสตูดิโอหรูจัดแสงระดับโลก
ยิ่งแก้ ยิ่งอ้า เงินยิ่งไหลมาเทมา
ฮ่า ๆ ฉันนี่แหละ ผู้ชนะตัวจริง
. . .
จะไปสนทำไมว่าอะไรถูกอะไรผิด
ไม่ต้องไปสนด้วยซ้ำว่าตัวเองจะรู้สึกยังไง
ก็เรารู้กันอยู่แล้วนี่นากับสังคมทุกวันนี้
ยินดีต้อนรับสู่โลกบริโภคนิยม
. . .
ฉันรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับดารานำในทไวไลท์
แต่แม่ฉันเกิดจังหวัดไหน ฉันไม่สน
ฉันขอเอาตูดหย่อนบนรถที่แรงที่สุดบนถนน ไม่สนว่ารถติดแค่ไหน
จะทำศัลยกรรมให้สวยแบบเกาหลี
รักแร้ขาวอมชมพู ผมเป็นเงางามตามโธมัส ทอว์
โอ้ ชีวิตฉันช่างสมบูรณ์แบบเสียนี่กระไร
. . .
สังคมบริโภคนิยมเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงเพราะคนอย่างฉัน
อย่ามาด่าถ้าฉันอยากได้ไอโฟน 4จี
ฉันไม่ผิด เพราะฉันถูกใส่โปรแกรมมาให้คลั่งไคล้สตีฟ จ๊อบส์
ฉันจะนอนฟังเพลงริมหาดแสงแดดส่อง
ฉันจะถ่ายรูปตัวเองอัพโหลดลงเฟซบุค
โอ้ ฉันนี่แหละ มนุษย์ผู้มีความสุขแท้จริง
. . .
สงครามบ้าบอ คนรบราฆ่าฟันทุกวัน ฉันไม่สน
ขอแค่ทีวียังฉายเรียลลิตี้โชว์วันละ 24 ชั่วโมงเหมือนเดิม
ฉันรู้ฉันไม่ใช่คนดีหรอก แต่คุณจะมาด่าว่าฉันเลวไม่ได้
โลกนี้สดใสไปหมด ถ้าน้ำหนักลดเดือนละ 4 กิโล
ว้าว..
*ดาลใจจากเพลง The Fear (Lily Allen)
ทีมยอดเยี่ยมฟุตบอลโลก 2010
ทุกครั้งที่มีเทศกาลฟุตบอลระดับนี้ ก็จะมียอดนักเตะของโลกดาหน้าเข้ามาประชันแข้งกันนับร้อยราย บางรายเล่นไม่ออก พาทีมชาติตัวเองล้มหายตายจากไปอย่างรวดเร็ว แต่มีบางคนที่โชว์ฟอร์มอร่อยเหาะจนทีมพุ่งทะยานไปไกลในทัวร์นาเมนท์ ไปดูกันครับว่าทีมยอดเยี่ยมจากการคัดเลือกของเว็บไซท์เดอร์ตี้แท็คเกิ้ลมีหน้าตาเป็นอย่างไรบ้าง
ผู้รักษาประตู: เอดูอาร์โด้ (โปรตุเกส)
เสียแค่ประตูเดียวทั้งทัวร์นาเมนท์ แค่นี้ก็บ่งบอกความยอดเยี่ยมได้เป็นอย่างดี และประตูโทนที่โดนเจาะไข่แดงนั้น มาจากปลายหัวเกือกของยอดกองหน้าที่ฮ็อตที่สุดในโลกอย่าง ดาบิด บีย่า ซึ่งเล่นให้ทีมชาติที่อาจจะเรียกได้ว่าดีที่สุดของโลกขณะนี้อย่างทีมชาติสเปน แต่น่าแปลกใจที่กลับกลายเป็นสโมสรเล็ก ๆ อย่างเจนัว ที่จัดการคว้าตัวดูดู้ไปร่วมทีมแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยค่าตัวถูกยังกับแจกฟรี
แบ็คขวา: ฟิลิปป์ ลาห์ม (เยอรมนี)
แบ็คหนุ่มกระทงจากบาร์เยิร์น มิวนิค วัยเพียง 25 ขวบอวบอั๋น ถูกคาดหวังจากคนทั้งประเทศด้วยตำแหน่งกัปตันทีมที่ว่างลงจากการถอนตัวของ มิชาเอล บัลลัค และลาห์มไม่ทำให้ใครผิดหวัง นี่คือฟูลแบ็คที่ดีที่สุดของโลก 1 ใน 3 คนแรกอย่างไม่ต้องสงสัย และแม้จะถนัดการหวดด้วยแข้งขวา แต่ลาห์มลงเล่นได้ทั้งแบ็คซ้ายและแบ็คขวา และทำหน้าที่รุกรับได้สะเด่าทรวงไม่แพ้กันไม่ว่าจะได้รับมอบหมายให้ลงไปโขยกฝีเท้าตรงไหนของสนาม
เซนเตอร์ฮาล์ฟ: การ์เลส ปูโยล (สเปน)
อาจไม่น่าเกลียดด้วยซ้ำถ้าจะเลือกแบ็คโฟร์ของสเปนมาติดทีมยอดเยี่ยมทั้งแผง แต่ปูโยลคือคนที่โดดเด่นที่สุด ไม่ใช่เพราะทรงผมสุดทรมานใจแม่ แต่เพราะการเป็นแทบทุกอย่างของการตามล้างตามเช็ดเกมเพลย์คู่แข่งในเขตอันตรายเพื่อให้เหลืองานง่ายที่สุดสำหรับผู้รักษาประตู ปูโยลทำได้ยอดเยี่ยมในการอุดรอยรั่วที่คู่หูในแนวรับอย่าง เคราร์ด ปิเก้ (เด็กเก่าแมนฯ ยูฯ) ทิ้งไว้ให้ตามเก็บ แถมยังโขกประตูโทนพาทีมเข้าชิงบอลโลกหนนี้ อะไรมันจะเยี่ยมไปกว่านี้อีกล่ะ
เซนเตอร์ฮาล์ฟ: ไรอัน เนลเซ่น (นิวซีแลนด์)
ทำหน้าแปลกใจกันเป็นแถวล่ะสิ อย่าทำหน้าแบบนั้นครับ นี่คือปราการหลังกัปตันทีมของทีมที่โดนตราหน้าว่าห่วยแตกที่สุดในบอลโลก 2010 นี้ แต่หนุ่มไรอันในวัย 32 ขวบ ลงบัญชาการแนวรับของทีมสุดกากนี้ได้แข็งแกร่งเหลือเชื่อ พาทีมไม่แพ้ใครเลยในทัวร์นาเมนท์ ก่อนจะกอดคออิตาลีตกรอบไปพร้อมกันในแบบที่ว่า ชนะใจคนดูทั้งแอฟริกา และอย่าลืมว่านี่คือบอลโลกครั้งแรกของพวกเขา
แบ็คซ้าย: โจวานนี ฟาน บรองค์ฮอร์สต์ (ฮอลแลนด์)
ฮอลแลนด์ยุคนี้เขาแอบชี้กันว่ามีจุดอ่อนที่แผงหลัง แต่หนุ่มโจวานนีในวัยใกล้เกษียณแสดงให้เห็นว่า อย่ามาชี้มั่วซั่ว แบ็คซ้ายกัปตันทีมฮอลแลนด์วิ่งขึ้นวิ่งลงไม่เคยหมด วิ่งลืมแก่ ช่วยทีมทั้งรุกและรับอย่างมีประสิทธิภาพ และซัลโวประตูที่ได้รับการยกย่องว่าดีที่สุดในทัวร์นาเทนท์ พาทีมพุ่งทะยานเข้าชิงเป็นครั้งที่ 3 ในประวัติศาสตร์ ส่วนจะพาทีมคว้าแชมป์ส่งท้ายก่อนแขวนสตั๊ดหรือไม่นั้น เดี๋ยวรู้กัน
มิดฟิลด์ตัวกลาง: บาสเตียน สไวน์สไตเกอร์ (เยอรมนี)
สไวนี่พัฒนาตัวเองจนกลายเป็นอสูรกายในแดนกลาง ด้วยการขโยกไปข้างหน้าในทุกจังหวะเกมรุกของทีม และไล่ฟัดคู่ต่อสู้อย่างบ้าคลั่งในเกมรับ ด้วยรูปร่างหน้าตาดุดันสไตล์บาวาเรี่ยนของแท้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านี่คือกระดูกสันหลังของทีมเยอรมนี ทีมที่ได้รับการยกย่องว่ามีระบบการเล่นดีที่สุดในทัวร์นาเมนท์ แต่ไม่ได้เข้าชิง
มิดฟิลด์ตัวกลาง: ชาบี เอร์นานเดซ (สเปน)
แทบจะหาคำอธิบายถึงความยอดเยี่ยมของนักเตะรายนี้ไม่ได้อีกแล้ว ชาบี คือตัวแทนของโลกฟุตบอลสมัยใหม่อย่างแท้จริง เขาคือหัวใจของทั้งสโมสรและทีมชาติ ครองบอลเหนียวแน่น จ่ายบอลแม่นยำเฉียบขาด เล่นบอลจังหวะง่าย ๆ มีความเข้าใจเกมฟุตบอลระดับสูงสุด สายตาที่เฉียบแหลม ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เล่นสกปรก สร้างจังหวะในเกมรุกได้มากมายเหลือเชื่อ และยังยิงประตูได้แม่นยำ สั้น ๆ คำเดียวว่าทีมชาติสเปนคงไม่มีทางไร้เทียมทานเช่นนี้ หากไม่มีหนุ่มร่างเล็กอย่างชาบียืนบังคับบัญชาเกมกลางสนาม คำว่ามิดฟิลด์ที่ดีที่สุดในโลกหลังยุคซีดาน คงไม่เกินจริงแต่อย่างใด
มิดฟิลด์ตัวรุก: เวสลีย์ สไนเดอร์ (ฮอลแลนด์)
ยอดเยี่ยมไม่แพ้ชาบี อาจด้อยกว่าในแง่ทักษะส่วนบุคคล แต่ในแง่ความเป็นทีมเวิร์คและความเป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนทีมล่ะก็ สไนเดอร์โดนเด่นไม่แพ้ใครหน้าไหนบนโลก แถมด้วยสัญชาตญาณในการทำประตูที่สุดยอด ทำให้เขาซัดไปแล้วถึง 5 ประตูในทัวร์นาเมนท์ ลุ้นตำแหน่งดาวซัลโวบอลโลกเคียงข้างกับดาบิด บีย่าอย่างไม่เคอะเขิน สไนเดอร์คว้าแชมป์รายการเมเจอร์ไปถึง 3 รายการกับอินเตอร์มิลาน และกำลังคั่วแชมป์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอย่างฟุตบอลโลก หากทำได้ครบ 4 ถ้วยหลัก รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของโลกประจำปี 2010 คงได้ตั้งโชว์ที่บ้านเกิดของหนุ่มเวสลีย์ในฮอลแลนด์แน่นอน
มิดฟิลด์ตัวรุก: โธมัส มูลเลอร์ (เยอรมนี)
นึกภาพตัวเองตอนอายุ 20 ขวบว่าทำอะไรอยู่ มูลเลอร์ไม่ต้องนึก เพราะเขากำลังชวนตีนตัวเองลงตะบันประตูให้ทีมชาติเยอรมนีเป็นว่าเล่นในการลงเล่นเวิลด์คัพครั้งแรกในชีวิต หนุ่มมูลเลอร์ (ที่แฟนบอลอังกฤษจะจำชื่อไปจนวันตาย) ยิงไปแล้ว 4 ประตู จ่ายให้เพื่อนอีก 3 ดอก ซึ่งเป็นการติดทีมชาตินัดที่ 7 ของเจ้าตัวเท่านั้น พาทีมทะลุรอบตัดเชือกก่อนจะพลาดท่าโดนใบเหลืองติดโทษแบน จนกลายเป็นประเด็นว่า หากมีหนุ่มวัย 20 ขวบหน้าเปื้อนสิวคนนี้ลงโม่แข้งกับสเปน เจ้าหมึกพอลอาจจะหน้าแตกไปแล้วก็เป็นได้
กองหน้า: ดาบิด บีย่า (สเปน)
ลงเป็นยิง ยิงเป็นตุง ยิงจนคู่แข่งหน่ายแหนง บีย่าคือกองหน้าที่ดีและครบเครื่องที่สุดในโลก ณ วินาทีนี้ ยิง เลี้ยง จ่าย โหม่ง ฟรีคิก วิ่งทำทาง ทักษะส่วนตัว ทุกอย่างหล่อหลอมรวมเป็นศูนย์หน้าร่างเล็กที่กองหลังและผู้รักษาประตูทุกคนบนโลกไม่อยากเจอ การันตีด้วยผลงาน 5 ประตูในฟุตบอลโลก แถมยังได้รับการโหวตจากสาว ๆ ว่าเป็นนักเตะน่ากรี๊ดที่สุดในทัวร์นาเมนท์อีกด้วย
กองหน้า: ดิเอโก ฟอร์ลัน (อุรุกวัย)
เหลือเชื่อว่านักเตะที่กองหลังคู่แข่งพรั่นพรึงไม่แพ้บีย่าในบอลโลกหนนี้ คือนักเตะคนเดียวกันกับที่เคยสวมชุดแดงเพลิงลงเล่นในพรีเมียร์ลีก และทำประตูไม่ได้เลยถึง 8 เดือน (ทีมอะไรน้า~) นักข่าวต่างประเทศซูฮกว่า ฟอร์ลันอาจเป็นนักเตะคนเดียวบนโลกที่สามารถเตะลูกบอลจาบูลานี่เจ้าปัญหาได้อย่าง “ไม่มีปัญหา” กัปตันทีมชาติเล็ก ๆ อย่างอุรุกวัยคนนี้ ซัดคนเดียว 4 เม็ด โดยไม่เกี่ยงว่าจะซัดใกล้ ไกล หรือซัดจากลูกเซ็ทเพลย์ พาทีมเข้าถึงรอบตัดเชือกก่อนพ่ายฮอลแลนด์ไปอย่างฉิวเฉียด ตอนนี้แฟนบอลทีมเสื้อแดงเพลิงทีมนั้นเสียดายกันมั้ยนะ อิอิอิ
ตัวสำรอง: จอห์น เมนซาห์ (กานา), เคย์ซึเกะ ฮอนดะ (ญี่ปุ่น), ลิโอเนล เมสซี่ (อาร์เจนติน่า), โรเบิร์ต วิทเท็ค (สโลวาเกีย)
โคตร EXCLUSIVE: บันทึกบทสนทนา FA พิจารณาอนาคตของคาเปลโล่
FA: สวัสดีทุกคน ขอบคุณที่มากันในวันนี้ ผมรู้พวกคุณติดธุระ ปลีกตัวมายากมาก งั้นเรามาเริ่มกันเลย ผมอยากฟังเหตุผลของแคนดิเดตแต่ละราย ว่าทำไมคุณถึงเหมาะที่จะเป็นผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ
คาเปลโล: ผมทราบดีว่าผลงานในเวิลด์คัพของเราไม่ได้เรื่อง แต่ถ้าเช็คผลงานย้อนหลังทุกรายการแล้ว ผมเป็นผู้จัดการทีมชาติอังกฤษที่มีผลงานดีที่สุดแน่นอน และผมมีสัญญาผูกมัดอยู่ดูโลกแตกถึงปี 2012
FA: อื้ม เหตุผลเข้าท่า แต่ฟังดูไม่ค่อยปะติดปะต่อกันเท่าไหร่นะ เอาล่ะ แฮร์รี่ ตาคุณละ
เร้ดแน็ปป์: ผมเป็นคนอังกฤษ
FA: ใช่ ผมแน่ใจในเรื่องนี้ และผมแน่ใจด้วยว่าในเหนียงคอของคุณมีอะไรไม่ปกติ แต่ช่วยหยุดทำท่าชักกะตุกเวลาคุยกับผมสักแปบได้มั้ย? เอาล่ะ เดวิด ถึงตาคุณละ
เบ็คแฮม: สารภาพตามตรงนะ ถ้ายังเตะปีบดัง ผมก็ยังอยากเล่นฟุตบอลมากกว่านะ หายเจ็บเมื่อไหร่ ผมจะต้องติดทีมชุดลุยบอลยูโร 2012 แน่
FA: ผมไม่สนใจเรื่องเตะปีบ ผมสนใจแค่ว่า นักเตะและแฟนบอลเห็นคุณยืนก้นงอนข้างสนามดูคล้ายผู้เชี่ยวชาญด้านผมแห้งเสีย มันเป็นภาพที่สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กทุกคนบนโลก
เบ็คแฮม: เอ่อ.. ขอบคุณครับ
FA: สบายมากไอ้หนู เอาล่ะ ผมตัดสินใจได้ละ เดวิด เบ็คแฮมจะได้เป็นผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ ส่วนนาย ฟาบิโอ มีอะไรจะพูดคำอำลามั้ย
คาเปลโล: ทำกันงี้ได้ไงวะ ผมคว้าแชมป์ได้กับทุกทีมที่คุมนะเว้ย จะพาอังกฤษคว้าแชมป์ยูโร 2012 ให้ดู แล้วผมมีสัญญาเหลืออีก 2 ปี ถ้าจะยกเลิกมัน คุณต้องจ่ายเน็ต ๆ ให้ผม 12 ล้านปอนด์
FA: ขนหน้าแข้งไม่ร่วงว่ะ นายล่ะ แฮร์รี่ มีอะไรจะพูดมั้ย
เร้ดแน็ปป์: กู เอ้ย ผมเป็นคนอังกฤษ
FA: ผมทราบแล้ว ผมได้ยินคุณพูดเหมือนเดิมเป๊ะ แถมเหนียงคอคุณก็ชักกระตุกท่าเดิมซ้ำ 4 รอบแล้ว แต่อย่าคิดมากนะ ผมชอบเวลาคุณชักกระตุก แต่เรื่องชักประเภทอื่น ผมไม่แน่ใจว่าจะชอบมั้ย ส่วนนาย เดวิด เตรียมตัวไปแถลงข่าวกัน
เบ็คแฮ่ม: ผมยังอยากเตะฟุตบอลอยู่นะครับ ขอร้องล่ะ
FA: นายจะเป็นตำนานของเราเหมือนที่มาราโดน่าเป็นให้อาร์เจนติน่า
เบ็คแฮ่ม: กูจะบ้า
FA: นายได้บ้าแน่ เอาล่ะ ฟาบิโอ ไสหัวออกไปจากออฟฟิศผมได้ละ
คาเปลโล: จ่ายมา 12 ล้าน ค่าขยับหูรูดออกจากเก้าอี้นี่
FA: แฮร์รี่ นายออกไปชักกระตุกที่อื่นได้แล้วไป
เร้ดแน็ปป์: ผมเป็นคนอังกฤษ
FA: เอาล่ะ ผมจะประกาศการตัดสินอันถือเป็นข้อสิ้นสุด เดวิดจะได้เป็นผู้จัดการทีมชาติคนต่อไป แม้ว่าเขาจะไม่มีใบอนุญาตโค้ช ไม่มีความอยากจะคุมทีม ไม่มีห่าอะไรเลย นอกจากความสามารถที่จะยืนก้นงอนเหมือนโทมัส ทอว์และสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กน้อยทั่วโลก ส่วนนายฟาบิโอ เงิน 12 ล้านปอนด์จะถูกโอนเข้าบัญชีนายก่อนเที่ยงพรุ่งนี้ และนายแฮร์รี่ นายจะได้เป็นแคนดิเดตในการคัดเลือกผู้จัดการทีมชาติตลอดไป แต่ฉันจะไม่มีวันเลือกนายไปนั่งโชว์สันนิบาตลูกนกที่ข้างสนามทีมชาติแน่นอน
*ขอบคุณบทสนทนาจาก dirty tackle
วันนี้ผมจะสอนการแทงพนันฟุตบอล
“การพนันเป็นสิ่งไม่ดี” ผมเชื่อว่าทุกคนต้องเคยได้ยินวาทกรรมคลาสสิกนี้ หลายคนไม่เชื่อและเข้าไปท้าทายมัน ผมเป็นคนอีกประเภทที่ไม่เคยเข้าไปข้องเกี่ยวกับการพนันเลย ผมเชื่อเสมอว่าเกมกีฬา โดยเฉพาะฟุตบอลที่ผมหลงรัก มันมีความเป็นศาสตร์และศิลป์ที่งดงามเกินกว่าจะให้การพนันขันต่อมาทำลายเสน่ห์ของมันไป
แต่หลายหนการเสพข่าวสารเกี่ยวกับฟุตบอลก็มักพ่วงมาด้วยอัตราต่อรองต่าง ๆ มากมาย ที่ผมอ่านไม่เข้าใจเหมือนกัน และเพื่ออรรถรสในการเสพข่าวให้เร้าใจยิ่งขึ้น ผมจะมาสอนทุกคนถึง 10 ประเภทของการแทงพนันฟุตบอล (ขอบคุณข้อมูลจาก โกลดอทคอม)
10) Accumulator or Acca
วางเงินพนันก้อนเดียวเพื่อเสียวหลาย ๆ คู่ ตัวอย่างเช่น เราแทงว่ากาน่าชนะ อิตาลีชนะ อังกฤษชนะ และเยอรมันชนะ แทงพร้อมกันทั้ง 4 คู่ด้วยเงินเพียงก้อนเดียว ไม่ต้องแทงแยกแต่ละคู่ เราจะชนะเดิมพันนี้ก็ต่อเมื่อทั้ง 4 ทีมชนะ หากมีทีมชนะแค่ 3 ทีมจาก 4 ทีมที่เราวางเดิมพันไป ก็โดนเจ้ามือแดกเรียบครับ
เดิมพันแบบนี้ที่ใกล้เคียงกันกับการแทงบอลในไทยเรียกว่า “สเต็ป”
9) Live Bet
นี่คือการพนันแบบใหม่ที่ฮิตมาก ฮิตระดับโลก เราสามารถแทงบอลคู่หนึ่ง ๆ ได้ตั้งแต่ยังไม่เขี่ยบอล จนถึงบอลคู่ที่ว่าเล่นไปแล้วถึงนาทีสุดท้าย อัตราต่อรองจะไม่สูงนัก แต่นักพนันสามารถรอจนแน่ใจว่าทีมไหนจะชนะแล้วค่อยแทงได้ (แต่ต้องก่อนที่เจ้ามือจะปิดรับแทงนะครับ)
8) First Goalscorer
ตรงตามชื่อเลยครับ นั่นคือแทงว่า ใครจะยิงประตูคนแรกของเกม ง่ายและเร้าใจในการชมการแข่งขัน แต่จงจำให้ขึ้นใจว่า ต้องเช็คให้ถี่ถ้วนว่านักเตะคนโปรดของเราลงเตะในเกมนั้นหรือไม่ นี่เป็นการพนันชนิดที่อัตราต่อรองสูงมาก เพราะทายคนยิงค่อนข้างยาก และที่สำคัญการยิงประตูตัวเอง (own goal) ไม่ถูกนำมาใช้ในการเดิมพันนี้นะครับ เพื่อป้องกันการว่าจ้างนักฟุตบอลให้ยิงประตูตัวเอง
7) Each Way
เป็นการแทงแบบหลายทางเลือก วางเดิมพันหนึ่งก้อนในการเดิมพันหนึ่งอย่าง ซึ่งสามารถเกิดผลได้หลายอย่าง พูดแล้วอาจจะงง ผมขอยกตัวอย่างเลยดีกว่า เช่น ผมแทง 100 บาทว่าดาบิด บีย่าจะยิงประตูในการลงเล่นคืนนี้ ในอัตราต่อรองชนิดนี้จะแบ่งเงินผมออกเป็น 50 บาทแรก สำหรับการยิงประตูแรกในเกมของบีย่า หากบีย่าไม่ได้ยิงประตูแรก อีก 50 บาทที่เหลือจะถูกนำไปแทงว่า บีย่าจะยิงประตูที่สองของเกม ซึ่งเราสามารถเลือกได้เลยว่า จะแทงทางเลือกไปจนถึงว่าบีย่าจะยิงประตูลูกที่เท่าไหร่ของเกม ซึ่งยิ่งเป็นลูกท้าย ๆ เงินที่จะได้ก็จะน้อยลงตามลำดับ (ฉะนั้นบีย่าจงยิงประตูแรกของเกมซะ!!!)
(ในรูปนี้ไม่ใช่ ดาบิด บีย่า นะครับ)
6) Ante Post
เป็นการแทงพนันแบบดั้งเดิมของมนุษยชาติเลยก็ว่าได้ กติกาง่าย ๆ คือแทงว่าอะไรจะเกิด ก่อนที่เหตุการณ์นั้นจะเกิดจริง ๆ (ตามที่เจ้ามือเปิดอัตราต่อรองในเรื่องนั้น ๆ) เช่น ผมแทงว่าบราซิลจะได้แชมป์บอลโลก 2010 ซึ่งต้องแทงก่อนที่ทัวร์นาเมนต์บอลโลกจะเริ่มเตะ เป็นการแทงที่เสี่ยงมากเพราะทายผลยาก แต่ก็เป็นประเภทการแทงที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดประเภทหนึ่ง นักพนันแบบเข้าไส้จะนิยมการแทงประเภทนี้มาก
5) Asian Handicap
การแทงบอลแค่แพ้-ชนะ หรือเสมอ มันไม่เร้าใจครับ ประเทศไทยจึงคิดอัตราต่อรองขึ้นมาเพื่อเพิ่มความยากในการลุ้นผล เช่น อังกฤษเจอสวีเดน ถ้าเป็นกรณีปกติก็จะมีแค่ว่า แทงว่าทีมไหนจะชนะหรือจะเสมอกัน ผลออกมายังไงก็ได้เงินเต็ม ๆ พี่ไทยจึงคิดใหม่ด้วยการเพิ่ม handicap ลงไปให้แต่ละทีม เช่น อังกฤษต้องชนะด้วยผลต่างประตูมากกว่า 2 ลูกขึ้นไป คนที่แทงฝั่งทีมอังกฤษถึงจะได้เงิน หากชนะแค่ 1-0 คนที่แทงว่าเสมอหรือแทงข้างสวีเดน จะได้เงินทันที
การพนันแบบนี้สามารถพบเห็นได้ตามหนังสือพิมพ์ทั่วไป เราคงคุ้นเคยกับคำว่า ต่อลูกครึ่ง ต่อหนึ่งลูก อะไรทำนองนั้นกันนะครับ
4. & 3. Favourite & Odds On
คล้ายแบบที่ 5 ครับ ต่างกันตรงที่ว่า การพนันแบบนี้นิยมกันมากในอังกฤษ ประเทศที่เค้าแทงบอลกันเพื่อเอาสนุก ไม่ได้แทงกันกะรวยแบบไทย ดังนั้นเดิมพันประเภทนี้จะเหมาะกับการแทงเพื่อเชียร์ทีมรัก เพราะหากทีมรักคุณได้เปรียบในเกมนั้น ๆ เพราะระดับทีมห่างชั้นกันมาก อัตราต่อรองของทีมรักจะต่ำมาก เช่น แทง 50 บาท ได้แค่ 10 บาท (ไม่รวมทุน) ในขณะที่หากเพื่อนคุณเชียร์ทีมตรงข้ามซึ่งต่ำชั้นกว่า จะมีอัตราต่อรองที่สูงล่อใจมากมาย เช่น แทง 5 บาท ได้ 200 บาท (ไม่รวมทุน)
การเดิมพันประเภทนี้เจ้ามือได้เปรียบครับ เพราะยังไงคนก็นิยมแทงทีมที่ได้เปรียบเพื่อให้ได้เงินชัวร์ ๆ ซึ่งก็แปลว่าต้องแทงด้วยเงินจำนวนมาก เพื่อให้ได้เงินจากการพนันเยอะ ๆ แต่ก็รู้กันอยู่ครับว่า เกมฟุตบอลมีพลิกล็อคเสมอ และเมื่อพลิกล็อคทีไร เจ้ามือถอยรถเบนซ์มาดูเล่นเป็น 10 คันได้เลย
2) Draw No Bet
เป็นประเภทการเดิมพันที่เจ้ามือนำมาหลอกล่อนักพนันหน้าใหม่ เพราะเป็นเดิมพันที่แทบไม่เสี่ยงอะไรเลย เราสามารถแทงทีมใดทีมหนึ่งได้สองตัวเลือก เช่น แทงว่า 1.สวีเดนชนะ 2.สวีเดนเสมอ โดยหากตัวเลือกแรกเข้าวิน (สวีเดนชนะ) เราได้เงินจากเดิมพันนี้ทันที แต่หากตัวเลือกแรกไม่เข้าวิน ดันไปเข้าวินที่ตัวเลือกที่สอง (สวีเดนเสมอ) เราได้เงินพนันคืนเต็มจำนวน และกรณีสุดท้ายที่ไม่อยากให้เกิดคือ ไม่เข้าวินเลยซักตัวเลือก (สวีเดนแพ้) โดนเจ้ามือแดกเรียบครับ
การพนันแบบนี้ นักพนันเสี่ยงน้อยมาก อัตราต่อรองจึงมักต่ำสุด ๆ ผีพนันมืออาชีพไม่นิยมการเดิมพันประเภทนี้ครับ
1) Over/Under Bet
เป็นการพนันแบบที่เพิ่งคิดค้นขึ้นมาไม่นานนี้ นัยว่าเพื่อกระตุ้นการแข่งขันให้ยิงประตูกันเยอะ ๆ ไปในตัว เจ้ามือจะออกอัตราต่อรองในเกมหนึ่ง ๆ ขึ้นมาเป็นตัวเลข ให้เราเลือกแทงว่าจะแทงสูงกว่าหรือต่ำกว่าตัวเลขนั้น เช่น เจ้ามือออกอัตรามาว่า บราซิลเจออังกฤษ = 2.5 หากเราเลือกแทงต่ำกว่า เราต้องมาลุ้นให้เกมนี้จบเกมที่สกอร์รวมไม่มากกว่า 2 ประตู เช่น จบเกมที่เสมอ 1-1 เสมอ 0-0 หรือทีมใดทีมหนึ่งชนะไม่เกิน 2-0 ถ้าเกมนี้จบที่เสมอกัน 2-2 เราโดนเจ้ามือแดกเรียบครับ
หวังว่าจะได้ประโยชน์ข้อมูลการเดิมพันแต่ละแบบไปพอสมควรนะครับ อย่างที่บอกนะครับ การพนันไม่ใช่สิ่งที่ดี ผมไม่สนับสนุนด้วยประการทั้งปวง ส่วนในฟุตบอลโลกหนนี้ ผมเชื่อว่าอังกฤษจะไม่ได้แชมป์โลกแน่นอนครับ ไม่เชื่อผมล่ะสิ พนันกันมั้ยล่ะ!?
ผู้หญิงนับ 0 ผู้ชายนับ 10: เรามีเวลารอกันทั้งชีวิตหรือ?
>นางฟ้าของผมวันนี้เธอใส่เสื้อสีขาว กระโปรงสีชมพู
>เธอดูน่ารักเหมือนตุ๊กตาญี่ปุ่นแก้มแดง ๆ
>อยากรู้จักเธอจัง ทำไงดีหว่า
>
>
>ผู้หญิงนับ – 0. ฉันสังเกตเห็นเขาตั้งหลายวันแล้วละ
>คนอะไรก็ไม่รู้ กินเส้นเล็กน้ำเนื้อเปื่อยได้ทุกวัน ไม่รู้จักเบื่อมั่งเลย
>หน้าตาเขาตลกดีนะ นี่ถ้าเขาจะสร้างหนังโดราเอมอนเดอะมูฟวี่
>ฉันคงจะอีเมลไปบอกผู้กำกับให้มาเชิญพี่แกไปเล่นเป็นโนบิตะ
>
>
>ผู้ชายนับ – 9. วันนี้ผมตัดสินใจจะแอบตามเธอไปดูว่าเธอทำงานที่ไหน
>เพราะเธอไม่ใช่พนักงานบริษัทเดียวกับผม
>แต่ที่แน่ ๆกว่าเธอจะลงมากินข้าวก็เกือบบ่าย และกว่าจะกลับก็จวนบ่ายสอง
>แต่ที่ทำงานเธอคงอยู่แถวนี้แหละ
>
>
>ผู้หญิงนับ – 1. พี่กุ้งชี้หมอนั่นให้ฉันดูแล้วหัวเราะคิกคัก
>อีตาโนบิตะนั่นเอง! เขาทำเป็นเดินโทรศัพท์ตามพวกเรามาห่าง ๆ
>สงสัยพี่แกจะแอบชอบใครสักคนในกลุ่มเราแน่ ๆ เลย (สงสัยจะเป็นพี่กุ้งแฮะ ก็เธอสวยออกซะงั้น)
>เอ..เอาเข้าจริง ๆ อีตานี่มองจากมุมเฉียง ๆ ก็ดูดีเหมือนกันนะ
>
>
>ผู้ชายนับ – 8. เธอทำงานแถวนี้จริง ๆ ด้วย
>เธอทำงานอยู่ในสถานทูตแห่งหนึ่งในหลาย ๆ แห่งแถวนั้น
>แต่เป็นหน่วยงานย่อยเกี่ยวกับวัฒนธรรมและความร่วมมือ และเป็นโรงเรียนสอนภาษาไปในตัวด้วย
>โรงเรียนสอนภาษาเหรอ… เออเข้าท่า
>
>
>ผู้หญิงนับ – 2. อีตาโนบิตะถ้าจะเอาจริงแฮะ! วันนี้บุกมาถึงที่เลย
>มาหยิบโบรชัวร์อะไรให้วุ่นเลย อยากรู้เหมือนกันแฮะว่าแกจะมาจีบใคร
>
>
>ผู้ชายนับ – 7. พักเที่ยง ผมยังไม่ไปกินข้าว แต่เดินมานั่งกินกาแฟอยู่ที่ Cafe ของสถานทูต
>รอนางฟ้าเสด็จลงมาเสวยภักษาหาร
>หัวใจผมเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ… ที่นี่เขาใช้กาแฟพันธุ์อะไรมาชงเนี่ย
>เมื่อเธอลงมาคราวนี้ผมจะต้องชวนเธอคุยให้ได้
>
>
>ผู้หญิงนับ – 3. นี่ พี่กุ้ง อีตาโนบิตะมารอพี่แหนะ
>นั่งกินกาแฟอยู่ที่คาเฟ่ด้วย จริงง่ะ!?
>เขาสมัครเรียนอะไรหรือเปล่าอ่ะ..หนิง?
>ไม่หรอกพี่ เขามารอพี่อ่ะแหละ
>สงสัยวันนี้พี่กุ้งไม่ได้กินข้าวกะพวกหนูแล้วละ?
>บ้า เหลวไหล!!!?
>
>
>ผู้ชายนับ – 6. คุณครับ ทำงานที่นี่ใช่หรือเปล่าครับ? ผมเดินเข้าไปถามเธอ
>ผมสนใจจะเรียนภาษาฝรั่งเศสครับ
>แต่มีคอร์สไหนสำหรับคนที่ไม่รู้อะไรเลยอย่างผมมั่งไหมครับ?
>
>
>ผู้หญิงนับ – 4. อีตาโนบิตะเขาเข้ามาคุยกับฉัน เขาถามฉัน!!!
>เขามารอฉันหรอกเหรอเนี่ย แล้วอย่างงี้ ทุกวันที่เขามอง…ก้อ…. หวาย~
>
>
>ผู้ชายนับ – 5. วันนี้เธอน่ารักเป็นพิเศษขึ้นอีกหลายเท่า
>แก้มงี้แดงน่ารักเชียว เธอบอกให้เพื่อคนอื่นไปทานข้าวกันก่อน
>ส่วนเธอยอมเข้ามาคุยกับผมใน Cafe
>และแจกแจงรายละเอียดเกี่ยวกับการเรียนให้ฟัง
>
>
>ผู้หญิงนับ – 5. พี่กุ้งน่ะสิ ทำขยิบหูขยิบตาให้ฉันคุยกับเขา จะบ้าเหรอ
>แต่ก่อนที่ฉันจะทันตอบอะไรได้ พี่กุ้งก็ชิงบอกว่า อ๋อ ยินดีค่ะ
>มีอะไรก็ปรึกษาน้องหนิงได้นะคะ น้องเขาดูแลเรื่องนี้อยู่พอดีค่ะ
>คุณ…เคยเรียนภาษาฝรั่งเศสมาบ้างหรือเปล่าคะ?
>ไม่เคยครับ เอ้อ…ผมชื่อเอกครับ…
>หนิงค่ะ
>หนิงทำงานที่นี่นานหรือยังครับ หนิงจบเอกภาษานี้มาเหรอครับ
>ค่ะ หนิงเพิ่งจบได้ปีเดียวเอง
>ขอผมเลี้ยงข้าวนะครับ หนิงอุตส่าห์คุยกับผมตั้งนาน อดไปกินข้าวกับเพื่อนเลย?
>อุ๊ย อย่าเลยค่ะ ในนี้แพงออก ไว้คราวหน้าดีกว่าค่ะ
>คราวหน้า!!! คราวหน้า ได้ยินกันไหมครับ ท่านผู้ฟัง เข้าทางผมเลย
>บ้า!!! ฉันพลาดไปได้ไงอ้ะ
>อ้อ…ก้อ เอ้อ มีค่ะ … 0 1 6 1 5…
>ให้เบอร์เค้าไปทำไมอ่า… แง้ๆๆๆๆ
>ฉันจิกกระดาษทิชชูในมือจนเละเป็นปุยเหมือนปลาดุกฟู
>
>
>ผู้ชายนับ – 4. ผมคุยกับน้องหนิง (เธออ่อนกว่าผมสี่ปี) สองสามคืนติดต่อกัน
>คืนละหลายๆ ชั่วโมง ตอนกลางวันก็ไปนั่งกินข้าวด้วยกัน
>แต่ก็ได้แค่นั้นเอง…
>พอจวนบ่ายสองก็แยกย้ายกันไปทำงานเคยลองชวนไปดูหนังเธอก็บอกไม่อยากดู
>ตอนเย็นก็ต้องรีบกลับบ้าน ไปนั่งที่ไหนต่อก็ไม่ได้
>สงสัยเดี๋ยวกลับบ้านช้าแม่จะดุละมั้ง
>
>ผู้หญิงนับ – 6. พี่ๆ ล้อว่าฉันเป็นแฟนอีตาโนบิตะ เอ้ย! พี่เอก
>ไม่ใช่ซะหน่อย ก็แค่เพื่อนคนนึง ทำงานอยู่ใกล้ ๆ กัน
>ตอนกลางวันต่างคนต่างก็ต้องกินข้าวอยู่แล้ว ให้เขากินด้วยอีกคนจะเป็นอะไรไป
>แต่พี่เอกเค้าคุยสนุกดีเหมือนกันนะ ฟังเขาคุยทีเพลินเลย
>บางทีนึกว่าคุยแป๊บเดียว ที่ไหนได้ ปาเข้าไปเกือบเที่ยงคืน
>
>
>ผู้ชายนับ – 3. น้องหนิงน่ารักจริง ๆ และเธอเป็นนางฟ้าจริง ๆ
>เธอช่างมองโลกในแง่ดี สวยงาม และใสสะอาด เสียจนผมละอาย…
>ผมเริ่มได้คิดว่า ผมเหมาะกับเธอหรือเปล่า ผมสามารถใช้ชีวิตแบบเธอได้ไหม
>การเลี้ยงดูของเรามันต่างกันเหลือเกิน
>เธอไม่เคยพบกับความยากลำบากและสิ่งอันชั่วร้ายอะไรในโลกเลย…
>
>ถ้าเธอเป็นนางฟ้าจริงๆ ส่วนผมน่ะเหรอ เรียกว่าคนเดินดินยังยากเลย
>เธอเรียนจบจากโรงเรียนสตรีชื่อดัง จบมหาวิทยาลัยของรัฐที่มีชื่อเสียง
>และเข้าทำงานกับสถานทูต
>ส่วนผมน่ะเหรอ… อย่าให้เล่าเลยคุณ ยาว
>
>
>ผู้หญิงนับ – 7. พี่เอกนี่มีอะไรมากมายกว่าที่ฉันคิดแฮะ
>พี่เขาผ่านอะไรต่ออะไรในชีวิตมามากมายกว่าที่จะนึกถึง
>เขาไม่เหมือนใครที่ฉันรู้จักเลย เขาเริ่มต้นจากเด็กเกเรคนหนึ่ง
>ลองมาหมดแล้วอะไรแสบ ๆ ทั้งหลาย เหล้า ยา การพนัน เคยเข้าบ้านเมตตาก็เคย
>แต่แล้วเขาก็สามารถตั้งใจเรียนจนจบทั้งการศึกษานอกโรงเรียน
>และเรียนมหาวิทยาลัยเปิดจนจบด้วยตัวเองตลอด
>และทำงานในบริษัทใหญ่ขนาดนี้ได้ในตำแหน่งและเงินเดือนที่ไม่น้อยทีเดียว
>ฉันทึ่งในชีวิตของพี่เขาเหลือเกิน
>
>ผู้ชายนับ – 2. วันนี้ตอนเช้า ผมซื้อดอกไม้ให้เธอ…
>เพราะรู้ว่าเธอจะมีแจกันใบเล็กๆ ใส่ดอกกุหลาบน่ารักๆ เอาไว้บนโต๊ะทำงานเสมอ
>แต่เธอรับไปแล้วก็ไม่ว่าอะไรสักคำ… ตอนเที่ยง
>ผมไปหาเธอที่ห้องทำงานตามปกติ
>ดอกไม้บนโต๊ะทำงานเป็นดอกเดียวกับที่ผมเห็นเมื่อวาน….
>เธอไม่ได้เอาดอกไม้ที่ผมให้มาปักแจกันหรือนี่…
>สงสัยดอกไม้ถูก ๆ ช่อเล็ก ๆ ซื้อที่สถานีรถไฟฟ้าแบบนี้ มันคงจะไม่ถูกใจเธอละมั้ง
>
>ผู้หญิงนับ – 8. พี่เขาให้ช่อดอกไม้เล็ก ๆ กับฉันล่ะ…
>มันน่ารักจนฉนพูดอะไรไม่ออกเลย แม้แต่คำว่าขอบคุณ
>สงสัยฉันต้องรีบไปหาซื้อซิลิก้าเจลมาเก็บดอกไม้นี่เสียแล้วสิ…
>ไม่อยากให้มันเหี่ยวไปเลย
>
>ผู้ชายนับ – 1. ผมพยายามที่จะยอมรับความจริง
>ว่าผมกับเธอนั้นแตกต่างกันแค่ไหน…
>นางฟ้าก็มีไว้สำหรับคนบนฟ้า…ผมคิด ผมพยายามทำงานให้หนักขึ้น
>กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงเหมือนเดิม และคุยกับเธอให้น้อยลง
>(หรือถ้าให้ถูก เธอเองก็ไม่ค่อยโทรหาผมสักเท่าไรแล้วช่วงนี้)
>ผมจะจำเธอไว้ในฐานะความทรงจำที่สวยงามแล้วกัน
>
>ผู้หญิงนับ – 9. เพื่อนฉันที่ทำงานบริษัทเดียวกับพี่เอกบอกว่า
>ช่วงนี้พี่เขาทำงานหนักมาก…
>บางวันสี่ทุ่มก็ไม่ยอมกลับบ้าน มาถึงก็ก่อนแปดโมง
>ฉันก็เหงานะ แต่เราก็ชอบที่พี่เขาเป็นอย่างนั้นไม่ใช่เหรอ
>ผู้ชายที่มีพลังและความรับผิดชอบ ที่พุ่งไปข้างหน้าตลอดเวลา
>
>สิ่งที่ฉันทำได้
>ก็คือให้เขาทำสิ่งที่เขาตั้งใจนั้นอย่างเต็มที่โดยไม่ขัดขวางหรือแง่งอน…
>ถึงจะไม่ได้คุยกับพี่เขาบ้าง แต่ก็ไม่เป็นไรหรอกนะ…
>ไว้ถ้าพี่เขาว่าง ๆ คราวนี้ถ้าจะชวนไปดูหนังหรือกินข้าวเย็นบ้าง ฉันจะไปละนะ
>
>ผู้ชายนับ – 0. ผมทำงานจนเกือบบ่ายสองแล้วนึกได้ว่าลืมกินข้าว
>พี่เอกคะ ทานข้าวมั่งป่ะเนี่ย? น้องออย เด็กฝึกงานมาถามผมด้วยความเป็นห่วง
>ออยไปซื้อให้ไหมคะ?
>ไม่เป็นไรหรอก พี่ไปกินเองก็ได้ แล้วออยล่ะกินหรือยัง?
>เธอสั่นหน้าแทนคำตอบ
>งั้นไปกินข้าวกับพี่ไหม… พี่เลี้ยงเอง
>น้องออยพยักหน้าตอบรับ… เออ วันนี้น้องออยแก้มสีชมพูเลย
>
>ผู้หญิงนับ -10. พี่กลับไปก่อนนะหนิง?
>ค่ะ เดี๋ยวหนูรอแถวนี้อีกแป๊บนึงแล้วกันนะ
>พี่เอกคงงานยุ่งจนไม่ได้ออกมาทานข้าว
>วันนี้แหละ ถ้าพี่เอกชวนฉันไปดูหนัง ฉันจะไปดูกับเขา
>
โปรเจ็คต์หนัง 2 จ. full option
Moon เป็นเรื่องในโลกอนาคตที่พลังงานบนโลกหมดแล้ว
เลยมีบริษัทของอเมริกายกเหมืองไปตั้งบนดวงจันทร์
เพื่อดูดพลังงานจากดวงจันทร์แพ็คใส่ถังแล้วส่งกลับโลก
โดยเหมืองที่ว่ามีพนักงานประจำการเพียงคนเดียว พร้อมหุ่นยนต์คอยช่วยเหลือและเป็นเพื่อนพูดคุยยามเหงาอีก 1 ตัว
พนักงานจะทำงานตามสัญญา 3 ปี แล้วจะได้รับการปลดประจำการกลับมาอยู่บนโลก
เหลือเวลาอีกเพียง 2 วี้ก
พระเอกของเราก็จะทำงานครบ 3 ปีพอดี
แต่ทว่า
จู่ ๆ เขาก็ไปค้นพบว่ามีใครอีกคนอยู่บนดวงจันทร์นี้!
เรื่องราวทั้งหมดที่ดูเหมือนจะเรียบง่ายก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป..
หนังยอดเยี่ยมในทุกทางจนน้ำตาไหล
ยิ่งฉากที่พระเอกคร่ำครวญอยู่คนเดียวในยานอวกาศว่า
"I want to go home.."
แล้วกล้องก็แพนให้เห็นความห่างไกลระหว่างโลกและดวงจันทร์
หนังไม่เข้าโรงในไทย ไม่แม้แต่จะออกเป็นดีวีดี
แต่การันตีความสุดยอด จนมีนักวิจารณ์พูดว่า
ถ้าปีนี้คุณดูหนังได้แค่เรื่องเดียว และมีหนังให้เลือกแค่สองเรื่องคือ Avatar และ Moon
อย่าลังเลที่จะเลือก Moon
ผมยืนยันอีกเสียงว่า ถ้ามีโอกาส อย่าลังเลที่จะดูเรื่องนี้ครับ
โปรเจ็คต์หนัง 2 จ.
ตัวหนังอาจไม่ทรงพลังเท่าผลงานชิ้นล่าสุดของผู้กำกับเจสัน ไรท์แมน เนื่องด้วยไรท์แมนเลือกที่จะนำเสนอปัญหาร่วมสมัยของสังคมอเมริกันเรื่องนี้ให้ออกมาในแนวสนุกสนานผ่อนคลาย ปล่อยให้ผู้ชมเพลินไปกับการเติบโตและเรียนรู้ของตัวละคร ที่ค่อย ๆ พบว่าโลกไม่ได้สวยงามและง่ายดายเหมือนที่คิด ด้วยคาแรคเตอร์ที่โดดเด่น บทภาพยนตร์ที่แม่นยำและกระฉับกระเฉง (คว้าออสการ์บทดั้งเดิมยอดเยี่ยมเมื่อปี 2008) และเพลงประกอบที่ละเมียดละไม ทำให้หนังน่ารัก ๆ เรื่องนี้พร้อมจะเข้าไปนั่งในหัวใจผู้ชมทุกคน
หากสงสัยว่าเพราะเหตุใด เจสัน ไรท์แมนถึงได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมและภาพยนตร์ยอดเยี่ยมถึง 2 ครั้งติดกันในรอบ 3 ปี
Juno มีคำตอบให้คุณครับ
19/03/53
*โปรเจ็กต์หนัง 2 จ. หนที่สี่:
โปรเจ็กต์หนัง 2 จ. โดย จั้ม และ โจ้ จะมาช่วยกันเขย่า 1 จอตรงหน้าคุณ ด้วยการรีวิวหนังใหม่บ้างเก่าบ้างตามแต่ว่าจะกระแดะอยากดูเรื่องไหน
วี้กนี้คุณจั้มโซโล่หนัง 2 จ. ไปถึง 2 เรื่อง ผมก็เลยต้องเร่งทำการบ้านด้วยการดู 2 เรื่องเช่นกัน แถมเป็นหนังที่ออกฉายใกล้เคียงกันอีกด้วย
เรื่องแรกคือ The Hurt Locker เรื่องหลังคือ Waltz With Bashir เรื่องแรกไปไกลถึงขนาดได้รางวัลออสการ์สาขากำกับยอดเยี่ยมและภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
แต่เชื่อผมเถอะว่า ออสการ์ทำผิดพลาดอย่างมหันต์
หนังปี 2008 เรื่อง Waltz With Bashir เป็นเรื่องราวของอดีตทหารผ่านศึกจากสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในเลบานอนเมื่อปี 1982 เขาสูญเสียความทรงจำเกี่ยวกับสงครามสุดโหดร้ายนั้นและเริ่มออกเดินทางตามหาเพื่อนร่วมรบที่ยังหลงเหลืออยู่ทีละราย เพื่อรื้อฟื้นความทรงจำหฤโหดนั้น ก่อนจะค้นพบว่าเรื่องบางอย่างแม้ควรค่าแก่การลืมเลือน แต่บางครั้งการจดจำมันให้ขึ้นใจเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ดำมืดต้องเกิดขึ้นซ้ำรอยอีกครั้ง
ผู้กำกับ อาริ โฟลมาน เลือกถ่ายทอดเรื่องราวออกมาในรูปแบบอนิเมชั่นสุดเท่ในโทนซีเปีย บวกกับการตัดต่อที่มีสไตล์ ทำให้หนังเรื่องนี้ดูเอามันส์ก็ได้ ดูเอาสาระก็ดี
ความยอดเยี่ยมของหนังเรื่องนี้คงไม่ต้องสาธยายให้มากความนัก กับการคว้ารางวัลหนังยอดเยี่ยมบนเวทีลูกโลกทองคำปี 2008 การเข้าชิงรางวัลเกียรติยศนับด้วยนิ้วมือสองข้างก็ไม่พอ
แต่เหลือเชื่อว่า เวทีออสการ์กลับมองเมินมัน และไปมอบรางวัลให้หนังสงครามที่ตื้นเขินและแก่นกลวงเช่น The Hurt Locker เพียงเพราะมันเป็นเรื่องราวของทหารอเมริกัน?
มองหาหนังชั้นดีที่ดูสนุกสำหรับคืนนี้ อย่าพลาดเรื่องนี้ครับ
27/03/53
*หมายเหตุ หนังทั้งสองเรื่องฉายปีเดียวกัน แต่ The Hurt Locker โดนเลื่อนฉายในอเมริกามาเป็นช่วงปลายปี 2009 แทน จึงไม่ได้ปะทะกันวนเวทีออสการ์อย่างที่ควรจะเป็น
สันดานบนถนน
สถานที่ที่ชัยชนะอาจไม่สำคัญ
เอนทรี่รับปี 2010: 5 ชอบแห่งปี 2009 (ตอนจบ)
ต่อจากเอนทรี่ส่งท้ายปี 2009 กันเลยครับ กับเอนทรี่ต้อนรับ 2010 เอนทรี่แรกของปีแต่ต้องย้อนกลับไปเล่าเรื่องที่ค้างเติ่งกันไว้นั่นคือ 5 หนังที่ชอบที่สุดในปี 2009
เป็นที่แอบรู้กันเงียบ ๆ ว่าปีวัวที่ผ่านมานั้น ตัวผมชวนตัวเองเข้าไปอยู่ในโรงหนังน้อยมาก นับด้วยนิ้วมือข้างเดียวได้เลย เหตุผลก็ไม่มีอะไรมากนอกจากการเอารัดเอาเปรียบของธุรกิจโรงหนัง ซึ่งทำให้ผมคิดขำ ๆ ดูว่า ปีที่ผ่านมาหากใครยังคิดจะจีบสาวด้วยการพาไปเลี้ยงหนังเหมือนเดิมคงได้อดตายแน่ ๆ ในเมืองหลวงมีกิจกรรมสร้างสรรค์กว่านั้นเยอะครับ เอาแค่หอศิลป์ก็มีหลายที่ให้เลือกจิ้มได้ตามสะดวก พูดจานอกเรื่องรับปีใหม่มากไปจะไม่ดี เราไปติดตามกันเลยดีกว่าครับว่าปีวัวที่ผ่านพ้นไปนั้น มีหนัง 5 เรื่องไหนบ้างที่ผ่านตาและได้ใจผมไปเต็ม ๆ กติกาเหมือนเดิมนั่นคือนับเฉพาะหนังที่ฉายครั้งแรกในปี 2009 เท่านั้น (ไม่เรียงตามลำดับชอบมากน้อยนะครับ)
5 หนังที่ชอบที่สุดในปี 2009
1.Watchmen
สร้างจากหนังสือการ์ตูน (หรือที่เรียกให้เท่ว่านิยายภาพ) ที่ได้รับการยกย่องว่าดีที่สุดในโลก Watchmen เป็นเรื่องราวของโลกในยุคสงครามเย็น และเป็นโลกที่เหล่าซูเปอร์ฮีโร่สวมหน้ากากเป็นพลเมืองทั่ว ๆ ไปที่พบเห็นได้ตามท้องถนน จนวันนึงเหล่ามนุษย์สวมหน้ากากกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และกลุ่ม Watchmen กำลังโดนตามไล่เก็บทีละราย ใครกันที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ที่จะพลิกชะตากรรมของโลกไปตลอดกาลนี้
วรรคบนนั่นเอาไว้ให้คนที่ยังไม่ได้รับชมหนังเรื่องนี้อ่าน ส่วนคนที่ดูแล้วคงพูดได้คำเดียวครับว่า หนังเรื่องนี้มีการเขียนบทที่ยอดเยี่ยมระดับที่เข้าชิงรางวัลในสาขาบทดัดแปลงยอดเยี่ยมได้ง่าย ๆ ด้วยตัวละครที่มีตัวตนจับต้องได้ เนื้อเรื่องที่ค่อย ๆ บีบคั้นจนถึงขีดสุด ประเด็นเรื่องสันติภาพของโลกที่ถูกตีความในมุมมองชวนขนหัวลุก และบทสนทนาสุดเท่จำนวนมหาศาลที่ก๊อปปี้ไรเตอร์ในวงการโฆษณาสามารถลอกไปใช้ได้แบบไม่ต้องคิดมาก (หรือจะใช้คำว่า ‘ได้แรงบันดาลใจ’ ก็ได้) หนังเรื่องนี้เป็นเจ้าของเทคนิคการถ่ายทำที่หน้าตื่นตาตื่นใจที่สุดเรื่องหนึ่งในรอบปีที่ผ่านมา การันตีด้วยผู้กำกับสุดอาร์ทแห่งยุค แซ็ค ชไนเดอร์ เจ้าของผลงานหนังอย่างเรื่อง 300
ปล. เรื่องนี้มีภาพที่อาจจะรุนแรงเกินสำหรับคนขวัญอ่อน
2.District 9
ถ้าเทียบกับหนังฮอลลี่วู้ดที่พูดถึงเรื่องราวผู้มาเยือนจากนอกโลกแล้ว District 9 ไม่เหมือนหนังเรื่องใดและไม่มีหนังเรื่องใดเหมือน ด้วยการยกระดับเรื่องราวของมนุษย์ต่างดาวเยือนโลกไปอีกขั้น ในมุมมองที่แปลกออกไป และมันได้ผลอย่างน่าทึ่ง!
หนังบอกเล่าเรื่องราวการลงจอดของยานมนุษย์ต่างดาวรูปร่างเหมือนกุ้งเดินได้เหนือเมืองโจฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ เรื่องราวจะไม่แปลกอะไรเลยหากไม่ใช่เพราะว่า มนุษย์ต่างดาวบนยานลำยักษ์เหล่านั้นคือพวกชายขอบของจักรวาลที่เดินทางมาในฐานะผู้อพยพมาขอแหล่งพักพิงบนดาวโลก รัฐบาลทั่วโลกไม่รู้จะรับมือสิ่งมีชีวิตต่างชาติพันธุ์นี้ยังไง เลยจัดเขตกักกันให้พวกมันอยู่ซึ่งรู้จักกันดีในชื่อ เขต 9 (District 9) ด้วยหวังว่าวันนึงเดี๋ยวพวกกุ้งต่างดาวก็ออกจากโลกไป แต่พวกเขาคิดผิด เพราะนานถึง 30 ปีผ่านไป มนุษย์กุ้งอยู่กินกันในย่านเขต 9 จนมีสภาพไม่ต่างจากสลัม ในที่สุดรัฐบาลก็ต้องตัดสินใจขับไล่พวกมัน!
ด้วยเนื้อเรื่องแฝงการเมืองถึงขีดสุด ผู้กำกับนีล บล็อมแคมป์ จึงตัดสินใจเล่าเรื่องผ่านตัวละครเจ้าหน้าที่เวนคืนที่ดินจากมนุษย์ต่างดาว ด้วยมุมกล้องแบบการรายงานข่าวสด ๆ และผลที่ได้คืองานด้านภาพที่สมจริงจนเรานึกว่ากำลังเปิดโทรทัศน์ดูข่าวอยู่ บวกกับเรื่องราวสุดพลิกผันเมื่อเจ้าหน้าที่หนุ่มติดเชื้อจากต่างดาวและค่อย ๆ กลายร่างเป็นมนุษย์กุ้งทีละน้อย จนถูกทางการตามล่าตัว ส่งผลให้ครึ่งหลังของหนังกลายเป็นหนังแอคชั่นที่มันส์ที่สุดในรอบหลายปี (อย่าลืมว่านี่ใช้เทคนิคการถ่ายทำแบบเรียลทีวีด้วยนะ) ก่อนที่หนังจะทิ้งให้เราคิดว่าจริง ๆ แล้วใครกันแน่ที่ควรจะไสหัวออกไปจากโลกใบนี้ซะ
รับรองความบรรเจิดด้วยการดูแลงานสร้างโดย ปีเตอร์ แจ็คสัน จากไตรภาคลอร์ดออฟเดอะริง
3. The Boat That Rocked
จากผู้กำกับหนังสุดฮิตอย่าง Love Actually กลับมาหนนี้กับเรื่องราวในยุค 60 ซึ่งดนตรีร็อคจากอังกฤษกำลังบูมถึงขีดสุด แต่ใครจะไปเชื่อว่าในยุคสมัยนั้น รัฐบาลอังกฤษสั่งให้วิทยุเปิดเพลงได้แค่วันละ 45 นาที! บีบกันซะขนาดนี้ก็เลยเถิดเกิดเป็นสถานีวิทยุเถื่อนกันเต็มเมือง โดยในหนังเรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวของเรือเดินสมุทรลำหนึ่งซึ่งลอยเท้งเต้งกลางทะเลเพื่อทำหน้าที่กระจายเสียงเพลงตามสัญญาณวิทยุไปทั่วเกาะอังกฤษในชื่อคลื่น Radio Rock
พระเอกหนุ่มน้อยโดนไล่ออกจากโรงเรียนถูกแม่ส่งตัวมาฝึกงานบนเรือร็อคลำนี้ ที่ซึ่งเขาจะได้พบกับเหล่าดีเจสุดเจ๋ง บุคลิคไม่ซ้ำหน้า และฮาไม่ซ้ำแบบ (มีบางรายที่ทั้งเรื่องพูดแค่ 4 ประโยค แต่คุณจะจำเค้าได้แม่นยำไม่แพ้คนที่พูดเป็นร้อยประโยค) เรื่องราวความรักในเสียงดนตรีและช่วงเวลาแห่งความขบถในสายเลือด
The Boat That Rocked คือหนังฟีลกู้ดที่ไม่ว่าใครได้ดูก็ต้องตกหลุมรักมัน
4.The Damned United
หนังจากเกาะอังกฤษอีกแล้ว เรื่องราวของผู้จัดการทีมที่เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ‘ไบรอัน คลัฟ’ ชายผู้พาทีมต่ำศักดินาคว้าแชมป์ยุโรปได้สองสมัยซ้อน ยิ่งใหญ่กว่านี้ไม่มีอีกแล้ว ใน The Damned United เป็นช่วงเวลาการคุมทีมลีดส์ ยูไนเต็ด 44 วันก่อนโดนไล่ออก
ช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในอาชีพของคลัฟ กลายมาเป็นหนังที่สั่นสะเทือนวงการ สาวกเกมลูกหนังทุกคนไม่สมควรพลาดหนังที่ตีแผ่ทุกด้านของเกมกีฬาที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘กีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ’
ในวันที่สิ้นไบรอัน คลัฟไปแล้ว เหลือแต่ผลงานระดับตำนานให้พูดถึง พร้อมจะเดินทางย้อนกลับไปสัมผัสตัวตนของเอกบุรุษผู้นี้กันรึยังครับ
5.Avatar
กว่าโหลปีที่เจมส์ คาเมร่อนบ่มเพาะฟูกฟักภาพยนตร์เรื่องนี้ ผลที่ได้มันสุดคุ้มค่าเหลือคำบรรยาย หนังเรื่องนี้เป็นมากกว่าความบันเทิงที่ดีที่สุดในรอบทศวรรษ แต่มันคือหลักไมล์สำคัญของโลกภาพยนตร์ในยุคที่เทคนิคการถ่ายทำและบทภาพยนตร์หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวอย่างกลมกล่อม
พิสูจน์ด้วยตาตัวเองครับ ในรูปแบบสามมิติเท่านั้น!
………………
มีแค่เรื่องที่ 5 เรื่องเดียวครับที่ผมได้ดูในโรง นอกนั้นผ่านการดาวน์โหลดทั้งสิ้น (ตำรวจจจจจจจ!!) ใครมีหนังในดวงใจแนะนำกันมาได้เลย





























