WE LIVE BECAUSE THERE'S LOVE

movie music magic football

Archive for the ‘Health and wellness’ Category

ใบประกอบวิชาชีพ

with 22 comments

วันนี้ผมไปสอบไปประกอบวิชาชีพสถาปนิกมาครับ
เขาเรียกกันสั้น ๆ ว่า สอบใบ กส.
อาชีพวิศวกรก็มีสอบเหมือนกันครับ ผมไม่แน่ใจว่าของวิศวกรจะเรียกว่าใบอะไร แต่คาดว่าข้อสอบน่าจะยากและกวนต้นเท้าไม่แพ้กัน

เคยมีคนพูดเล่น ๆ ขำ ๆ กันว่า สถาปนิกต้องรู้ทุกอย่าง
ผมไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ จนมาเจอข้อสอบวันนี้
หลายข้อทำเอาผมได้ยินหลายคนบ่นกันยับหน้าห้องสอบ
อารมณ์ว่า กูจะออกแบบอาคาร กูต้องรู้อะไรพวกนี้ด้วยหรือ!?

เอาตัวอย่างข้อสอบที่พอจำได้มาบอกเล่ากันต่อครับ (*หมายเหตุ บางข้อดูเหมือนง่าย แต่มีคนที่เขาไม่รู้จริง ๆ ก็มีครับ)

*ตัวอย่างที่ 1.
ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์
ก. UBUNTU
ข. Windows
ค. Symbian
ง. Linux (จำชอยส์นี้ไม่ได้ แต่คิดว่าน่าจะตัวนี้แหละครับ)

*ตัวอย่างที่ 2
กระดาษ A4 มีขนาดเท่าไหร่
ตอบ . .?

*ตัวอย่างที่ 3
หากต้องการบันทึกไฟล์คอมพิวเตอร์เพื่อให้ผู้อื่นนำไปเปิดใช้งานแล้วแก้ไขเนื้อหาในไฟล์นั้นไม่ได้ ต้องบันทึกไฟล์เป็นนามสกุลอะไร
ก. .pdf
ข. .doc
ค. .docx
ง. .dwg

ไม่ยากใช่มั้ยครับ ลองตอบกันดูเล่น ๆ ได้เลยครับ ^^

Written by ljungdurst

ตุลาคม 23, 2010 at 17:54

บันทึกโพสใน Health and wellness

งานหาง่าย

with 23 comments

เรียนจบมาเกือบ 2 เดือน
ผมและเพื่อนหลายคนยังอยู่ในสถานะที่เรียกได้ว่า "เตะฝุ่น"
ตอนแรกหลายคนก็ยังมีความสุขกับการพักผ่อน (หรือที่พยายามหลอกตัวเองว่าพักผ่อน)
แต่หลังจากเพื่อนบางคนทยอยมีงานมีการทำไปเรื่อย ๆ
งานดี และแน่นอนว่าเงินดี ไม่ขี้เหร่ สมกับที่ปะยี่ห้อปริญญาโทจากรั้วธรรมศาสตร์
 
พอปริมาณคนเตะฝุ่นเริ่มน้อยลง คนที่เหลืออยู่ก็เริ่มร้อนรน
ไอ้ที่ร่อนสมัครไปทั่วก็ไม่เรียกตัว
ไอ้ที่เรียกตัวไปสัมภาษณ์ก็ดูถูกเราซะเหลือเกิน
(มีอย่างที่ไหน หัวเราะเยาะตอนบอกว่าเคยกำกับละครเวที)
แถมยังให้เงินเดือนต่ำซะยังกับว่าเราจบ ปวช. มาซะยังงั้น
 
อย่านอนตื่นสาย อย่าอายทำกิน
อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา
 
นอนตื่นสายนี่แก้ได้ไม่ยากถ้ามีอะไรมีสาระทำ
อายทำกินนี่ไม่อายแน่นอน วิชาชีพนี้แม้จะเป็นลูกไล่เขา เป็นขี้ข้านายทุน แต่ผลงานที่แสดงออกมาเป็นรูปธรรมจับต้องได้ มันไม่น่าอายอยู่แล้ว
เงินน้อยนี่ไม่ได้หมิ่น ไม่ได้ดูถูก แต่พอเห็นเรทเงินเดือนที่จะจ่ายให้แล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า แล้วกูจะเรียนปริญญาโททำไม กูจะลำบากทำทีสิสทำไม
ไม่ได้คอยวาสนา แต่จังหวะชีวิตไม่ลงตัว
 
งานหาง่ายจริง ๆ นะ ถ้าไม่คิดมาก
เอาใบปริญญายัดเก็บลิ้นชักไป
พอถึงเวลานั่งในที่ทำงานจริง ๆ กระดาษเช็ดตูดยังมีค่ามากกว่าซะอีก
นึกถึงฉากที่พระเอกเผาเงินทิ้งในหนังเรื่อง Into The Wild แล้วสะท้อนใจพิกล
จะมีซักกี่คนในโลกที่เกิดมาเป็นบนยุคทุนนิยมแล้วกล้าปฏิเสธตัวแทนของทุนนิยมได้ขนาดนั้น
พอท้องหิว กระเป๋าสตางค์แฟบฝ่อ
ใครจะกล้าทำเท่แบบนั้นได้

Written by ljungdurst

กรกฎาคม 24, 2010 at 03:23

บันทึกโพสใน Health and wellness

เซ็ง มาก

with 18 comments

เปลี่ยนรูปแบบสเปซจนเป็นเฟซบุคไปแล้ว
ผมเข้าสเปซเพราะอยากรู้ว่าใครทำอะไรในสเปซบ้าง
ไม่ได้อยากรู้ว่าใครทำอะไรในเฟซบุค
 
เซ็ง
 
เจอแบบนี้ ไม่อยากเข้าสเปซเลย
ขอโทษทุกคนด้วยนะครับ
จริง ๆ ผมมีอะไรจะเขียนเยอะมาก
แต่หมดอารมณ์ไปแล้ว
ดูบอลโลกแก้เซ็งกันไปแล้วกันนะครับ

Written by ljungdurst

มิถุนายน 11, 2010 at 14:43

บันทึกโพสใน Health and wellness

YES !!!

with 26 comments

แทบไม่ได้นอนติด ๆ กัน 6-7 วัน
ไปลุยงานที่คณะมาตลอด
พ่อแม่แทบไม่เจอหน้า
จนเมื่อวานเสร็จงานทั้งหมด และส่งรูปเล่มวิทยานิพนธ์เพื่อยื่นขออนุมัติจบการศึกษา
ยื่นบ่ายสามเกือบบ่ายสี่
ผลออกหกโมงเย็น
 
ผมเรียนจบปริญญาโทแล้วครับ
 
 
ช่วงเวลายากลำบากขนาดนี้ ทำให้รู้เลยว่าเลือกคบเพื่อนไม่ผิดคนจริง ๆ
ขอบคุณพวกมึงทุกคนมาก
ถ้าไม่มีพวกมึง
วิทยานิพนธ์กูคงไม่ได้แปะ พ.ศ. 2553 บนหน้าปกแน่ ๆ
อาจจะเขียนเพิ่มลงในหน้ากิตติกรรมประกาศไม่ได้แล้ว
แต่อยากเขียนลงตรงนี้เลยว่า
ขอบคุณมาก ๆ ขอบคุณจริง ๆ
ตอนนั่งรถกลับบ้านหลังจากรู้ว่าเรียนจบแล้ว
น้ำตากูไหลเลย เพราะพวกมึงนี่แหละ
ขอบคุณจริง ๆ ขอบคุณ ขอบคุณ.. ขอบคุณโว้ย

Written by ljungdurst

มิถุนายน 7, 2010 at 05:41

บันทึกโพสใน Health and wellness

กลับบ้าน

with 33 comments

หายหน้าไปนาน ติดภารกิจทีสิสระทึกโลกครับ
ภารกิจเข้าช่วงสุดท้ายแล้ว เครียดมากว่าอาจจะทำไม่ทันเด๊ดไลน์
ถ้าไม่ทันจริงก็คงทำอะไรไม่ได้อยู่ดี สถานการณ์บ้านเมืองส่งผลต่อกระบวนการทำทีสิสได้เหลือเชื่อเหมือนกัน
 
ตอนนี้หมดสัญญาเช่าหอพักแถวเชียงรากแล้ว ต้องอพยพย้ายถิ่นกลับมานอนบ้านแถวปากเกร็ด
ปัญหาหลักที่เจอคือ ของเยอะมาก กองเต็มห้องนอน จนต้องลี้ภัยมานอนห้องเก็บของ (ห้องต่อเติมเพิ่มครับ ไม่ใช่ไปนอนใต้บันได)
ปัญหาต่อมาคือ ไม่มีจุดตั้ง "work station" ที่เหมาะสมเท่าไหร่ ทำงานไม่สะดวกนัก เอาโต๊ะเหลือ ๆ มาจัดเข้ามุมทำงานแก้ขัดไปก่อน
ปัญหาสุดท้ายคือ ไม่มีเงินกินข้าว ด้วยความที่เป็นนักศึกษาปริญญาโท ยังไม่มีรายได้ประจำ รายได้จากงานนอกกระจุกกระจิกก็เก็บหอมรอมริบไว้ซื้อของขวัญให้ตัวเองตอนเรียนจบ
 
นั่นแปลว่า ผมไม่มีเงินซื้อข้าวกิน
แถมไปอยู่หอมาถึง 6 ปี แทบไม่เคยหยิบจับการทำกับข้าวอะไรจริงจังเลย ยังดีที่ร่ำเรียนวิชาหุงข้าวจากพ่อมา อย่างน้อยหุงข้าวสวยร้อน ๆ กินกันตายได้
แต่จะบ้าเรอะ! ใครจะยอมกินข้าวเปล่า หรือแม้แต่กินแกล้มไข่ดาวไข่เจียวที่โคตรน่าเบื่อ
ผมเลยรื้อตู้เย็น ค้นหาอุปกรณ์และวัสดุเหลือ ๆ ในตู้มาโยน ๆ ลงกะทะผัดตูม ๆ
ผลที่ได้คือ เนื้อผัดไข่ใส่ผักกาดและตัดรสด้วยมะเขือเทศบวกพริกหยวก
เมนูแปร่ง ๆ หน้าตาไม่น่ารัก แต่อร่อยดีแฮะ
ทำกับข้าวไม่เป็น อาศัยลักจำจากพ่อกับแม่เอา เริ่มต้นได้เท่านี้ก็ไม่อดตายแล้วเว้ยไอ้โจ้
เมนูวันแรกผ่านไปได้ด้วยดี วันพรุ่งนี้จะเป็นเช่นไร เอาใจช่วยด้วยครับ
 
(ตอนนี้เอาใจช่วยทีสิสให้รอดเด๊ดไลน์ก่อน)
 

หน้าตาไม่น่ารัก แต่อร่อย (ผมไม่ได้ลิ้นจระเข้นะ)

Written by ljungdurst

มิถุนายน 1, 2010 at 07:17

บันทึกโพสใน Health and wellness

to create

with 27 comments

 
In order to create there must be a dynamic force,
and what force is more potent than love?
- Igor Stravinsky -
 
จักสรรค์สร้างสิ่งใดในโลกหล้าล้วนพึ่งพาแรงขับเคลื่อน
แลมิมีแรงขับเคลื่อนใดเปี่ยมพลังดั่งความรัก
- โจ้แปล -
 
..ขอบคุณจริง ๆ ที่คอยเป็นกำลังใจ

Written by ljungdurst

เมษายน 15, 2010 at 20:38

บันทึกโพสใน Health and wellness

ใครเอาโลกทั้งใบไว้บนบ่าฉัน?

with 33 comments

เพราะโลกมันบัดซบ

เราก็แค่รอยยิ้มในสนามรบ

นั่งปั่นทีสิสให้ทันสอบจบ

 
เครียดแฮะ
ใครเอาโลกทั้งใบมาไว้บนบ่าฉัน
ใครเอาคำโกหกพกลมมาหลอกลวงกัน
ใครกันนะ
(เพลงเพราะมากไปฟังกันครับ)

Written by ljungdurst

มีนาคม 8, 2010 at 16:20

บันทึกโพสใน Health and wellness

life is too fucking short

with 57 comments

ตื่นขึ้นมาพร้อมคำถามเต็มสมอง
หลังผ่านสัปดาห์ที่น่าประหลาดใจมากที่สุดสัปดาห์หนึ่งในชีวิต
 
มันเริ่มจาก
หนีตายจากเกมฟุตบอลอัปยศระหว่าง การท่าเรือ และ เมืองทอง ยูไนเต็ด
มันไม่ใช่การทะเลาะวิวาท
มันไม่ใช่การยกพวกตีกัน
มันคือการไล่กระทืบคนไม่มีทางสู้ของกองเชียร์เลว ๆ บางส่วนของการท่าเรือ
มันคือความอ่อนด้อยทางสติปัญญา และขาดแคลนความรับผิดชอบของฝ่ายผู้จัดการแข่งขัน
มันคือความน่าละอายของคนที่เกิดมาบนแผ่นดินเดียวกัน
มันคืออาการหัวใจล้มเหลวจากเกมลูกหนังที่ผมหลงรัก
คงเหมือนที่ปรมาจารย์ลูกหนังผู้ล่วงลับของลิเวอร์พูลกล่าวไว้เมื่อหลายทศวรรษก่อน
"ฟุตบอลมันไม่ใช่เรื่องของความเป็นหรือความตาย
แต่มันมีความหมายมากกว่านั้น"
คุณอาจจะเป็นจะตายเพราะฟุตบอลได้
แต่คุณมีสิทธิอะไรจะไปเอาชีวิตคนอื่นที่ไม่ได้ใส่เสื้อสีเหมือนคุณ
 
มันต่อเนื่องจาก
เฮ้ย กูจะไปเมืองนอกตั้ง 2 ปีแล้วนะเว้ย มึงไปกับกูหน่อยละกัน
สถานที่อโคจรไม่เคยถูกโฉลกกับผม
แต่หลายต่อหลายครั้ง ผมชวนตีนตัวเองไปจมจ่อมอยู่ในนั้น
กระแทกปากและหลอดอาหารด้วยเครื่องดื่มสูงดีกรี ซัดมันเข้าดั่งน้ำทิพย์จากสวรรค์
กระแทกแก้วหูด้วยเสียงเพลงดังเกินระดับมนุษย์ธรรมดาจะรับไหว ยัดเยียดเข้าไปราวกับมันคือเสียงจากสวรรค์
กระแทกปอดด้วยควันนานาชนิดชนิดที่สี่แยกกลางเมืองหลวงยังอากาศบริสุทธิ์กว่ามวลภาวะในปอด ณ ตอนนั้น
และทุกครั้ง มันจบลงด้วยการที่ตัวเองรู้สึกผิด
ผิดต่อแม่ ผิดต่อพ่อ ผิดต่อตัวเอง ผิดต่อคนที่เป็นห่วง (ถ้ายังพอมี)
ร่างกายของเราเป็นสมบัติของพ่อแม่
ผมมีสิทธิอะไรทำร้ายสมบัติชิ้นที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของพ่อและแม่ได้แบบนี้
 
มันวนเวียนอยู่ที่
มึงยังทำอย่างที่มึงทำอยู่อีกหรอ
มึงยังทำอย่างที่มึงเคยบอกกูอยู่อีกหรอ
มึงยังรอวันที่จะได้เจอหน้าเธอซักครั้งอีกหรอ
มึงยังทุ่มเทให้สิ่งที่มึงไม่ศรัทธามันอีกหรอ
ชีวิตสั้นยิ่งกว่ากระพริบตาเอกภพ
เราคงไม่มีสิทธิตั้งคำถามอะไรมากนัก นอกจากทำตามเสียงบอกข้างในหัวใจ
 
มันจบลงที่
…..
.
ใครจะไปรู้วันพรุ่งนี้

Written by ljungdurst

กุมภาพันธ์ 23, 2010 at 09:19

บันทึกโพสใน Health and wellness

สามเรื่องตลกวันนี้

with 49 comments

1.
ตื่นขึ้นมาด้วยความมึนเพราะนาฬิกาปลุก
ทำอย่างทุกครั้งที่ตื่นคือลุกมาเปิดเพลง  และเช็คอีเมล
วันที่เอื่อยเฉื่อยขนาดนี้ ใครจะคิดว่าจะได้เจอมุกตลกสุด ๆ ในเมลบ๊อกซ์
เป็นสิ่งที่กระชากผมกลับไปเมื่อ สามร้อยหกสิบวันที่แล้ว
 
15 กพ 2552
"โจ้ เราเลิกคุยกันเถอะ"
 
สามร้อยหกสิบวันผ่านไป ผู้หญิงคนนึงเลือกเขี่ยผมออกจากชีวิตเพราะคิดว่าผมเป็นมดแมลงที่น่ารำคาญในชีวิต
สามร้อยหกสิบวันผ่านไป ที่ทำให้ผมรู้สึกเสียดายมากว่า ความรักมันมีคุณค่าและงดงาม "ถ้า" เราไม่มอบให้มันผิดคน
สามร้อยหกสิบวันผ่านไป ที่ผมลบและบล็อคเอ็มเอสเอ็น เฟซบุค ทวิตเตอร์ เบอร์โทร และทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้ออกไปหมดจากชีวิต
 
10 กพ 2553
"รบกวนตอบแบบสอบถามเพื่อวิทยานิพนธ์ด้วยค่าาาา‏"
 
คิดอะไรอยู่ ถึงส่งอีเมลขอความช่วยเหลือมาหาคนที่ตัวเองเลือกเขี่ยเขาออกจากชีวิต
ผมไม่ใช่ nice guy คนเดิมแล้ว
ผมเป็น nice asshole คนใหม่
มุกตลกหน้าด้าน ๆ ในอีเมลฉบับนี้ไม่ทำให้ผมขำแม้แต่แอะเดียว
อาจจะมีคนพร้อมตอบแบบสอบถามนี้เป็นร้อยเป็นพัน
แต่ผมไม่ใช่หนึ่งในนั้น
 
 
2.
สองวันก่อนผมเอาแว่นไปซ่อม เพราะสัปดาห์ที่แล้วโดนเตะบอลอัดจนเบี้ยว
ที่ผมต้องการคือ ช่วยดัดให้แว่นกลับมาบาลานซ์อีกครั้ง
สิ่งที่ร้านตัดแว่นทำคือ เขาดัดแว่นผมจนที่รองจมูกหักครึ่ง พนักงานขอโทษขอโพยผมเป็นการใหญ่ พร้อมออกใบรับของให้ว่าแว่นจะเสร็จภายในพรุ่งนี้บ่ายสี่
พรุ่งนี้ที่ว่าคือเมื่อวานของวันนี้ (ไม่งงนะครับ) ซึ่งผมติดภารกิจต้องไปคุมทีมฟุตบอลลงเตะฟุตบอลภายในของคณะ ทำให้ไม่ว่างไปรับแว่น (เตะเสร็จก็จะ 3 ทุ่มแล้ว)
วันนี้ผมจึงรีบรี่ไปร้านแว่นตอนบ่ายแก่ ๆ เพราะทนใส่แว่นสำรองมาจนปวดตาสุด ๆ แล้ว
ผลคือ พนักงานขอโทษขอโพยผมด้วยกิริยาที่แทบจะถอดแบบมาจากวันแรก พร้อมบอกผมว่าซ่อมไม่ทันจริง ๆ ให้ผมรอโทรศัพท์คอนเฟิร์มการมารับแว่นอีกที
รู้สึกจี๊ดขึ้นสมอง เหมือนโดนตบหน้า
แต่ก็ต้องยิ้มแห้ง ๆ และบอกว่าไม่เป็นไร รอได้ ไม่รีบ
แว่นสำรองทำให้ปวดตุบ ๆ ที่หลังหู และปวดตาอย่างบอกไม่ถูก (คงเพราะเลนส์มันเริ่มเสื่อมแล้ว)
เป็นเรื่องตลกที่ขำไม่ออกเรื่องที่สองของวัน
 
 
3.
"เค้าปฎิเสธกูครบ 3 ครั้งแล้วว่ะ"
"มึงชวนไป 3 ครั้งแล้วหรอวะ เฟลเหี้ย ๆ"
"เค้าชอบพูดกับกูว่า ช็อตนี้คะแนนติดลบไป 5 คะแนน อย่างโน้นอย่างนี้ แต่กูไม่เคยพูดกับเค้าแบบนั้นเลย"
"เป็นกูจะพูดกลับไปว่า ช็อตนี้คุณเหลือคะแนนไม่ถึงครึ่งแล้วนะ"
"ได้เวลาพวกเรากลับมาใช้ชีวิตปกติแล้วใช่มั้ย"
"ถูกว่ะสหาย"
"มิน่าหมอดูบอกว่าให้รอหลังวาเลนไทน์ไปก่อน เพราะกูไม่ถูกโฉลกกับวาเลนไทน์"
"ก่อนอื่นมึงเลิกอัพเอนทรี่ดาร์ค ๆ มองโลกหม่นซะก่อน ค่อยคิดจะทำอะไร"
"กูพยายามมา 3 ปีแล้ว แม่งยากกว่าการอั้นขี้ 2 วี้กซะอีก"
 
 
*หมายเหตุ มีทั้งเรื่องจริงและเรื่องแต่งผสมกันอยู่

Written by ljungdurst

กุมภาพันธ์ 11, 2010 at 20:18

บันทึกโพสใน Health and wellness

photos’ tales

with 28 comments

ผมถ่ายรูปไม่เก่ง ผมรู้ตัวเองในข้อนี้มานานแล้ว
ผมเคยนึกเข้าข้างตัวเองว่า "ก็มึงใช้กล้องคอมแพ็คกระจอก ๆ จะไปถ่ายสวยได้ยังไง"
แต่ผมรู้ดี นั่นมันแค่ข้อแก้ตัว
เพราะหลายคนที่ผมรู้จักสามารถใช้กล้อง "กระจอก ๆ" ที่ผมว่า ถ่ายภาพให้ออกมาสวยดูดีมีสไตล์ได้
เอาน่ะ ถึงผมจะมีทักษะในการถ่ายรูปไม่เอาไหน แต่ทักษะในการจดจำรายละเอียดของภาพต่าง ๆ ที่นิ้วมือเคยกดชัตเตอร์ ก็พอจะใช้ได้อยู่บ้าง
วันว่าง ๆ เลยถือโอกาสนั่งดูรูปที่ถ่ายไว้ปริมาณน้อยนิด
หลายภาพพอจะมีเรื่องราวน่าสนใจบ้าง ก็คิดซะว่าเอามาเล่าสู่กันฟังให้พอสนุกสนานละกันครับ
 
1. 
 
วันนั้นเป็นวันซ้อมรับปริญญาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมพอจะมีคนรู้จักอยู่บ้างพอดี ก็เลยมีโอกาสได้ไปเดินแรดในรั้วมหาวิทยาลัยชื่อดังนี้ได้ เป็นวันที่ผมได้เจอหน้าคุณ "พ่อโจ้" ซึ่งไม่ใช่พ่อของผมแน่นอน แต่แกชื่อเสียงเรียงนามแบบนี้จริง ๆ (ดีนะที่แกไม่ไปเปิดมหา’ลัยแข่งกับ แม่โจ้) ถ้าอยากรู้ว่าคุณพ่อโจ้เป็นใคร ลองกระซิบถามจุ๋มดูได้ครับ
ระหว่างที่ผมเดินเหินไปมาบนพื้นที่ของจุฬาฯ จนเหนื่อยอ่อน ก็เลยตัดสินใจนั่งพักซะหน่อย หย่อนก้นมันตรงริมฟุตบาทหน้าตึกคณะศิลปกรรมฯ นั่นแหละครับ
วินาทีนั้น ผมถามตัวเองว่า ผมจะมีโอกาสชวนส้นเท้าตัวเองมาเหยียบย่ำพื้นถนนตรงนี้อีกมั้ยในอนาคต เท่านั้นเองผมก็ตัดสินใจชักภาพพื้นถนนตรงหน้าเก็บไว้เป็นที่ระลึก
ตอนนี้อะไรหลาย ๆ อย่างก็พอจะช่วยตอบคำถามนั้นได้แล้วครับ
 
2.
เป็นโปรเจ็คต์ดีไซน์ตอนปี 2 เนื้อหาของโปรเจ็คต์นั้นกว้างและให้อิสระนักศึกษาเยอะมาก นั่นคือ ให้หาของเหลือใช้อะไรก็ได้มาออกแบบและดัดแปลงให้เป็นข้าวของเครื่องใช้ หรือเป็นงานอาร์ทไปเลยก็ได้
ผมเองด้วยความที่คลุกคลีกับกองหนังดีวีดีท่วมบ้าน พอได้ยินโจทย์มาแบบนี้ก็วิ่งหาดีวีดีเลย
ในภาพเป็นงานชิ้นไฟน่อล (ที่ดูง่อย ๆ พิกล) ของผมเอง แนวคิดก็ง่ายโคตร คือผนังขนาดเล็กสำหรับกั้นสเปซห้องซึ่งทำหน้าที่เก็บแผ่นซีดี (และแน่นอน แผ่นดีวีดี)
ตอนนั้นด้วยความแรดก็เลยตั้งชื่อคอนเซปต์งานไว้ว่า "The Art of Random"
ว่าด้วยการเก็บแผ่นซีดีบนผนังชิ้นนี้นั้นจะเป็นไปด้วยความมั่วซั่วของเจ้าของห้องเอง อันส่งอิมแพ็คให้รูปแบบและหน้าตาของผนังแปรเปลี่ยนไปได้ตลอดตามการใช้งาน
ภาพนี้ถ่ายขึ้นที่สตูดิโอของคณะทันทีที่ผมประกอบโมเดลไฟน่อลตัวนี้เสร็จ (ใช้เวลาทำเกือบ 10 วัน)
มีคนพยายามจะจ้างให้ผมทำโมเดลแบบนี้ให้อีกตัว โดยจะให้ราคาที่ 5 พันบาท
สมัยนั้นหยิ่ง เลยเซย์โนไป แถมตอนนั้นความรู้เรื่องแมททีเรียลต่ำมาก (ตอนนี้ก็ไม่ดีขึ้นเท่าไหร่) ต้นทุนของโมเดลชิ้นนี้แบบไม่รวมค่าแรงก็เลยฟาดไป 3 พันกว่าบาทแล้ว
เหนื่อยแสนเหนื่อยเพื่อเงินส่วนต่างเพียงไม่ถึง 2 พันบาท ก็เลยเก็บแรงไว้นอนดีกว่า (เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่เยาวชน)
 
3.
สารภาพว่าจำชื่อวัดไม่ได้จริง ๆ ครับ
นี่เป็นโปรเจ็คต์ส่งท้ายปี 2 ด้วยวิชา ‘ถาปัดไทย’ อันแสนเร้าใจ อาจารย์สั่งงานเรียบ ๆ ง่าย ๆ แต่วิธีทำให้งานเสร็จนั้นยากนรกแตก
"ทำโมเดลพระอุโบสถวัดไทยมากลุ่มละหนึ่งแห่ง แยกตามลักษณะของพระอุโบสถ"
กลุ่มผม (มี 4 คน) ได้โจทย์เป็นพระอุโบสถแบบราชคฤห์ ใครไม่รู้เป็นแบบไหนก็ดูในรูปเอาน่ะแหละครับ หรือถ้าอยากรู้จริง ๆ ไปที่ ลิงค์นี้ เลยครับ
พวกเราต้องค้นหาวัดเอง เดินทางไปดูเอง วัดขนาดทุกอย่างของพระอุโบสถแบบละเอียดยิบ เพื่อนำมาทำเป็นโมเดลที่สเกลเล็กลงให้ใกล้เคียงของจริงที่สุด
เป็นงานช้างที่เหนื่อยสุด ๆ แต่สนุกมาก ๆ เช่นกัน
บรรยากาศที่วัดดังกล่าวเงียบวังเวงมากจนไม่น่าเชื่อว่าตั้งอยู่ใจกลางเมือง (ไม่ห่างจากวัดใหม่ยายนุ้ยมากนัก) หลังจากจบโปรเจ็คต์นี้ไปไม่นาน เพื่อนร่วมกลุ่มคนหนึ่งก็เสิร์ชหาข้อมูลของวัดไว้ใส่ในพอร์ต
ผลที่เจอคือ วัดนี้คือหนึ่งในสิบวัดที่ผีดุที่สุดในกรุงเทพฯ ในบทความนั้นระบุไว้ชัดเจนว่า ไม่มีมนุษย์ปกติที่ไหนกล้าเข้าวัดนี้คนเดียว แม้แต่ในเวลากลางวันแสก ๆ ก็ตาม
อ่านประโยคบรรทัดบนจบแล้ว ขอเรียนเชิญทุกคนชวนสายตาตัวเองย้อนกลับไปมองภาพอีกรอบสิครับ
 
4.
หอศิลป์ กับความทรงจำดี ๆ
ขอบคุณนางแบบสวย ๆ ที่เอามือปิดหน้าตัวเองไว้ซะมิดชิด
เป็นภาพสำคัญช่วยเตือนผมตลอดว่า วันคืนดี ๆ ก็มีวันหมดอายุเป็นธรรมดา
 
5.
พระอาทิตย์ขึ้น ณ ระเบียงฝั่งตะวันตื่น
นี่เป็นภาพปกติในชีวิตประจำวันของผมตลอด 2 ปีมานี้
ในภาพเป็นเช้าก่อนเทศกาลปีใหม่
หากผมได้เห็นตะวันทอแสงเช่นนี้ และมีเพื่อนร่วมหอยังไม่นอน
สิ่งที่เราจะทำคือ เดินข้ามฟากถนนไปหอฝั่งตรงข้ามเพื่อกินไก่ทอดขึ้นชื่อของเชียงราก "ไก่หว่าว"
ที่มาของชื่อไก่ยังเป็นเงื่อนงำ แต่รสชาตินั้นการันตีได้ว่าคุ้มค่าเวลาทุกวินาทีที่อดนอนเพื่อจะได้กินมัน
เพราะไก่หว่าวนี้ ขายเฉพาะตอนเช้า ช่วงเวลาประมาณ 6 โมงถึง 8 โมงเท่านั้น
ใครมาเชียงรากแล้วไม่เคยกิน เราถือว่าคุณมาไม่ถึง!
 
6.
อาจจะเป็นภาพที่ไร้สาระที่สุดในเอนทรี่ก็ได้
ด้วยความที่นิยมทำงานดึก ๆ ดื่น ๆ หมากฝรั่งนั้นช่วยได้ดีในการทำให้ไม่ง่วงและมีสมาธิ
เหมือนเคยอ่านมาว่ามีคนวิจัยไว้ถึงหมากฝรั่ง การเคี้ยวหมากฝรั่งช่วยให้สมองทำงานได้ดีขึ้น 10% (ใครมีข้อมูลยืนยันหรือหักล้างก็ยกมาเป็นวิทยาทานเลยครับ)
ก็เคี้ยวไปเรื่อย รู้ตัวอีกทีหมากฝรั่งก็เต็มห้องซะแล้ว
เลยถือโอกาสเก็บภาพไว้เสียก่อนจะหอบไปทิ้ง โดยในภาพเนี่ยเป็นปริมาณประมาณครึ่งหนึ่งของที่กินจริง ๆ (อีกครึ่งอยู่ในถังขยะแล้ว)
ลองเดาดูครับว่าหมากฝรั่งกองโตในภาพเนี่ย ผมใช้เวลาในการ ‘เคี้ยว’ จนได้เศษซากขนาดนี้กี่วัน (เน้นว่าวันนะครับ ไม่ใช่กี่เดือน ฮ่าๆๆๆ)
 
จบเอนทรี่ไม่ค่อยมีสาระไปแล้ว
หวังว่าภาพถ่ายไม่ค่อยสวยจะไม่ทำให้หงุดหงิดหัวใจกันนะครับOpen-mouthed
 
*หมายเหตุ ทุกภาพบันทึกสดจากกล้อง ไม่ผ่านโปรแกรมตกแต่งภาพใด ๆ ทั้งสิ้น

Written by ljungdurst

กุมภาพันธ์ 9, 2010 at 08:38

บันทึกโพสใน Health and wellness

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 27 other followers