ผมถ่ายรูปไม่เก่ง ผมรู้ตัวเองในข้อนี้มานานแล้ว
ผมเคยนึกเข้าข้างตัวเองว่า "ก็มึงใช้กล้องคอมแพ็คกระจอก ๆ จะไปถ่ายสวยได้ยังไง"
แต่ผมรู้ดี นั่นมันแค่ข้อแก้ตัว
เพราะหลายคนที่ผมรู้จักสามารถใช้กล้อง "กระจอก ๆ" ที่ผมว่า ถ่ายภาพให้ออกมาสวยดูดีมีสไตล์ได้
เอาน่ะ ถึงผมจะมีทักษะในการถ่ายรูปไม่เอาไหน แต่ทักษะในการจดจำรายละเอียดของภาพต่าง ๆ ที่นิ้วมือเคยกดชัตเตอร์ ก็พอจะใช้ได้อยู่บ้าง
วันว่าง ๆ เลยถือโอกาสนั่งดูรูปที่ถ่ายไว้ปริมาณน้อยนิด
หลายภาพพอจะมีเรื่องราวน่าสนใจบ้าง ก็คิดซะว่าเอามาเล่าสู่กันฟังให้พอสนุกสนานละกันครับ
1.
วันนั้นเป็นวันซ้อมรับปริญญาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมพอจะมีคนรู้จักอยู่บ้างพอดี ก็เลยมีโอกาสได้ไปเดินแรดในรั้วมหาวิทยาลัยชื่อดังนี้ได้ เป็นวันที่ผมได้เจอหน้าคุณ "พ่อโจ้" ซึ่งไม่ใช่พ่อของผมแน่นอน แต่แกชื่อเสียงเรียงนามแบบนี้จริง ๆ (ดีนะที่แกไม่ไปเปิดมหา’ลัยแข่งกับ แม่โจ้) ถ้าอยากรู้ว่าคุณพ่อโจ้เป็นใคร ลองกระซิบถามจุ๋มดูได้ครับ
ระหว่างที่ผมเดินเหินไปมาบนพื้นที่ของจุฬาฯ จนเหนื่อยอ่อน ก็เลยตัดสินใจนั่งพักซะหน่อย หย่อนก้นมันตรงริมฟุตบาทหน้าตึกคณะศิลปกรรมฯ นั่นแหละครับ
วินาทีนั้น ผมถามตัวเองว่า ผมจะมีโอกาสชวนส้นเท้าตัวเองมาเหยียบย่ำพื้นถนนตรงนี้อีกมั้ยในอนาคต เท่านั้นเองผมก็ตัดสินใจชักภาพพื้นถนนตรงหน้าเก็บไว้เป็นที่ระลึก
ตอนนี้อะไรหลาย ๆ อย่างก็พอจะช่วยตอบคำถามนั้นได้แล้วครับ
2.
เป็นโปรเจ็คต์ดีไซน์ตอนปี 2 เนื้อหาของโปรเจ็คต์นั้นกว้างและให้อิสระนักศึกษาเยอะมาก นั่นคือ ให้หาของเหลือใช้อะไรก็ได้มาออกแบบและดัดแปลงให้เป็นข้าวของเครื่องใช้ หรือเป็นงานอาร์ทไปเลยก็ได้
ผมเองด้วยความที่คลุกคลีกับกองหนังดีวีดีท่วมบ้าน พอได้ยินโจทย์มาแบบนี้ก็วิ่งหาดีวีดีเลย
ในภาพเป็นงานชิ้นไฟน่อล (ที่ดูง่อย ๆ พิกล) ของผมเอง แนวคิดก็ง่ายโคตร คือผนังขนาดเล็กสำหรับกั้นสเปซห้องซึ่งทำหน้าที่เก็บแผ่นซีดี (และแน่นอน แผ่นดีวีดี)
ตอนนั้นด้วยความแรดก็เลยตั้งชื่อคอนเซปต์งานไว้ว่า "The Art of Random"
ว่าด้วยการเก็บแผ่นซีดีบนผนังชิ้นนี้นั้นจะเป็นไปด้วยความมั่วซั่วของเจ้าของห้องเอง อันส่งอิมแพ็คให้รูปแบบและหน้าตาของผนังแปรเปลี่ยนไปได้ตลอดตามการใช้งาน
ภาพนี้ถ่ายขึ้นที่สตูดิโอของคณะทันทีที่ผมประกอบโมเดลไฟน่อลตัวนี้เสร็จ (ใช้เวลาทำเกือบ 10 วัน)
มีคนพยายามจะจ้างให้ผมทำโมเดลแบบนี้ให้อีกตัว โดยจะให้ราคาที่ 5 พันบาท
สมัยนั้นหยิ่ง เลยเซย์โนไป แถมตอนนั้นความรู้เรื่องแมททีเรียลต่ำมาก (ตอนนี้ก็ไม่ดีขึ้นเท่าไหร่) ต้นทุนของโมเดลชิ้นนี้แบบไม่รวมค่าแรงก็เลยฟาดไป 3 พันกว่าบาทแล้ว
เหนื่อยแสนเหนื่อยเพื่อเงินส่วนต่างเพียงไม่ถึง 2 พันบาท ก็เลยเก็บแรงไว้นอนดีกว่า (เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่เยาวชน)
3.
สารภาพว่าจำชื่อวัดไม่ได้จริง ๆ ครับ
นี่เป็นโปรเจ็คต์ส่งท้ายปี 2 ด้วยวิชา ‘ถาปัดไทย’ อันแสนเร้าใจ อาจารย์สั่งงานเรียบ ๆ ง่าย ๆ แต่วิธีทำให้งานเสร็จนั้นยากนรกแตก
"ทำโมเดลพระอุโบสถวัดไทยมากลุ่มละหนึ่งแห่ง แยกตามลักษณะของพระอุโบสถ"
กลุ่มผม (มี 4 คน) ได้โจทย์เป็นพระอุโบสถแบบราชคฤห์ ใครไม่รู้เป็นแบบไหนก็ดูในรูปเอาน่ะแหละครับ หรือถ้าอยากรู้จริง ๆ ไปที่
ลิงค์นี้ เลยครับ
พวกเราต้องค้นหาวัดเอง เดินทางไปดูเอง วัดขนาดทุกอย่างของพระอุโบสถแบบละเอียดยิบ เพื่อนำมาทำเป็นโมเดลที่สเกลเล็กลงให้ใกล้เคียงของจริงที่สุด
เป็นงานช้างที่เหนื่อยสุด ๆ แต่สนุกมาก ๆ เช่นกัน
บรรยากาศที่วัดดังกล่าวเงียบวังเวงมากจนไม่น่าเชื่อว่าตั้งอยู่ใจกลางเมือง (ไม่ห่างจากวัดใหม่ยายนุ้ยมากนัก) หลังจากจบโปรเจ็คต์นี้ไปไม่นาน เพื่อนร่วมกลุ่มคนหนึ่งก็เสิร์ชหาข้อมูลของวัดไว้ใส่ในพอร์ต
ผลที่เจอคือ วัดนี้คือหนึ่งในสิบวัดที่ผีดุที่สุดในกรุงเทพฯ ในบทความนั้นระบุไว้ชัดเจนว่า ไม่มีมนุษย์ปกติที่ไหนกล้าเข้าวัดนี้คนเดียว แม้แต่ในเวลากลางวันแสก ๆ ก็ตาม
อ่านประโยคบรรทัดบนจบแล้ว ขอเรียนเชิญทุกคนชวนสายตาตัวเองย้อนกลับไปมองภาพอีกรอบสิครับ
4.
หอศิลป์ กับความทรงจำดี ๆ
ขอบคุณนางแบบสวย ๆ ที่เอามือปิดหน้าตัวเองไว้ซะมิดชิด
เป็นภาพสำคัญช่วยเตือนผมตลอดว่า วันคืนดี ๆ ก็มีวันหมดอายุเป็นธรรมดา
5.
พระอาทิตย์ขึ้น ณ ระเบียงฝั่งตะวันตื่น
นี่เป็นภาพปกติในชีวิตประจำวันของผมตลอด 2 ปีมานี้
ในภาพเป็นเช้าก่อนเทศกาลปีใหม่
หากผมได้เห็นตะวันทอแสงเช่นนี้ และมีเพื่อนร่วมหอยังไม่นอน
สิ่งที่เราจะทำคือ เดินข้ามฟากถนนไปหอฝั่งตรงข้ามเพื่อกินไก่ทอดขึ้นชื่อของเชียงราก "ไก่หว่าว"
ที่มาของชื่อไก่ยังเป็นเงื่อนงำ แต่รสชาตินั้นการันตีได้ว่าคุ้มค่าเวลาทุกวินาทีที่อดนอนเพื่อจะได้กินมัน
เพราะไก่หว่าวนี้ ขายเฉพาะตอนเช้า ช่วงเวลาประมาณ 6 โมงถึง 8 โมงเท่านั้น
ใครมาเชียงรากแล้วไม่เคยกิน เราถือว่าคุณมาไม่ถึง!
6.
อาจจะเป็นภาพที่ไร้สาระที่สุดในเอนทรี่ก็ได้
ด้วยความที่นิยมทำงานดึก ๆ ดื่น ๆ หมากฝรั่งนั้นช่วยได้ดีในการทำให้ไม่ง่วงและมีสมาธิ
เหมือนเคยอ่านมาว่ามีคนวิจัยไว้ถึงหมากฝรั่ง การเคี้ยวหมากฝรั่งช่วยให้สมองทำงานได้ดีขึ้น 10% (ใครมีข้อมูลยืนยันหรือหักล้างก็ยกมาเป็นวิทยาทานเลยครับ)
ก็เคี้ยวไปเรื่อย รู้ตัวอีกทีหมากฝรั่งก็เต็มห้องซะแล้ว
เลยถือโอกาสเก็บภาพไว้เสียก่อนจะหอบไปทิ้ง โดยในภาพเนี่ยเป็นปริมาณประมาณครึ่งหนึ่งของที่กินจริง ๆ (อีกครึ่งอยู่ในถังขยะแล้ว)
ลองเดาดูครับว่าหมากฝรั่งกองโตในภาพเนี่ย ผมใช้เวลาในการ ‘เคี้ยว’ จนได้เศษซากขนาดนี้กี่วัน (เน้นว่าวันนะครับ ไม่ใช่กี่เดือน ฮ่าๆๆๆ)
จบเอนทรี่ไม่ค่อยมีสาระไปแล้ว
หวังว่าภาพถ่ายไม่ค่อยสวยจะไม่ทำให้หงุดหงิดหัวใจกันนะครับ

*หมายเหตุ ทุกภาพบันทึกสดจากกล้อง ไม่ผ่านโปรแกรมตกแต่งภาพใด ๆ ทั้งสิ้น