WE LIVE BECAUSE THERE'S LOVE

movie music magic football

เจาะเวลาหาอดีต ตอนที่1

with 9 comments


   ย้อนกลับไปเมื่อซักสิบห้าปีที่แล้ว ตอนนั้นผมยังเป็นเด็กชายปิยะพงษ์ตัวเล็กๆแกร็นๆเหมือนเด็กขาดสารอาหาร จะไม่เป็นอย่างนั้นได้อย่างไรก็สมัยนั้นฐานะทางบ้านจัดได้ว่ายากจนทีเดียว ผมยังจำได้ว่าพ่อกับแม่ทำงานกันหัวหกก้นขวิดปล่อยผมและพี่สาวไว้กับพี่เลี้ยงเด็กที่ไม่ค่อยได้เรื่องได้ราว ทางบ้านเปลี่ยนพี่เลี้ยงเด็กบ่อยกว่าเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ผมซะอีก คนสุดท้ายที่เจอก็ใจหมาเหลือเกิน ขโมยเงินแม่ไปซะเหี้ยน ดีที่ว่าไม่ค่อยมีให้ขโมยอยู่แล้ว มันก็เลยได้ไปไม่เท่าไหร่ แต่แค่นั้นก็ทำให้ทางบ้านมีปัญหาเล็กๆเหมือนกัน ช่วงเย็นหลังเลิกงาน แม่ต้องหอบหิ้วผ้าผ่อนไปขายที่ตลาดปากเกร็ด ผมเคยตะลอนๆไปด้วยพักหนึ่ง แต่ด้วยความที่ทำห่าอะไรไม่ค่อยเป็น แม่ก็เลยไม่หนีบไปด้วยแล้ว ด้วยความที่พ่อและแม่มีความขยันและมีลูกอึดเยอะมาก ฐานะทางบ้านดีขึ้นตามลำดับ เรามีรถยนต์ใช้กันแล้ว แต่ก็ไม่อาจใช้ขับออกไปเที่ยวเล่นตามประสาครอบครัวได้มากนัก ก็ค่าน้ำมันไม่ใช่น้อยๆนะครับ เติมกันทีก็หลายร้อย นั่นขนาดว่ายุคนั้นน้ำมันลิตรละสิบบาท ถ้าเป็นยุคนี้น้ำมันล่อไปลิตรละสามสิบกว่าบาท มีหวังซื้อรถมาก็ได้จอดปลูกสะระแหน่

   พอเรามีรถขับกันแล้ว กิจกรรมที่เกิดขึ้นเดือนละครั้งสองครั้งก็คือ การไปเที่ยวห้างสรรพสินค้า ไอ้เด็กจนๆอย่างผม พอได้ไปเจอของเล่นสวยๆเยอะแยะไปหมดก็อยากได้ พอขอแม่ แม่ก็จะโบ้ยให้ไปขอพ่อ ซึ่งเป็นที่รู้กันว่ามันหมายความว่าผมอดได้แน่นอน ทำให้ตอนเด็กๆผมรักแม่มากกว่าพ่อ เพราะแม่ตามใจผมมากกว่าพ่อเยอะเลย ซึ่งบางทีผมก็แปลกใจที่ผมรู้สึกว่าพ่อรักพี่สาวมากกว่ารักผม แต่แล้วพ่อนี่แหละที่ทำให้ผมรู้จักโลกอีกโลกนึงที่เปลี่ยนชีวิตผมไปตลอดกาล เด็กชายตัวเล็กๆของเล่นก็ไม่มีเพื่อนก็น้อยได้รู้จักกับหนึ่งในสิ่งสวยงามและน่าหลงไหลที่สุดสิ่งหนึ่งบนโลก ใช่แล้วครับ คุณเดาไม่ผิดเลย ‘ภาพยนตร์’ นั่นเอง

   ผมยังจำใบปิดโฆษณาที่หน้าห้างสรรพสินค้าJuscoรัตนาธิเบตได้ดีเหมือนกับมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง ภาพโครงกระดูกไดโนเสาร์ขนาดใหญ่บนพื้นหลังสีดำพาดด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวใหญ่ ผมอ่านไม่ออกหรอกครับ แต่ความคิดวิ่งแล่นนำหน้าไปไกลจินตนาการถึงไดโนเสาร์ขนาดมหึมาต่อสู้กับมนุษย์กระจ้อยร่อย แต่สิ่งที่ทำให้ความคิดวิ่งตามไม่ทันก็คือคำพูดของพ่อที่บอกว่ากินข้าวเที่ยงเสร็จแล้วเราจะดูหนังเรื่องนี้กัน หัวใจของผมเต้นรุนแรงแทบอยากให้มื้อเที่ยงจบลงในวินาทีนั้นเลย และแล้วเราสี่คนพ่อแม่พี่สาวและตัวผมก็ได้เข้าไปนั่งอยู่ในโรงภาพยนตร์สลัวๆที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย พอภาพแรกบนจอฉายขึ้น ตัวผมหลุดลอยเข้าไปในพื้นที่แห่งจินตนาการที่สร้างสรรค์ผ่านฝีมือสุดยอดผู้กำกับแห่งยุค ฉากการปรากฏตัวครั้งแรกของไดโนเสาร์พันธุ์คอยาวที่เด็กอย่างผมไม่สนใจหรอกว่ามันชื่อว่าอะไรสร้างความตื่นตาตื่นใจให้ผมอย่างรุนแรง ถ้าผมจำไม่ผิดตาผมเบิกกว้างปากผมค้างอ้า และทันทีที่เจ้าตัวเอกของเรื่อง ‘ทีเร็กซ์’ ปรากฏขึ้นบนจอภาพยนตร์ ผมแทบลืมหายใจ มันทั้งน่ากลัวและน่าหลงใหลในเวลาเดียวกัน จากนั้นเรื่องราวบนจอภาพยนตร์ก็ดำเนินไปอย่างสนุกสนานเร้าใจและจบลงอย่างเต็มอิ่มในความรู้สึกของผม

   ตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา ชีวิตของเด็กชายปิยะพงษ์ก็ไม่เคยเหมือนเดิมอีกเลย

 
(ถ้าอ่านแล้วรู้สึกยังไงก็คอมเมนต์ให้ด้วยนะครับ จะได้เอาไปปรับปรุงตอนต่อไป ขอบคุณสำหรับทุกคอมเมนต์ครับ)

Written by ljungdurst

มกราคม 5, 2008 ที่ 12:09

9 Responses

Subscribe to comments with RSS.

  1. ชีวิตของผมก็เหมือนกัน … ในตอนที่ผมอายุซัก 6 ขวบพี่ชายที่เป็นญาติมาเยี่ยมที่บ้าน พี่เขาเอากล่องสี่เหลี่ยมสีดำประหลาดๆ ยัดใส่กล่องสีเทาที่ต่อเข้ากับโทรทัศน์ จากนั้นผมก็เห็นภาพประหลาดๆ หนังเรื่องนี้มีแค่ตัวละคร 2 คนเท่านั้น พวกเขาไม่พูดอะไรเลย ได้ยินแต่เสียงคล้ายๆบาดเจ็บอะไรซักอย่าง …
    นับตั้งแต่นั้นมา ผมก็หลุดเข้าไปในโลกของหนังแอคชั่นบริสุทธิ์นี้เป็นต้นมา…

    Kengio

    มกราคม 6, 2008 at 13:59

  2. ทำไมวัยเด็กไม่เห็นมีไรแบบนี้มั่ง..แม่จ๋า~

    Isra

    มกราคม 6, 2008 at 14:08

  3. เก่งแม่งกวนตีนสาดดดด

    Piyapong

    มกราคม 6, 2008 at 14:12

  4. อ้าวจบแล้วเหรอ… อยากอ่านตอนต่อไปจังเลย จะมีแบบแฟนตาซีป่ะอ่ะ เขียนอีกนะจะรออ่านสนุกดี

    Kengio

    มกราคม 6, 2008 at 14:16

  5. คล้ายๆกันเลย แต่ต่างตรงที่ ตอนเด็กเค้าสนิทกับพ่อแลก็ชอบลุยป่ากับพ่อ
    และพ่อก็มักจะพาเราไปขอดูทีวีบ้านคนอื่นซึ่งเค้าก็ไม่ได้เต็มใจให้ดูกันนัก
    และพอพ่อเสีย ชีวิตเราก็มีแต่แม่และแม่นี่แหละที่ทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไปอีกด้าน
     
    แม่ทำให้เรารักความรู้สึกของคนอื่นมากกว่าความคิดเห็นแก่ตัวของตนเอง ..

    ha-hazom

    มกราคม 8, 2008 at 04:04

  6. วัยเด่ะ ชั่งรันทด แต่โตมาทำไมมันหล่อเยี่ยงนี้หว่าอดีต คือ สิ่งที่สั่งสมกันมา เพื่อให้เราได้เรียนรุ้และพัฒนาตนเองไปอีกขั้นเว้นแต่ คนที่จะปิิดหูปิดตา ไม่ยอมรับความจริง ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ และในอดีตที่ผ่านมายัังคงก้มหน้าก้มตา ดำเนิน ชีวิต อย่างไม่สะทนสะท้าน

    ORDIN

    มกราคม 8, 2008 at 04:06

  7. เรื่องนี้เขียนขึ้นเพราะผมตั้งคำถามกับตัวผมเองว่า
    เพราะอะไรผมถึงเป็นผมในทุกวันนี้
    ผลตอบรับโอเคแบบนี้ มีกำลังใจเขียนต่อแล้วครับผม

    Piyapong

    มกราคม 8, 2008 at 12:57

  8. เขียนอีกนะ
     
    ชอบ
     
    ดูมืดมนและสดใสในคราวเดียวกัน
     
    พรุ่งนี้เค้ากลับแล้วนะ   เชียงใหม่ตอนกลางคืนหนาวดี
     
    ……  ชอบเรื่องนี้จริงๆนะ

    tean

    มกราคม 11, 2008 at 13:39

  9. part 2 is available after tuesday ??

    ORDIN

    มกราคม 12, 2008 at 13:15


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: