WE LIVE BECAUSE THERE'S LOVE

movie music magic football

เจาะเวลาหาอดีต ตอนสาม

with 14 comments


   ช่วงอายุวัยอนุบาลหนึ่งของเด็กชายปิยะพงษ์นั้นตั้งรกรากอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี นับๆดูก็ถือว่าผมเป็นลูกเสี้ยว เพราะพ่อผมเป็นคนนนทบุรี แม่เป็นคนขอนแก่น และผมโตที่กาญจนบุรี สมัยนั้นเด็กชายปิยะพงษ์พูดเสียงเหน่อมาก ชาวบ้านเค้าเรียกกันว่าเหน่อกาญ คือไม่ได้เหน่อสุดโต่งแบบสุพรรณแต่ก็เหน่อกว่าคนภาคกลางปกติจนสังเกตได้ ข้อที่เห็นชัดที่สุดก็คือผมออกเสียง ‘น. หนู’ ไม่ได้ เสียงที่ออกมักจะกระเดียดไปทาง ‘ดอดู๋’ ซึ่งกว่าที่ผมจะหายเหน่อนั้นชีวิตก็เข้าสู่ช่วงประถมปลายแล้ว ตอนนี้ผมออกเสียง ‘น.หนู’ ได้แล้วครับ ไม่มีปัญหา

   ชีวิตที่จังหวัดกาญจนบุรีถือเป็นช่วงชีวิตที่ผมชอบมากที่สุดและหล่อหลอมเด็กชายตัวเล็กๆอย่างผมให้เป็นคนเช่นทุกวันนี้ ผมอาศัยอยู่ที่บ้านพักตากอากาศของเขื่อนเขาแหลม ผมเชื่อว่าหลายๆคนอาจเคยได้ยินชื่อเขื่อนนี้มาบ้าง เขื่อนนี้ตั้งชื่อตามภูเขาลูกหนึ่งบริเวณทางเข้าเขื่อน ซึ่งก็แน่นอนล่ะครับว่ายอดมันต้องไม่ทู่แน่ๆ ลักษณะบ้านพักจะอยู่หลั่นกันไปตามเชิงเขาที่ไม่สูงชันมาก เป็นเหมือนเนินขนาดใหญ่เสียมากกว่า มองไปทางไหนก็เป็นทุ่งหญ้าเขียวสบายตา ทุกๆวันจะมีหมอกลงครึ้มๆให้บรรยากาศชวนฝัน สมัยนั้นและสถานที่แบบนั้นเพื่อนเล่นวัยเดียวกันหายากมากๆ มีเด็กแถวบ้านไม่กี่คนซึ่งก็เป็นลูกๆหลานๆของเพื่อนที่ทำงานของพ่อกับแม่ ชีวิตมันเหมือนหนังที่พล็อตเรื่องแปลกๆซักเรื่องนะครับ พ่อกับแม่ผมมาเจอกันก็ตอนทำงานที่เขื่อนเขาแหลมนี่แหละครับ แม่เล่าให้ฟังว่าสมัยนั้นมีคนมาจีบแม่เยอะเหมือนกัน แต่แม่รู้ตัวว่าเป็นคนพูดมากเลยเลือกพ่อที่ดูเป็นคนพูดน้อยจะได้ไม่แย่งกันพูด แต่ที่ไหนได้พอแต่งงานกัน พ่อพูดมากกว่าแม่อีกมั้งเนี่ยผมว่า

  เด็กๆแถวนั้นส่วนมากอายุมากกว่าผมเกือบหมด ก็คือเป็นเพื่อนพี่สาวของผมอีกทีหนึ่ง พี่สาวผมแก่กว่าผมสี่ปีแต่น่าแปลกที่ผมมักเป็นคนต้นคิดพาไปเที่ยวเล่นที่โน่นที่นี่ พวกเรามักตะลอนๆไปเกือบทั่วเขื่อน ซอกซอนเข้าพงหญ้าป่าไม้ ปีนเข้าบ้านร้าง กลิ้งเล่นบนทุ่งหญ้าแล้วก็ไปนั่งเด็ดตะขบมากินเล่นกัน มีครั้งนึงพวกเราลุยเข้าไปในบ้านร้าง แล้วก็มีใครสักคนพูดขึ้นมาว่าเจ้าของบ้านเป็นผีดูดเลือด ทำให้พวกเรากลัวมากแต่ก็ยังดันทุรังเข้าไป มันเป็นบ้านชั้นเดียวมีทางเข้าอยู่ด้านหลังบ้านเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นการออกแบบที่ค่อนข้างแปลกตา ผมเป็นคนเดินนำหน้าเข้าไป ทันทีที่เปิดประตูก็พบกระจกบานใหญ่ที่มีสัญลักษณ์ออกแนวจีนๆ ผมไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไรหรอกครับ ไม่มีเวลาแม้แต่จะคิดด้วยเพราะพี่สาวผมหรือใครสักคนตะโกนแหกปากลั่นว่าผี แล้วทุกคนก็วิ่งหัวหกก้นขวิดออกมาจากบ้านร้างนั้น พวกเราวิ่งกันชนิดลืมว่าคำว่าเหนื่อยสะกดอย่างไร พอหมดแรงก็นั่งนอนแผ่กัน ผมก็ถามว่าใครเห็นอะไร ทุกคนก็บอกว่าเห็นผู้หญิงใส่ชุดขาวยืนอยู่ข้างในห้องตรงข้างๆตู้เสื้อผ้า

   ตั้งแต่นั้นมาการละเล่นแผลงๆแบบนี้ก็ค่อยจางหายไป และพวกเด็กๆเหล่านี้ก็ย้ายกลับภูมิลำเนาของตนเอง เหลือบ้านของผมกับบ้านหลังถัดไปเท่านั้นที่ยังมีเด็กๆอยู่ โรงเรียนอนุบาลเขื่อนเขาแหลมก็เงียบเหงาร้างผู้คน ม้ากระดกที่ผมเคยเล่นบัดนี้ไม่มีแล้ว เครื่องบินยักษ์ที่ผมกับเพื่อนๆเคยปีนป่ายก็ผุพังไป เราสองครัวเรือนสนิทกันมากขึ้น ผมมักเข้าไปเล่นในบ้านพวกเค้าเสมอๆ และรู้สึกอิจฉาทุกครั้งที่เห็นของเล่นแปลกตาเต็มชั้นเต็มตู้ ผมยังจำได้ถึงรถไฟของเล่นชุดนั้น มันเป็นรถไฟของเล่นอันเล็กๆที่แม่ซื้อให้ผม ผมกับพี่สาวช่วยกันประกอบต่อรางและตัวตู้รถไฟ เอาถ่านไฟฉายก้อนใหญ่สี่ก้อนใส่ที่บังคับ แล้วกดสวิตช์มองดูรถไฟคันน้อยวิ่งวนไปตามรางผ่านสถานีเล็กๆและวนกลับไปกลับมาอยู่อย่างนั้น น้ำตาของผมเอ่อคลอ เด็กชายตัวเล็กๆร้องไห้ออกมาด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก ผมรู้ว่าแม่ต้องกัดฟันมากขนาดไหนที่ยอมซื้อของเล่นชุดนี้ให้ผมเพราะกลัวผมจะน้อยหน้าเพื่อน ทั้งๆที่แม่ก็รู้ว่าของเล่นชิ้นนี้นั้นไม่อาจเปรียบเทียบกับของเล่นชิ้นใหญ่ราคาแพงของพวกเค้าได้เลย หากจำไม่ผิดนั่นเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่ผมเล่นรถไฟของเล่นชุดนั้น

  เพื่อนบ้านของเราย้ายออกไปแล้ว ทุกๆเย็นที่ผมมักไปขลุกอยู่ในบ้านพวกเค้า กลับกลายเป็นว่าผมไม่มีที่ให้ไปไม่มีเพื่อนให้เล่นด้วย ผมนั่งเหม่อมองออกไปตามเชิงเขาลาดยาวเบื้องหน้าหมอกจางๆแสงแดดตัด ทุ่งหญ้าไกลสุดลูกหูลูกตาพาดตัวไปจรดชายเขื่อน ผมเฝ้ามองรถยนต์คันเก่าๆคันนั้นแล่นผ่านม่านหมอกในยามเย็น ผมนั่งเฝ้ารอว่าเมื่อไหร่พ่อกับแม่จะกลับมา ผมไม่รู้หรอกว่าเด็กชายโง่ๆคนนั้นจะเข้าใจมั้ยว่าทุกครั้งที่เขานั่งเหม่อมองผ่านหมอกจางๆ หัวใจของเขาถูกความว้าเหว่อ้างว้างจู่โจมอย่างรุนแรง ทุกครั้งที่ผมเหงาภาพเด็กชายตัวเล็กๆมองเหม่อออกจากระเบียงบ้านพักมักผุดขึ้นเสมอ หากความอบอุ่นที่ได้รับจากแสงแดดอ่อนในหุบเขาสวยงามนี้ช่วยโอบกอดเด็กชายปิยะพงษ์ไว้มิให้เหน็บหนาว ความเหงาก็กัดกร่อนหัวใจของเขาไม่ให้เบิกบานเช่นกัน

 

(ขอบคุณทุกคนที่ยังติดตามนะครับ มีข้อคิดเห็นติชมอะไรคอมเมนต์ไว้ได้เลยครับผม)

Written by ljungdurst

มกราคม 15, 2008 ที่ 22:00

14 Responses

Subscribe to comments with RSS.

  1. ย่านนั้น คงเป็นย่าน อนุรักษ์ (ถ้าหากเป็นไปได้ คงต้องมีการ renovation กัน พอสมควร)เพราะเปนย่านเก่าแก่ และหากมีการ ทำวิจัย เรื่อง พืชพรรณ ที่นั่นด้วย คงจะเหมาะไม่น้อยเหมาะกับการสร้าง บ้าน ชั้นเดียว แบบ open-wide (ตามหัวสมองที่คิดได้ในขณะนี้นะ)และพออ่านดูแล้ว ก็อดคิดไม่ได้ว่า คงมีตอนต่อไป แน่ๆ แต่อาจจบลงตรงนี้เมื่อมองโดยรวมแล้ว อาจทำเป็นหนังสั้น คงน่าสนใจน่าดู (เหมือน ผลงาน ของ sydney pollack )

    ORDIN

    มกราคม 16, 2008 at 10:32

  2. ดูหงอยๆแฮะ
    นึกภาพออกเลย
    มิน่า พอดูรูปที่เค้าถ่ายถึงบอกว่าดูเหงาๆ

    tean

    มกราคม 16, 2008 at 14:29

  3. ดูหงอยๆแฮะ
    นึกภาพออกเลย
    มิน่า พอดูรูปที่เค้าถ่ายถึงบอกว่าดูเหงาๆ

    tean

    มกราคม 16, 2008 at 14:30

  4. ไอ้ห่าออฟมาซะArchitectural Analysisเลยนะมึง  เห็นแล้วกูเครียดเลย
    ส่วนเรื่องมีต่อตอนหน้ารึเปล่าก็ไม่รับปากละกัน
    แต่จะพยายามให้มีต่อนะ ชอบเขียนแบบนี้เหมือนกัน เรียกน้ำตาได้เยอะดี

    Piyapong

    มกราคม 16, 2008 at 17:49

  5. เรื่องำดไม่ชัดเนี่ย ผมก็เป็นครับ เป็นตั้งแต่เด็กเลย แต่ต่างกับคุณโจ้ตรงที่ว่า ตอนนี้ยังไม่หายเลยครับ
    เป็นที่สำเนียงอีสาน บางทีเวลามีอะไรมาโดนแล้วเจ็บ ยังร้องว่า "เอ๋อะ"  อยู่เลย
    แต่คงไม่มีทางหายแล้วล่ะ 5555 เพราะเป็นมา เป็นสิบๆปีแล้ว เวลาให้กรอกภาษาพูดในแบบฟอร์มต่างๆเนี่ย ผมจะบอกว่า
    Thai,English แล้วก็ Laos
    น่าจะได้นะ เพราะเคยไปพูดกับคนลาวแล้วเขาเข้าใจ ถือว่าพูดได้ 3 ภาษาละกัน 55
     
    ตอนเด็กๆผมก็กินตะขบเหมือนกันครับ อร่อยดี ลูกเล็กๆแต่หวาน
    แต่ต้นตะขบเนี่ย เวลาปีนขึ้นไป ถ้าแม่เห็นเข้า จะโดนดุทุกครั้งครับ เพราะแม่บอกว่า กิ่งตะขบมันอ่อน หักง่าย จะตกลงมาหัวร้างข้างแตกเอา
    สนุกดีนะครับ ปีนต้นตะขบ…
     
    ชีวิตในวัยเยาว์ช่างมีความสุขแล้วก็ไม่ต้องคิดอะไรมากจริงๆ แค่วันนึงเราหวนคิดถึง"ผ้าสีขาว" ผืนนั้นบางทีเราอาจจะ "สะอาด" ขึ้นมาอีกสักนิด
     
    …….หรือว่าคุณชอบผ้าขี้ริ้ว……
     
     

    Kengio

    มกราคม 16, 2008 at 19:04

  6. นึกถึงตอนเด็กๆ เล่นขายข้าวแกงกะเพื่อนข้างบ้าน เด็ดใบไม้มาต้ม
    "มีแกงอะไรมั่งจ๊ะ"
    "จะสั่งอะไรมีหมดล่ะจ๊ะ"
     
     
    ประเด็นคือ..อยากเล่นขายของอีก~

    Isra

    มกราคม 16, 2008 at 19:16

  7. ลูกค้าประจำมากันครบ ประทับใจจริงๆ
    น้ำตาไหลพรากๆ งั้นเขียนตอนต่อดีกว่าเนอะ อดใจรอนะครับทุกท่าน (ทำยังกับเค้าสนใจจะอ่านมากขนาดนั้น)

    Piyapong

    มกราคม 16, 2008 at 19:21

  8. ตอนนี้ มีงาน renovate แถวบ้านอยุ่เลย ยึด ด้านนี้มันเลย หาลูกค้าง่ายแต่แก้ไขปันหายาก (ปันยาอ่อนป่าววะกรุ ง่ายๆไม่ทำ)ไงๆ ก้อรอติดตามผลงานตอนต่อไปอยุ่นะ

    ORDIN

    มกราคม 17, 2008 at 07:37

  9. จะรีบเขียนต่อให้เร็วที่สุดนะ
    ตอนนี้จะพินอัพแล้ว ความนอยมาเยือน

    Piyapong

    มกราคม 17, 2008 at 10:41

  10. จะรออ่านตอนที่สี่

    songpol

    มกราคม 20, 2008 at 15:41

  11. ชีวิตช่างตรงข้ามกับเด็กเมืองคอนกรีตอย่างผม
     
    คันฉ่องยักษ์แอบน่ากลัวนะครับ

    บรรยากาศ แอบคล้ายๆ ฝันร้ายของผม
    กำลังคิดอยู่ว่ามีเหตุผลอะไรที่ต้องไปตั้งกระจกให้มันน่ากลัวอย่างงั้น

    ป่าน

    มกราคม 20, 2008 at 18:04

  12. มันเป็นหลักทางสถาปัตยกรรมหรือปล่าวท่านพี่ป่าน
     
     
    ปล.ตอนสี่ล่ะ????? จะเอาๆๆๆๆ

    tean

    มกราคม 21, 2008 at 13:57

  13. หดหู่แบบชื่นใจ…ปอเล่นขายข้าวแกงแต่เราเล่นครูนักเรียนบังคับน้องๆให้เป็นนักเรียนแล้วเราเป็นครูอยู่คนเดียว 5555

    June

    มกราคม 21, 2008 at 14:57

  14. ตอนเด็กๆหลายคนอยากเป็นครู
    แต่พอโตมาจะรู้ว่า อยากเป็นนักเรียนตลอดไป…

    Piyapong

    มกราคม 21, 2008 at 15:28


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: