WE LIVE BECAUSE THERE'S LOVE

movie music magic football

เจาะเวลาหาอดีต ตอนสี่

with 8 comments


   จบชั้นอนุบาลหนึ่งเด็กชายปิยะพงษ์ก็จำต้องจากเขื่อนเขาแหลมมา เพราะพ่อแม่ต้องย้ายมาทำงานที่ส่วนกลางซึ่งก็คือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี นั่นเอง บ้านซุกหัวนอนเท่าที่พอจะหาได้ใกล้ที่ทำงานที่สุดในราคาที่ไม่รบกวนขนหน้าแข้งมากนักก็คือย่านปากเกร็ดนี่เอง สมัยที่ผมย้ายเข้ามาอยู่ที่ปากเกร็ดใหม่ๆ ต้องเรียกได้ว่ามันเป็นสถานที่ที่ไม่มีอะไรเลย ในภาษาอังกฤษก็คงใช้คำประมาณว่า “in the middle of nowhere” หมู่บ้านที่ครอบครัวเราเลือกเข้ามาตั้งรกรากนั้นเป็นหมู่บ้านที่เพิ่งก่อสร้างเสร็จใหม่ และที่น่าแปลกใจก็คือเหล่าเพื่อนๆของพ่อและแม่ก็ย้ายตามมาจากเขื่อนเขาแหลมและเขื่อนต่างๆอีกหลายแห่งมาตั้งรกรากที่นี่ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นลุงนะ ป๋าติ๋ม ลุงวัฒ ป้าคา อาดา และอีกไม่ต่ำกว่า4-5ลุงป้า ก็เหมือนยกชุมชนเก่าชาวเขื่อนมาวางไว้ในย่านชานเมือง

   ตอนนั้นหมู่บ้านเสริมสุขนครยังเต็มไปด้วยที่โล่งกว้างมากมาย ท้ายหมู่บ้านเป็นคอกม้าขนาดกลางๆมีม้าไม่ถึง10ตัว ทุกๆเย็นพวกเราก็จะไปดูม้าพวกนี้วิ่งเล่นไปมาอย่างสบายอารมณ์ แต่ที่น่าแปลกใจสำหรับผมก็คือ ผมรู้สึกได้ว่าเหล่าเพื่อนบ้านของเรานั้นไม่ค่อยจะปกติซักเท่าไหร่ บ้านทางซ้ายมือขี้งกเหลือจะกล่าว มีครั้งนึงบ้านผมทำแกงส้มใส่ปลาร้ากลิ่นบาดใจลอยคลุ้งออกมาถึงหน้าบ้าน เจ้ข้างบ้านเข็นรถเข็นลูกอ่อนของแกอยู่หน้าบ้านก็เข็นผ่านบ้านผมแล้วก็พูดเสียงดังฟังชัดเลยว่า ‘แหม ทำกับข้าวอะไรกลิ่นหอมหน้ากินจังเลยนะคะ’ ไอ้ความที่จนเงินแต่ไม่จนน้ำใจและไม่ไร้มารยาท แม่ผมก็ต้องแบ่งรับแบ่งสู้แบ่งแกงส้มไปให้บ้านเจ้ขี้งกนี้ ตอนนั้นเด็กอย่างผมไม่เข้าใจหรอกว่าทำไมต้องแบ่งให้อีนี่แดกด้วย แต่ก็รู้สึกได้ถึงรังสีกดดันอะไรบางอย่างลอยมาพร้อมคำพูดนั้น

   เรื่องมันควรจะไม่มีอะไรหรอกครับหากวันนึงเด็กซนแบบผมไม่แอบปีนรั้วดูว่าพวกเค้าทำอะไรลับๆล่อๆกันอยู่ข้างกำแพงบ้าน ภาพที่เห็นมันช่างน่าทุเรศสายตา อีเจ้แกนั่งที่โต๊ะม้าหินอ่อนกับแม่มันแกะถุงใส่ส้มตำข้าวเหนียวแอบกินกันเงียบๆด้วยท่าทางการกินและการเคี้ยวที่ใครที่ไหนดูก็รู้ว่าพวกเค้ากำลัง‘แอบกิน’ ผมบอกแม่ไปว่าเห็นอะไรมาและด้วยความไม่รู้เดียงสาผมก็ถามไปว่าทำไมเค้าต้องแอบกินด้วยล่ะแม่ แม่ไม่ตอบแต่ยิ้มแล้วบอกว่าไว้โตขึ้นแม่จะบอกโจ้เอง ส่วนบ้านทางขวามือนั้นเรียกได้ว่าหากคุณเคยอ่านนิยายที่บรรยายภาพสภาพครอบครัวปากกัดตีนถีบที่มีแต่ปัญหารุมเร้า บ้านหลังนี้คือภาพสะท้อนของนิยายเหล่านั้น ภาพผัวเมียทะเลาะตบตีมีให้เห็นจนชินตา เสียงลูกๆร้องไห้จ้า ภาพชายวัยกลางคนสติไม่เต็มนั่งยิ้มคนเดียวที่รั้วบ้าน ยายแก่ๆหลังโกงอาบน้ำให้เด็กตัวเล็กๆในกะละมังซอมซ่อ ทุกภาพที่แสนหดหู่หัวใจผ่านสายตาเด็กชายปิยะพงษ์แทบทุกวัน คงไม่ต้องสงสัยว่าทำไมเค้าถึงเติบโตมาโดยไม่เชื่อในความฝันถึงภาพชีวิตในอุดมคติชาวเมืองฝันกลางแดด บ้านหลังเล็กๆน่ารัก ครอบครัวสุขสันต์ รอยยิ้มและเสียงหัวเราะในยามบ่ายอ่อนข้างเตาปิ้งบาบีคิว

   ทุกปิดเทอมเป็นช่วงเวลาที่น่าสนุกและทรมานมากๆสำหรับเด็กชายปิยะพงษ์ พ่อกับแม่พาผมไปฝากไว้ที่บ้านย่า ซึ่งเป็นบ้านสวนริมคลองห่างไกลความเจริญอย่างรุนแรง ปีแรกๆที่ผมไปอยู่ที่นั่นยังใช้ตะเกียงกันอยู่เลยครับ เพิ่งมามีไฟฟ้าใช้ก็ตอนที่ผมโตจนพ่อแม่ไม่พามาฝากไว้แล้ว บ้านสวนที่นี่ยกท้องร่องยาวมาตั้งแต่หน้าถนนมาจนถึงริมคลอง คลองชื่ออะไรผมก็ไม่รู้และไม่อยากจะรู้ด้วย เป็นสวนที่ยาวมากแต่แคบ มีหน้ากว้างไม่ถึง20เมตร แต่ใช้เวลาเดินจากหน้าสวนไปถึงบ้านที่ริมคลองนานเกือบๆ10นาที วัดตามระยะใจก็คงได้ราวๆกว่า500เมตร ฟังดูอาจไม่ไกล แต่ถ้าได้ไปเห็นสภาพทางเดินแคบๆยาวๆริมต้นมะพร้าวจะรู้ว่า500เมตรนั้นมันช่างดูยาวไกลเหมือน500กิโลเมตร

   ที่นี่ผมและพี่ได้พบเพื่อนเล่นมากมาย ก็เหล่าลูกๆของป้าๆลุงๆแถวนั้นนั่นแหละ พวกเรามักวิ่งเล่นไปตามท้องร่อง พายเรือเล่นกัน วิ่งไล่จับ ซ่อนแอบ และอีกมากมายที่พื้นที่ขนาดนั้นจะมอบจินตนาการให้เด็กๆได้ อาหารที่นั่นแปลกลิ้นสำหรับผมมากๆ เด็กแบบผมไม่เคยรู้ว่ามีอาหารแบบนี้ในโลกด้วย เอาต้นบัวมาทำต้ม เอาต้นกล้วยมาแกง เอาสับปะรดมะพร้าวและผลไม้อีกหลายอย่างมาผัดมาแกงมาทอด ผมปรับตัวอยู่นานกว่าจะกินของพวกนี้ด้วยความอร่อยได้ จนถึงทุกวันนี้ผมก็ยังสงสัยอยู่ดีว่าอาหารเหล่านั้นถูกคิดค้นมานานแล้ว หรือเพิ่งจะมีขึ้นที่บ้านสวนนี่เป็นที่แรก ปู่ผมนี่แหละพ่อครัวหัวป่าก์ตัวจริง แกเดินเข้าๆออกๆสวนไปเด็ดไอ้นู่นไอ้นี่มาล้างๆแล้วโยนลงกระทะผัดโครมๆแป๊บเดียวได้กับข้าวหอมฉุยพร้อมกินกับข้าวไม่สวยร้อนๆ ไม่ใช่ครับ ผมไม่ได้พูดผิด ข้าวมันไม่สวยจริงๆครับ ผมคงเป็นวัยรุ่นยุคนี้ไม่กี่คนที่เคยได้เห็นและการใช้ชีวิตผ่านการหุงข้าวแบบเช็ดน้ำ ปู่ไม่เคยสอนไม่เคยบอกวิธีหุงข้าวแบบนี้ให้ใครรู้เลย พ่อผมเองที่เรียนรู้การทำอาหารจากปู่มามากก็ยังไม่รู้วิธีหุงข้าวแบบนี้ด้วยซ้ำ หากใครพอรู้เคล็ดลับก็สอนกันบ้างนะครับ วิธีหุงข้าวแบบไม่เช็ดน้ำด้วยหม้อหุงข้าวไฟฟ้าผมเรียนรู้จากพ่อมาจนได้รับความไว้วางใจให้เป็นมือหนึ่งประจำบ้านแล้ว แต่การหุงอีกแบบนี่ผมไม่สามารถจริงๆ มีครั้งนึงปู่ทำแกงสายบัวให้กิน มันอร่อยมากจนผมกินข้าวไปถึง3จาน ผลที่ตามมาก็คือผมอ้วกออกมาเป็นสายบัวเลย ทำให้ทุกวันนี้ถ้าไม่จำเป็นผมไม่แตะแกงสายบัวแล้วครับ

   ทุกๆเย็นวันศุกร์พ่อกับแม่จะแวะมาเยี่ยมพวกเราและซื้อขนมมาฝากทุกครั้ง และทุกครั้งผมจะอ้อนขอกลับบ้านทุกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีทางสมหวัง ขนมที่พ่อกับแม่ซื้อมาฝากมักเป็นกาละแม ผมไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องเป็นกาละแม แต่กลิ่นและรสชาติของมันก็ทำให้ผมนึกถึงบ้านขึ้นมาจับใจ ทุกครั้งที่ผมได้กินกาละแม ความทรงจำเกี่ยวกับบ้านสวนก็จะพรั่งพรูออกมา ชีวิตที่บ้านสวนเป็นประสบการณ์ที่ผมไม่เคยลืม กลิ่นดินกลิ่นโคลนกลิ่นคลอง เสียงนกหลายหลายชนิดร้องเพลงแข่งกัน เสียงสายลมกรีดกรายผ่านหมู่ไม้ แสงแดดไล้ยอดมะพร้าวกระทบคูน้ำยาวเหยียดเป็นระยิบ เสียงฝีเท้าที่คุ้นหูของพ่อเดินผ่านท้องร่อง เสียงที่ทำให้หัวใจพองโตตื่นเต้นระคนดีใจ เสียงเรียกของแม่ที่ไพเราะกว่าเสียงเพลงขับกล่อมใดๆบนโลก ภาพเด็กชายเด็กหญิงวิ่งด้วยความดีใจออกไปรับคนทั้งสองยังเด่นชัดอยู่ในห้วงคำนึงของผม คราบน้ำตายังคงชัดเจนเหมือนมันเพิ่งเกิดขึ้น อ้อมกอดที่อบอุ่นที่สุดในโลก มือกร้านที่ลูบหัวด้วยความเอ็นดู ผมร้องไห้ขี้มูกโป่งทุกครั้งที่พ่อกับแม่มาเยี่ยมพวกเรา แม่จะยีหัวผมแล้วปลอบว่าอย่าร้องไห้ไปเลย เดี๋ยวอาทิตย์หน้าแม่ก็มาหาโจ้อีก ทุกครั้งที่พ่อกับแม่มาหา ผมมีความสุขมากๆ เขาว่ากันไว้เมื่อเรามีความสุขมากๆเรามักจะเสียน้ำตา เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะว่าเรารู้ว่าความสุขเบื้องหน้านั้นแม้มันจะทำให้หัวใจพองโตแค่ไหน แต่ช่วงเวลาแบบนี้มันไม่ได้คงอยู่กับเราตลอดไป

Written by ljungdurst

มกราคม 25, 2008 ที่ 21:54

8 Responses

Subscribe to comments with RSS.

  1. อ่านแ้ล้ว ซึ้งเพาะกรุไม่เคยมีความหลัง ที่น่าซาบซึ้งขนาดนี้มาก่อนเลยช่วงในวัยเด็ก เปนช่วงที่เกือบจะรัดทด หากไม่ไปก่อเรื่องขึ้นมา ป่านนี้คงกลายเปนเดก แว๊น ไปแล้ว แต่ก้อนะ ดีใจ ปนเสียใจ หากเพียงแต่ ย้อนเวลากลับไปได้ คงจะดีกว่านี้ เปนเพาะ อาจเปนเดกที่เกบกด จากการระบาย อารม ของคน ที่เปนพ่อ ที่เราเคยมองว่าดีนักหนาแต่ทำอะไรไม่ถุกใจ กลับตีอย่างไร้เหตผล บางทีก้อมีชก หรืออะไรแต่ก้อเข้าใจ ลึกๆว่า ทำไมถึงเปนอย่างนี้ บางทีเราอาจเปนผุ้ใหญ่ที่ดีกว่าคนๆนี้ ก้อเปนได้ หากเราเพียงรุ้จัก เกบประสบกาน จากความรันทดนั้นเปลี่ยนเปนพลัง ที่ขับเคลื่อน ต่อไป เหมือนมาบรรยาย ความหลัง อันน่าสมเพช ของตัวเองเลยหว่ะแต่ก้อยังดีที่มีชีวิตรอดมาถึงวันนี้ มีเพื่อนดีๆ หลายๆคน ก้อคุ้มค่าชีวิตสั่วๆ ของคนๆนี้แล้วหล่ะ

    ORDIN

    มกราคม 26, 2008 at 10:12

  2. ทุกๆครั้งที่ได้พบเจอผู้ใหญ่เลวๆ เด็กอย่างพวกเราทำอะไรมากไม่ได้ นอกจากตั้งปณิธานกับตัวเองว่าจะโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดีกว่าคนเหล่านี้

    Piyapong

    มกราคม 26, 2008 at 15:51

  3. กว่าจะมีชีวิตหายใจอยู่ ณ จุดจุดนี้ได้
    ชีวิตคนเราแต่ละคน
    ต่างก็ผ่านอะไรมามากมายจริงๆ
     
    สนุกดีนะ แต่ เศร้าๆแฮะ…  อืมมมม

    tean

    มกราคม 27, 2008 at 13:34

  4. เพราะฉะนั้นอย่าโกรธผมเลยนะถ้าผมมองโลกในแง่ร้าย ผมพยายามปรับปรุงตัวอยู่ทุกวัน

    Piyapong

    มกราคม 27, 2008 at 14:02

  5. หลายสิ่งหลายอย่างหล่อหลอมให้เราเป็นเราทุกวันนี้
    ถ้าคนบนโลกนี้มันเหมือนกันหมดก็ไม่สนุกสิ
     
    จริงมะ?

    Isra

    มกราคม 29, 2008 at 15:06

  6. คงใช่
    แต่ถ้าเลือกได้ทุกคนก็ไม่มีใครอยากลำบากหรอก

    Piyapong

    มกราคม 29, 2008 at 19:03

  7. แกงสายบัวที่โจ้เคยอ้วกออกมา กูชอบนักแล
    พอมึงพูดถึงชีวิตที่มึงเคยวิ่งเล่นไปมากับคนแถวบ้าน ทำให้กูอดนึกถึงตอนที่กูเด็กไม่ได้ทุกวันนี้กูยังหวนถึงความหลังวันที่วิ่งไปบนทุ่งนาหลังบ้าน จับเอาจักรยานไปที่เนินเขา แล้วก็วิ่งไปในทุ่งดอกไม้ที่เป็นธรรมชาติ(จริงๆ) ในตอนนั้นกลิ่นทุ่งหญ้าที่หอมมากว่ากลิ่นน้ำหอมยี่ห้อดังๆ ทำไมถึงไม่มีใครคิดเอามาอัดกระป๋องขายมั่งนะ
    เคยถามแม่ตอนเด็กๆว่า "ทำไมควายมันถึงกินหญ้า" แม่ก็ตอบว่า
    "มันกินหญ้าแล้วจะได้เอาแรงมาไถนาให้เราได้กินข้าวไงลูก"
     
    ….7 ปีที่แล้ว คำพูดของแม่ที่กูจำได้ขำๆแล้วก็ยังย้ำเตือนกูอยู่
     
    ทำไมนักการเมืองมันกินกุ้งลอปสเตอร์ตัวใหญ่ๆ มันไม่เคยคิดจะมา"ไถนา"ให้คนมีความสุขขึ้นมาบ้าง "สักนิด" ก็ยังดี…

    Kengio

    กุมภาพันธ์ 3, 2008 at 04:12

  8. กลิ่นฝนกูก็ชอบ ได้กลิ่นแล้วคิดถึงบ้าน
    แต่เคยอ่านมาว่านั่นมันคือกลิ่นสปอร์ของแบคทีเรียในดินที่ชื่อ แอคชันๆ อะไรสักอย่าง มันยาวกูจำไม่ได้
    เป็นกลิ่นหอมเย้ายวนที่แฝงมาด้วยความอันตราย

    Piyapong

    กุมภาพันธ์ 3, 2008 at 04:57


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: