WE LIVE BECAUSE THERE'S LOVE

movie music magic football

ไม่ตายแต่กลับบ้านเก่า ตอนสาม

with 11 comments


วันนี้ตื่นสายตะวันแยงตูดเลยทีเดียว แทนที่จะรีบๆตื่นรีบๆเที่ยว อากาศเย็นๆหลังฝนตกใหม่ๆนี่มันช่างดึงดูดไม่ให้เราไปจากเตียงเลย ตื่นอาบน้ำอาบท่าเรียบร้อยก็ได้ข่าวจากป้ามิตรเจ้าของเกสต์เฮาส์ว่าจักรยานที่ป้ามีให้เช่ามันพังมาสักพักแล้ว ถ้าเราอยากใช้ก็ต้องซ่อมเอง คือไม่ได้ซ่อมไม่เป็นหรืออะไรหรอก แต่จังหวะนี้ ร้อนๆแบบนี้ ไปหาเช่าเอาเองในซอยข้าวเปลือกน่าจะเหมาะสมกว่า และอย่างที่เรารู้กันว่ากองทัพต้องเดินด้วยท้อง และท้องในตอนเช้าๆ(เอาจริงๆคือหลังจากตื่นนอนนั่นแหละ)ของผมนั้นต้องการอาหารชุดใหญ่ ดูนาฬิกามันก็11โมงกว่าแล้วนะ แต่แรดนี่นา อยากกินbreakfast(แรดให้เต็มขั้นต้องออกเสียงว่า เบร๊ก-ฟึ่ดสตฺ) อาหารหน้าตาน่ากินจริงๆ เป็นขนมปังชุบไข่ทอดด้วยเนย โดยหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆขนาดพอดีคำ สีเหลืองนวลกลิ่นหอมฉุย เคียงด้วยไส้กรอกทอดชิ้นกำลังเหมาะ2ชิ้น และที่ขาดไม่ได้ของโปรดของผม ชาแบบอังกฤษ คราวนี้เชื่อรึยังว่าการกินมื้อนี้ของผมนั้นแรด จริง ค่อยๆบรรจงเอาถุงชาหย่อนลงในถ้วยที่มีน้ำร้อนค่อนถ้วย รอจนถุงชาบวมน้ำได้ที่ก็ยกออก เติมนมจนน้ำชาเปลี่ยนจากสีเหลืองตุ่นกลายเป็นสีขุ่นๆ ฉีกซองน้ำตาลเติมลงไปเพิ่มความหวานให้คุ้นลิ้น (บางคนไม่ชอบน้ำตาลเพราะมันทำให้ความเป็นอังกฤษหายไป) จากนั้นคนให้เข้ากัน เป่าเล็กน้อยให้พอจิบได้ เชิญละเลียดอารยธรรมแบบ ‘brit’ ได้เลย หมดอาหารเช้ารสชาติเยี่ยมในราคาเบาๆเพียง40บาท เราสองคนแต่งกายเตรียมพร้อม สวมหมวกคนละใบ สะพายเป้ กล้อง ขวดน้ำ และสมุดปากกาสำหรับจดอะไรต่อมิอะไร ออกเดินทางตามหาร้านเช่าจักรยานทันที

ร้านเช่าจักรยานอยู่ไม่ไกลจากเกสต์เฮาส์เลย เดินออกมาถึงถนนด้านหน้าแล้วเลี้ยวขวาไม่ถึง3นาทีก็เจอร้านเช่าจักรยานแล้ว มีให้เช่าทั้งมอเตอร์ไซค์และจักรยาน เจ้าของร้านบอกว่าคนไทยให้เช่าได้แค่จักรยานเพราะเคยมีวัยรุ่นมาเช่ามอเตอร์ไซต์ไปแว้นจนได้เรื่อง ทางร้านเลยระงับสิทธิ์การเช่ามอเตอร์ไซต์ของคนไทยทุกชีวิต แต่ไม่เป็นไรเราเพิ่งเติมอาหารลงท้องไปมีกำลังวังชาเต็มเปี่ยมเตรียมพร้อมจะลุยไปทั่วแล้ว โปรแกรมเราคือปั่นไปพิพิธภัณฑ์สงครามโลกครั้งที่2(World War II & Jeath War Museum)บริเวณเชิงสะพานแม่น้ำแคว ปั่นไปประมาณ1กิโลกว่าๆก็ถึง เราเอาจักรยานเข้าไปจอดด้านในแล้วมาซื้อตั๋วเข้าพิพิธภัณฑ์ ป้ายเขียนว่าคนไทย20บาท ต่างชาติ40บาท ซิ้มที่ซุ้มขายตั๋วพูดกับเราว่าโฟตี้บาท ถ้าผมฟังไม่ผิดนั่นไม่ใช่ภาษาไทยใช่มั้ย เอียวก็บอกไปว่าไหนบอกคนไทย20บาทไงคะ ซิ้มก็ทำหน้างงๆแล้วบอกว่าอ้าวคนไทยหรอเนี่ย นึกว่าญี่ปุ่น ไอ้เราสองคนก็งงไปด้วยเลย หน้าตาออกจะโคตรไทยมาบอกเป็นญี่ปุ่นเนี่ยนะ คือถ้ามองเอียวว่าเป็นญี่ปุ่นหรือจีนก็คงไม่แปลกเพราะหุ่นเหิ่นหน้าตาก็พอไปได้ แต่ผมนี่สิ ดูยังไงก็ไม่น่าใช่ หนวดเคราครึ้มขนาดนี้ สีผิวขนาดนี้ หรี่ตาจนตาเขก็ไม่ใกล้เคียงคนญี่ปุ่น เอาเป็นว่าเราก็ได้เข้าพิพิธภัณฑ์ในราคาคนละ20บาทเป็นอันเรียบร้อย

พิพิธภัณฑ์นี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแควห่างจากสะพานแม่น้ำแควไม่ถึง50เมตร เดิมเคยเป็นศูนย์บัญชาการรบของญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองมาก่อน ดูจากชัยภูมิแล้วก็เหมาะกับเป็นที่ตั้งศูนย์บัญชาการรบจริงๆ พิพิธภัณฑ์มี2ชั้น ชั้นล่างมีสะพานแม่น้ำแควอันเดิมอยู่ด้วย ในพิพิธภัณฑ์เต็มไปด้วยภาพความโหดร้ายของค่ายกักกันเชลยศึกในสมัยนั้น เศษซากอาวุธและสิ่งของที่หลงเหลือจากสงครามครั้งนั้น ภาพความเจ็บปวด น้ำตา และความสูญเสียจากความโหดร้ายของสงคราม การก่อสร้างทางรถไฟไปสู่ประเทศพม่าหรือที่รู้จักกันในชื่อทางรถไฟสายมรณะนั้นคร่าชีวิตเชลยศึกและชาวบ้านที่ถูกเกณฑ์มาก่อสร้างทางรถไฟสายประวัตศาสตร์นี้ไปมากกว่าแสนชีวิต สภาพความเป็นอยู่แสนโหดร้ายในค่ายกักกัน อาหารถ่อยสถุลในแต่ละมื้อ ข้าวต้มเละๆและผักต้มเกลือเลวๆ โรงนอนที่ยัดทะนานเหล่าเชลยศึกเข้าไป แต่ละคนมีที่ว่างให้นอนได้คนละ2ฟุตเท่านั้น โรคระบาดจากสภาพความเป็นอยู่สุดเลวร้ายคร่าชีวิตพวกเขาไปมากมาย ความโหดร้ายของวิศวกรชาวญี่ปุ่นที่บังคับให้พวกเขาทำงานหนักกันถึงวันละ18ชั่วโมงโดยไม่หยุดพัก พวกเขาต้องกัดฟันก้มหน้ายอมรับชะตาที่พวกเขาไม่ได้ก่อผ่านคืนวันหฤโหดของป่าเขาในจังหวัดกาญจนบุรี ทุกวินาทีในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ทำให้หัวใจผมปวดร้าว สงครามครั้งที่เลวร้ายที่สุดบนโลกมนุษย์ไม่เคยสอนอะไรพวกเราเลยหรือ ทำไมผมยังเห็นข่าวน่าหดหู่อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เราเกลียดชังกันด้วยเหตุผลอะไร ผมไม่เข้าใจจริงๆ

ในพิพิธภัณฑ์ยังมีส่วนอื่นๆที่น่าสนใจ ข้าวของเครื่องใช้แบบโบราณที่ดูแปลกตา เงินเหรียญและธนบัตรจากยุคก่อนๆวางเรียงราย ผมเห็นธนบัตรเป็นฟ่อนที่หากตีค่าเทียบกับปัจจุบันคงไม่ต่ำกว่า10ล้านวางกองอยู่ในตู้กระจก ใครกันนะคิดค้นเงินตราขึ้นเป็นคนแรก เค้าจะรู้รึเปล่าว่าระบบง่ายๆที่นำมาแทนค่าสิ่งของแทนการแลกเปลี่ยนนี้จะก้าวมาถึงจุดที่ไม่มีใครควบคุมได้อีกแล้ว เราตกเป็นทาสของกระดาษบางๆพวกนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ลองนึกภาพว่าคุณจะมีชีวิตได้อย่างไรหากล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงแล้วพบความว่างเปล่าปราศจากแผ่นกระดาษสีๆเหล่านี้ เราออกจากพิพิธภัณฑ์เดินมุ่งหน้าไปสู่ลานกว้างบริเวณเชิงสะพานแม่น้ำแคว บริเวณนี้มีร้านขายของที่ระลึกเยอะมาก ร้านอาหารเรียงรายหลายระดับตั้งแต่รากหญ้าจนถึงภัตตาคาร เราเลือกร้านข้างฟุตบาตรตามคำแนะนำของใครซักคนแถวนั้นที่เราเข้าไปถามถึงที่กิน อาหารรสชาติไม่เลว การได้นั่งพักกินข้าวในตอนอากาศร้อนระอุแบบนี้ช่วยให้ชาเย็นที่เพิ่งซื้อมาเมื่อสักครู่อร่อยเย็นสดชื่นเพิ่มเป็น10เท่า

ที่บริเวณลานกว้างนี้มีร้านขายซีดีด้วย เปิดเพลงดังสนั่นไปทั่วเลย ตอนที่เรา2คนเดินไปสะพานแม่น้ำแควพี่แกเปิดเพลง Welcome To My Life ของ Simple Plan พอดี ไม่ได้เข้ากับบรรยากาศเอาเสียเลย ตรงจุดนี้จะมีบริการนั่งรถไฟข้ามสะพานแม่น้ำแควแบบเรื่อยๆเฉื่อยๆดูหวานเย็นพิกล สนนราคา20บาทกับบริการอะไรก็ไม่รู้ ผมว่าเราเดินกันเองน่าจะได้อรรถรสมากกว่าเยอะ เราสองคนเดินไปตามรางรถไฟบนสะพานแม่น้ำแควที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน ทางเดินแคบนิดเดียว เดินสวนกันแทบไม่ได้ ไม่มีอะไรให้จับให้อุ่นใจเลย มองลงแล้วหวาดเสียวจะตกลงไปตาย ทุกครั้งที่รถไฟหวานเย็นนั่นวิ่งผ่าน ผู้คนจะตาลีตาเหลือกรีบเข้าสู่จุดชมวิวที่มีเป็นระยะตลอดสะพานแม่น้ำแควเพื่อหลบออกจากราง ไม่งั้นรถไฟทับหัวแบะแน่น้องเอ๊ย สะพานแม่น้ำแควมีโครงสร้างง่ายๆไม่ซับซ้อนแต่ก็น่าทึ่งที่สมัยนั้นสร้างได้ขนาดนี้ ปัจจุบันโครงสร้างซึ่งเป็นโครงถัก(Truss)ทำด้วยเหล็กกล้าทั้งหมดเนื่องจากเคยถูกเครื่องบินทิ้งระเบิดใส่กระจุยไปแล้วครั้งนึง เมื่อก่อสร้างซ้ำก็นำเหล็กกล้าจากออสเตรเลีย(จำไม่ผิดใช่มั้ย)มาสร้างแทนโครงสร้างเดิมที่เป็นไม้ ผมลองนึกภาพย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่สะพานนี้ยังเป็นไม้ มันคงสวยงามตั้งตระหง่านกลางสายน้ำท้าแดดลมฝนมานานหลายสิบปี

ในวิชาเรียนประวัติศาสตร์และทฤษฏีการออกแบบนั้นมีการกล่าวถึงเรื่องสะพานไว้อย่างน่าสนใจ สะพานนั้นถูกสร้างขึ้นไม่ใช่เพื่อพาด จากฟากฝั่งหนึ่งไปสู่อีกฟากฝั่งหนึ่ง แต่สะพานนั้นถูกสร้างเพื่อทำลายพรมแดนที่กั้นฟากฝั่งหนึ่งๆออกจากกัน เพื่อ เชื่อม ฟากฝั่งทั้งสองเข้าหากัน หากไม่มีสะพาน เราก็เหมือนตัวคนเดียวไม่เกี่ยวข้องอะไรกัน ฟากฝั่งทั้งสองก็เหมือนคู่รักที่เปลี่ยวเหงายืนจ้องตากันโดยที่ไม่มีวันได้สัมผัสไออุ่นจากคนรักของตนเลย แต่กับสะพานแม่น้ำแควนี้ มันเป็นส่วนหนึ่งของการก่อสร้างทางรถไฟสายมรณะที่นำทางไปสู่ดินแดนของประเทศพม่า นั่นหมายความว่าสะพานนี้ถูกสร้างขึ้นไม่ใช่เพื่อเชื่อมสองฟากฝั่งด้วยความรู้สึกรักใคร่โหยหา แต่เป็นการเชื่อมต่อเพื่อไปทำร้ายทำลายชีวิตของอีกฝั่ง การที่สะพานที่ยืนเด่นเหนือสายน้ำขุ่นมัวของแม่น้ำแควช่วยตอกย้ำความลักลั่นพิกลพิการที่มนุษย์ใช้เครื่องมือในการสร้างสรรค์จรรโลงมาทำลายกันและกันอย่างโหดร้ายรุนแรง เราต้องสูญเสียอีกเท่าไหร่ถึงจะเรียนรู้ถึงความผิดพลาดในอดีต เหมือนดั่งในเพลงสุดคลาสสิคของ The Beatles ร่ำร้องไว้เมื่อหลายทศวรรษก่อนว่า “With every mistake, we must surely be learning…” แต่หลายสิบปีผ่านไปคราบไคลสงครามยังไม่เคยจางหายไปจากโลกหม่นๆใบนี้เลย

 

(อ่านต่อตอนหน้า)

Written by ljungdurst

เมษายน 10, 2008 ที่ 19:13

11 Responses

Subscribe to comments with RSS.

  1. รออ่านตอนต่อไป
     
    เขียนได้น่าติดตามดีจริงๆ

    ping

    เมษายน 11, 2008 at 05:18

  2. ขอบคุณที่ติดตามครับ
    มีข้อแนะนำติชมตรงไหนอยากให้ผมปรับปรุง
    บอกด่วนเลยนะครับ พร้อมรับฟังทุกอย่างครับ
     

    Piyapong

    เมษายน 11, 2008 at 06:08

  3. เปนสเปซที่ยาวที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา
     
     
    คุนทำได้ไง?
     
     
     
     
    สามารถนะเนี่ย ^____^

    ஐ-- nAt-cRucifix --ஐ

    เมษายน 11, 2008 at 20:51

  4. เขียนไปเรื่อยๆน่ะครับ
    รู้ตัวอีกทีมันก็ยาวเฟื้อยอย่างที่เห็นๆกันนี่แหละครับ

    Piyapong

    เมษายน 11, 2008 at 21:54

  5. เหล็กจากออสเตรเลียจิงดิ
     
    จำได้คับคล้ายคับคลาว่ามาจาก ชวา
     
    ไม่รุแฮะ
     
    แต่เขียนสนุกสนานอีกแล้ว   ชอบๆๆๆๆ

    tean

    เมษายน 12, 2008 at 15:21

  6. ยาววววววววววว
     
    เด็กในสังกัดชั้น มาอิกแร้วว วว วว
    v
    v
    ஐ– nAt-cRucifix –ஐ

    ทราย ณ

    เมษายน 12, 2008 at 16:37

  7. ขอบคุณนะคะที่ไปเม้นในสเปซ
     
    จะพยายามทำตามความฝันให้ได้
     
    ว่าแต่พี่เรียนคณะอะไรคะ
     

    TANGMO

    เมษายน 12, 2008 at 18:01

  8. คึกคักนะยะ
     
    ชิ

    tean

    เมษายน 13, 2008 at 13:25

  9. 1. ไม่แน่ใจว่าเหล็กจากอินโดนีเซียหรือจากออสเตรเลีย ลืมๆเลือนๆเหมือนกัน
    2.ใช้คำว่าเด็กในสังกัดเลยรึ ทำยังกับเป็นเจ๊ดัน
    3.เรียนถาปัดครับ
    4.เพิ่งจะคึกคักเนี่ย หลังจากเงียบสนิทมาหลายวัน

    Piyapong

    เมษายน 14, 2008 at 08:38

  10. ผมปริ๊นท์เรื่องนี้ของคุณมาอ่านแล้วนะครับ 3 ตอน ไม่รวมเรื่องอื่นของเดือนเก่าๆ ผมชอบที่คุณเขียนเรื่องที่คุณไปเที่ยวนี้นะครับ คุณเขียนสนุกดีเลยล่ะครับ และก็ชอบอีกอย่างที่คุณเขียนภาษาปกติ ที่ไม่ใช่ "ม่ายเปงไร, เสียจัย, หรือม่ายช่าย" คงได้แวะมาอ่านเรื่อยๆนะครับ

    hud

    พฤษภาคม 11, 2008 at 02:50

  11. ยินดีต้อนรับเสมอเลยครับ

    Piyapong

    พฤษภาคม 11, 2008 at 06:09


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: