WE LIVE BECAUSE THERE'S LOVE

movie music magic football

เหล่าตัวละครที่โลดแล่นใน อัศวินรัตติกาล (ตอน4 จบละ)

with 24 comments


มาถึงตัวละครที่เป็นจุดขายของเนื้อเรื่องภาคนี้กันแล้วครับ (อย่างที่บอกนะครับ อย่าอ่านเด็ดขาดถ้ายังไม่ได้ดู สปอยล์หนัก)

Joker

5. The Joker รับบทโดย ฮีธ เลดเจอร์ (ฮีธเสียชีวิตเมื่อเดือนมกราคม 2551 นี่คือหนังเรื่องสุดท้ายในชีวิตของเขา อีกเรื่องหนึ่งยังถ่ายทำไม่เสร็จก่อนเขาเสียชีวิต)

   นี่คือตัวละครที่เป็นจุดเด่นที่ทุกสายตาจับจ้อง หลังการตายของ ฮีธ เลดเจอร์ ทุกคนทั้งเสียดายและใจระทึกที่จะได้เห็นการปรากฏกายบนจอครั้งสุดท้ายของเขา โจ๊กเกอร์ใน The Dark Knight เป็นคนละตัวละครกับใน Batman ภาคแรก(1989) ที่รับบทโดย แจ็ค นิโคลสัน มีการตีความตัวละครตัวนี้ใหม่จากนิยายภาพยุคหลังๆของซีรีส์แบ๊ตแมน กลายมาเป็นตัวละครที่ไร้ที่มาที่ไปดังคำกล่าวของเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อตอนจับกุมตัวโจ๊กเกอร์ได้ว่า ตรวจไม่พบอะไรเลย ไม่พบดีเอ็นเอ(หมายถึงไม่มีในแฟ้มสำมะโนประชากร) ไม่พบลายนิ้วมือ เสื้อผ้าที่ใส่ก็ไม่มียี่ห้อ ไม่มีชื่อแซ่ ไม่มีฉายาอื่นอีก ในกระเป๋าเสื้อมีเพียงมีด(ไม่รู้กี่สิบเล่มและกี่สิบรูปแบบ)และเศษผ้า

   โจ๊กเกอร์ไม่รู้จักความหวาดกลัว ไม่มีอะไรที่จะบังคับขู่เข็ญเขาได้ เขาไม่เชื่อในกฎกติกาหรือกฎระเบียบใดๆ เขาอ้างตัวว่าเป็นตัวแทนของความโกลาหล และที่สำคัญ เขาเป็นตัวละครที่ผมไม่อยากวิเคราะห์เลย! คนคนนี้ไร้ที่มาไม่มีที่ไป สิ่งเดียวที่ต้องการคือเห็นความพินาศของมวลมนุษย์และความดีงามที่แตกสลาย คำว่าชั่วช้าต่ำทรามและบ้าคลั่งไม่เพียงพอที่จะอธิบายความเป็นชายผู้นี้ได้ ผมพูดไปก็ยิ่งมึนๆ ผมจะหยิบคำพูดของเขามาลองดูลองอ่านกันนะครับ

   *ฉากที่โจ๊กเกอร์เอามีดจ่อปากแกมเบิล นายรู้มั้ยฉันได้แผลเป็นนี่มายังไง(แผลเป็นที่แก้มทั้งสองข้าง) พ่อฉันเป็นไอ้ขี้เมาแล้วก็ขี้ยาด้วย คืนนึงพ่อฉันคลั่งมากกว่าปกติ แม่ฉันคว้ามีดทำครัวมาป้องกันตัว นั่นทำพ่อไม่ชอบใจเลย*แม้*แต่*นิด*เดียว* ฉันยืนดูตัวสั่นงันงก พ่อจ้วงมีดใส่แม่ไม่ยั้งหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง แล้วพ่อก็มองมาทางฉันและพูดกับฉันว่า ทำไมต้องซีเรียสขนาดนั้น!?’ พ่อค่อยๆเดินเข้ามาทางฉัน ทำไมต้องซีเรียสขนาดนั้น!?’ แล้วพ่อก็เอามีดเสียบเข้ามาในปากฉันแบบนี้(ทำท่าประกอบ) และเขาก็บอกฉันว่า เรามาสร้างรอยยิ้มบนใบหน้ากันดีกว่า!’”

   ครั้งแรกที่หลายคนได้ยินคำพูดนี้จากปากโจ๊กเกอร์ก็คงหลงเชื่อว่าเป็นประสบการณ์ในวัยเด็กจริงๆของเขา แต่เมื่อฉากถัดมาตัวละครโจ๊กเกอร์พยายามจะใช้มุกเดิมนี้เล่นงาน ราเชล แต่เรื่องเล่าถึงที่มาของแผลเป็นกลับไม่ใช่เรื่องนี้ ทำให้เราเข้าใจทันทีว่าโจ๊กเกอร์ผู้นี้มีจิตใจและความคิดซับซ้อนสับสนมากๆ ทั้งสองเรื่องที่เขาเล่าอาจจะเป็นเรื่องจริงหรืออาจจะไม่ใช่เลยทั้งสองเรื่อง

   แต่ผมรู้อย่างเดียวก็คือเขาเป็นคนชอบเรียกร้องความสนใจอย่างร้ายกาจ จากวิธีการเปิดตัว วิธีการแสดงออก วิธีที่เขา เล่นกับสื่อ ทุกอย่างทุกตอนคือการร้องแรกแหกกระเชอให้ผู้คนหันมามอง และหวาดกลัวในตัวเขา ในสิ่งที่เขาทำ ในสิ่งที่เขาเป็น และในสิ่งที่เขาคิด จึงไม่มีทางเลยที่โจ๊กเกอร์จะฆ่าแบ๊ตแมน เพราะอย่างที่ตัวเขาบอกเอง ถ้าไม่มีแบ๊ตแมนแล้ว ชีวิตเขาก็คงไม่มีความหมาย หากซูเปอร์ฮีโร่จะเท่จะหล่อจะเก่งกาจได้ต้องมีวายร้ายตัวฉกาจออกมาต่อกรด้วย เมื่อนั้นอาชญากรสุดบ้าคลั่งและมีอำนาจทำลายล้างสูงเช่นเขาก็ต้องการวีรบุรุษที่เป็นดั่งขั้วตรงข้ามออกมาสู้รบปรบมือด้วยเป็นแน่แท้ ก็จะเก่งกาจไปคนเดียวทำไม มันจะสนุกอะไรถ้าต้องยืนอยู่อย่างเดียวดาย ณ จุดสูงสุดของห่วงโซ่แห่งการต่อสู้

joker1

   *ฉากโจ๊กเกอร์คุยกับฮาวี่ เดนท์ ในโรงพยาบาล(มันยาวไปนิด ผมตัดออกไปครึ่งนึงเลยนะครับ) พวกชอบวางแผนทำให้นายตกอยู่ในสภาพแบบนี้ นายก็เป็นพวกชอบวางแผน นายมีแผนการ ฉันก็ทำอย่างที่ฉันถนัด ฉันเอาแผนของนายกลับมาใช้กับนายเอง ดูสิ่งที่ฉันทำกับเมืองนี้ด้วยน้ำมันไม่กี่แกลลอนกับกระสุนไม่กี่ลูกสิ ไม่มีใครแตกตื่นหรอกถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน ไม่ว่าแผนการนั้นจะน่าสยดสยองแค่ไหนก็ตาม ถ้าพรุ่งนี้ฉันพูดว่าจะยิงไอ้โจรกระจอกคนนึงหรือมีรถทหารระเบิดคันนึง ไม่มีหมาไหนแตกตื่นหรอก แต่หากฉันพูดว่าฉันจะฆ่านายกเทศมนตรี ทุกคนแม่งวิ่งกันพล่าน ขอต้อนรับสู่อนาธิปไตย กระทืบกฎกติกาทิ้งซะแล้วทุกอย่างก็เข้าสู่ความโกลาหล ฉันคือตัวแทนแห่งความโกลาหล นายก็รู้ดีนี่ว่าความโกลาหลคืออะไร มันคือความเท่าเทียมไงล่ะ

   คำพูดทั้งหมดที่โจ๊กเกอร์พูดกับฮาวี่เพื่อฉุดกระชากเขาลงสู่ความต่ำทรามโสมมนั้นแสดงให้เห็นชัดแจ้งว่า โจ๊กเกอร์ชั่วช้าแต่มิได้โง่เขลา เขาฉลาดเข้าขั้นอัฉริยะแต่เป็นความอัฉริยะที่มืดหม่น เขาเชื่อว่ามนุษย์พร้อมจะตกลงสู่ความชั่วร้ายเลวทรามหากได้รับการกระตุ้นที่พอเหมาะ ฮาวี่ เดนท์ คือบทพิสูจน์การกระทำของโจ๊กเกอร์ว่า จิตใจคนเราทุกคนมีการต่อสู้ระหว่างความดีงามและความชั่วร้าย หากถึงวันที่คุณความดีถูกตั้งคำถามและถูกสั่นคลอนอย่างหนักหน่วง เมื่อนั้นไม่ว่าใครหน้าไหนก็พร้อมจะก้าวเดินไปสู่เส้นทางมืดหม่นที่ความสับสนวุ่นวายก็น้อยเกินว่าจะจำกัดความได้

   **ผมไม่พูดถึงตัวละครแบ๊ตแมนนะครับ เพราะตัวหนังก็พูดถึงชัดแล้ว ผมจะวิเคราะห์สั้นๆแค่ว่าเขาคืออัตตาขั้นสูง(Super-Ego)ของโจ๊กเกอร์ นั่นคือเขาสวมชุดอัศวินรัตติกาลออกต่อสู้เหล่าร้ายเพื่อแก้แค้นให้พ่อกับแม่และด้วยแนวคิดไม่เชื่อในกฎกติกาของสังคม ตั้งตนเองอยู่เหนือระเบียบแล้วตั้งกฎของตนเองขึ้นมาเพื่อบอกตัวเองว่าสิ่งที่ทำนั้นมิผิดบาปใดๆ สิ่งที่เขาต่างจากโจ๊กเกอร์คือ สิ่งที่เขาทำมีแรงผลักดันเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นและทำให้สังคมดีขึ้น (คงไม่งงกันใช่รึเปล่าครับ เพราะผมแอบงงนำไปก่อนแล้ว แหะๆ)

poster4

ขอบคุณ เดวิด เอส โกเยอร์, คริสโตเฟอร์ โนแลน, และโจนาธาน โนแลน ที่สร้างสรรค์บทภาพยนตร์ชั้นยอดเรื่องนี้ขึ้นมาครับ หนังเรื่องนี้ยอดเยี่ยมสมบูรณ์แบบในทุกจุด ทั้งการแสดงของหลายคนที่สามารถเข้าชิงออสการ์ได้อย่างไม่ขัดเขิน (อาจมีการมอบรางวัลนี้เป็นเกียรติแก่ ฮีธ เลดเจอร์ ก็เป็นได้) ดนตรีประกอบที่โคตรเจ๋งของฮานส์ ซิมเมอร์ และ เจมส์ นิวตัน ฮาวเวิร์ด การกำกับที่คุมจังหวะจะโคนหนังได้อย่างสมบูรณ์ และตัวหนังเองก็มีดีพอจะคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำปี2008ได้ในทุกเวทีประกวดอีกด้วย

ใครยังไม่ได้ดูรีบดูซะนะครับ ส่วนใครดูแล้ว ผมแนะนำว่าหากดูซ้ำอีกรอบจะสนุกมากขึ้นและเข้าใจภาพรวมมากขึ้นด้วยครับ

(เป็นแค่ความเห็นส่วนตัวเฉยๆนะครับ หากมีความเห็นแตกต่างกันก็ติชมคอมเมนต์ได้ตามสะดวกเลยครับ)

Written by ljungdurst

กรกฎาคม 23, 2008 ที่ 09:23

เขียนใน Entertainment

24 Responses

Subscribe to comments with RSS.

  1. คุณคือ โจกเกอร์ ไม่ใช่ ฮีท เลดเจอร์ ………
     
    เจ๋งมากครับ

    AshirA

    กรกฎาคม 23, 2008 at 09:59

  2. มีนักข่าวสัมภาษณ์ โนแลน ว่าทำไมต้องเลือก ฮีธ เลดเจอร์ มาเล่นบท โจ๊กเกอร์ โนแลนตอบสั้นๆเพียงว่า "เพราะฮีธไม่รู้จักความกลัว"
    (เสียดายนักแสดงคนนี้มากๆครับ เขากำลังจะเป็นตำนาน)

    Piyapong

    กรกฎาคม 23, 2008 at 10:08

  3. ผมขอเสนอความเห็นว่า
    การการะทำของแบ๊ตแมนและโจ๊กเกอร์นั้น
    ยากที่จะใช้บรรทัดฐานทางคุณธรรมโดยทั่วไปมาตัดสิน
    คือผมไม่รู้สึกว่า โจ๊กเกอร์เป็นคนเลว (ถึงจะทำเลว)และแบ๊ตแมนก็ไม่ใช่คนดี (ถึงจะพยายามทำดี)
     
    สุดยอดประโยคเด็ดที่ผมชอบนั้นออกจากปากของโจ๊กเกอร์ คือ
    What does not kill me, make me stranger.
    ซึ่งเป็นการล้อเลียนประโยคเด็ดของสุดยอดนักปรัชญาแห่งศตวรรษที่ 19
    ฟรีดดริช นีทเช่ ซึ่งประโยคดั้งเดิมคือ
    What does not kill me, make me stronger.
    (ตอนได้ยินโจ๊กเกอร์พูดในฉากเปิดหน้าครั้งแรก ฮาก๊ากอยู่คนเดียวในโรงเลย คนอื่นคงงง)

    Netiwut

    กรกฎาคม 23, 2008 at 11:09

  4. ผมว่าบอกยากครับว่าอะไรคือคนดีอะไรคือคนเลว
    แต่โจ๊กเกอร์นั้นเห็นแก่ตัวสมบูรณ์แบบครับ เขาทำทุกอย่างอยากที่อยากทำไม่สนคนอื่นแลกฎกติกาทั้งหมด เพียงเพราะเขาเชื่อว่าสิ่งที่เขาทำนั้นถูกต้อง
    ในบรรทัดฐานของผม ผมถือว่าคนแบบนี้ เลวทรามมากครับ

    Piyapong

    กรกฎาคม 23, 2008 at 11:47

  5. ยังไม่ได้ดูหนังไม่กล้าอ่านเลย- -" ยังไงไว้ดูเสร็จผมจะกลับมาอ่านอีกที

    ping

    กรกฎาคม 23, 2008 at 12:10

  6. รีบไปดูเลยครับ

    Piyapong

    กรกฎาคม 23, 2008 at 12:41

  7. ลืมขอบคุณที่เขียนให้อ่าน เจ๋งดี

    Netiwut

    กรกฎาคม 23, 2008 at 15:10

  8. ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์แลกเปลี่ยนความคิดมากๆเลยครับ

    Piyapong

    กรกฎาคม 23, 2008 at 15:17

  9. ieo(เอียว)เข้ามาอ่านเอนทรี่ทั้ง4นี้แล้วพิมพ์คอมเมนต์ยาวกว่า10บรรทัด(เจ้าตัวบอกว่าประมาณนั้น) เมื่อกด Add วินโดวไลฟ์ก็แฮงค์ไปทันที สร้างความไม่พอใจแก่เธอมากๆ จึงทดลองพิมพ์คอมเมนต์ใหม่ด้วยจิตใจอดกลั้น(คราวนี้ยาวไม่ถึง10บรรทัดแต่ก็มากทีเดียว) เมื่อกด Add ผลคือ วินโดวไลฟ์ แฮงค์ไปรีบครั้งเช่นกัน เธอโมโหมาก และ ตั้งใจว่าจะไม่ใช้งาน วินโดว ไลฟ์ อีกแล้ว ก่อนเลิกเล่นเธอฝากคอมเมนต์ผ่านมาทาง msn ของผม ไปอ่านคอมเมนต์ของเธอกันครับ
     
    "ไม่มีดำ เราก็ไม่รู้ว่าความขาวที่แท้จริงเป็นยังไง

    ไม่มีชั่วสุดๆ เราก็ไม่รูว่า ความดีที่บริสุทธิ์ เป็นแบบไหน
    ไม่มีโง่ เราก็ไม่รู้ว่า ฉลาด คืออะไร
    แค่ สีอ่อนกว่า ชั่วน้อยกว่า รู้มากกว่า
    หมายความว่า มันขาว มันดี มันฉลาดแล้วหรือ ?
    ใครเป็นคนตัดสินเรื่องพวกนี้กัน
    หรือเรื่องแบบนี้มันก้ำกึ่งกันแค่เส้นแบ่งบางๆ?
    ฝากไว้เป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ…(หรือใครจะตอบก็ได้นะ)"

    Piyapong

    กรกฎาคม 23, 2008 at 18:07

  10. อ่านเพลินมาๆเลยอ่ะ
     
     
    ดีจังจะได้ตัดสินใจถูกว่าจะดูดีอ่ะเปว่า
     
    อิอิ

    nujang

    กรกฎาคม 24, 2008 at 08:29

  11. อ๊าวววว
    ทำไมอ่านก่อนล่ะครับ
    โดนสปอยล์ไปกี่จุดแล้วล่ะนี่
    เดี๋ยวไปดูแล้วไม่สนุกนะครับ

    Piyapong

    กรกฎาคม 24, 2008 at 14:20

  12. มาช้า และก็ยังไม่พร้อมจะอ่าน
    เดี๋ยวไว้จะมาทิ้งความเห็นนะ โจ้

    กตัญญู

    กรกฎาคม 25, 2008 at 10:16

  13. มาช้า และก็ยังไม่พร้อมจะอ่าน
    เดี๋ยวไว้จะมาทิ้งความเห็นนะ โจ้

    กตัญญู

    กรกฎาคม 25, 2008 at 10:16

  14. อ่านแล้ว ไม่มีความเห็น
    เขียนดี สนุก
    แต่เราชอบเรื่องที่พี่โจ๊กแก พูดถึง ‘อนาธิปไตย’ มันน่าสนใจดี
    อ่อ..ชอบการแลบลิ้นแล้วก็การดีไซด์โจ๊กเกอร์ใหม่ ทั้งจาก เลดเจอร์ บทของโกเยอร์ โนแลน และน้องเขาด้วย
    บ๊อบเคน เป็นอีกคนที่ต้องไม่ลืมขอบคุณพี่เขา
    ขอบคุณจริง น่ามีเสื้อ ไอ เลิฟ แบทแมน เนอะจะหามาใส่สักตัว
     

    กตัญญู

    กรกฎาคม 25, 2008 at 10:25

  15. น่าดูเหมือนกันนะหนังเรื่องนี้ อยากดู ฮีธ เลดเจอร์ เพราะเป็นหนังเรื่องสุดท้ายของเค้าเป็นการฝากชื่อไว้ให้คนรุ่นหลังๆ ได้จดจำ
    หลังจากที่ฝากไว้ในหลายๆ เรื่อง (รวมทั้ง Brokeback Mountain ด้วย 555 หนังเค้าดีจิงๆ นา เรื่องนี้ฮีธเล่นดีมากๆ น้ำตาไหลพรากๆ เลยตอนจบ)

    Reeja

    กรกฎาคม 25, 2008 at 10:54

  16. 1.ขอบคุณพี่ยูที่ติดตามอ่านนะครับ เรื่องการดีไซน์โจ๊กเกอร์แบบใหม่นี่เจ๋งสุดๆโดนใจมากๆจริงๆครับ ส่วนเรื่องผู้ออกแบบตัวละครแบ๊ตแมนแล้วก็ผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหมด ผมขอบคุณและคารวะพวกเขาด้วยใจทั้งหมดทั้งสิ้นเรียบร้อยแล้วครับ
    เรื่องเสื้อผมกะไปร้านสตาร์พิคส์ดูว่าจะมีออกแบบเป็นแบ๊ตแมนอแกมาขายบ้างรึเปล่า
    2.อย่าแค่ น่าดู ครับ    ต้องไปดู now!

    Piyapong

    กรกฎาคม 25, 2008 at 13:02

  17. ของเขาดีจริงหนังมันมีเหตุผลไปซะหมด…จนน่าขนลุก

    June

    กรกฎาคม 28, 2008 at 17:37

  18. ไปอเมริกาแบบนี้ ต้องดูหนังไม่มีซับไตเติ้ลล่ะสิ
     

    Piyapong

    กรกฎาคม 28, 2008 at 21:16

  19. ไม่แน่ใจว่าเข้าใจตัวหนังได้ลึกซึ้งดีพอรึยังเลยยังไม่ขอวิจารณ์ตัวหนัง
    (น่าดูอีกซักรอบ^^)
    แต่เข้ามาสนับสนุนว่าหนังดี..มากจริงๆ
    สะท้อนจิตใจของมนุษย์เราได้ลึกซึ้งกินใจ..จนขนลุก
     
     

    miminokjib

    กรกฎาคม 29, 2008 at 18:19

  20. อ่า..ลืม
    ตั้งใจว่าจะขอบคุณที่วิเคราะห์ตัวละครมาให้อ่าน
    ช่วยให้เข้าถึงได้ดีขึ้นเยอะเลย

    miminokjib

    กรกฎาคม 29, 2008 at 18:21

  21. ขอบคุณที่แวะมาอ่านกันนะครับ แนะนำให้ดูอีกรอบเพื่อเข้าใจได้มากขึ้นครับผม

    Piyapong

    กรกฎาคม 30, 2008 at 03:15

  22. ผมไม่ใช่แฟนแบทแมน แต่ถึงกระนั้น The Dark Knight ก็ทำให้ผมต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าตั๋วถึงสองรอบ
    ถูกใจจริงๆกับ BATMAN THE DARK KNIGHT
     
    ป.ล ผมเข้ามาเสรปซคุณครั้งแรก บอกได้เลยว่าชอบมากๆครับ แล้วจะแวะเวียนมาเรื่อยๆครับ

    กานดา

    กรกฎาคม 30, 2008 at 10:15

  23. เคยดูแบทแมนภาคสมัยเด็กๆมาบ้าง และเคยอ่านการ์ตูนนิดหน่อย รู้สึกว่าผู้เขียนจริงๆ ก็ต้องการการตีความแบบนี้นะ ไม่รู้คิดไปเองรึป่าวเป็นหนังที่ดีมาก และเขียนวิจารณ์ได้ดีมากเช่นกัน

    Joe

    สิงหาคม 1, 2008 at 21:48

  24. ยังแอบอยากดูอีกซักรอบสองรอบเลยครับ
    แต่ล้วงกระเป๋าแล้วเจอแต่เศษเหรียญ
    อดดู แหะๆ

    Piyapong

    สิงหาคม 2, 2008 at 05:49


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: