WE LIVE BECAUSE THERE'S LOVE

movie music magic football

รำไรแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์วิกฤตโลกร้อนอันแสนมืดมน

with 19 comments


*หมายเหตุ* ความเรียงชิ้นนี้เป็นFinal Paperส่งอาจารย์ในวิชาสัมนาขั้นสูง ซึ่งดราฟต์แรกนั้นโดนอาจารย์ตำหนิเรื่องการใช้ภาษาว่าไม่เหมาะสม เขียนๆไปก็คิดว่าน่าเสียดายที่อาจารย์จะได้อ่านคนเดียว เลยเอามาลงให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆได้อ่านกัน ไปลองอ่านกันดูตามสะดวกเลยครับผม

รำไรแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์วิกฤตโลกร้อนอันแสนมืดมน
 

   ทุกวันนี้ไม่ว่าใครๆก็พูดถึงกันแต่คำว่า โลกร้อนไม่ว่าจะหันไปทางไหน หันไปหาใคร หรือหันไปในวงการอะไร เรื่องโลกร้อนก็เป็นประเด็นยักษ์ใหญ่ที่สำคัญที่สุดแซงหน้าทุกกระแสในโลกปัจจุบันนี้ไปเสียแล้ว แม้บางคนจะยังปิดหูปิดตาไม่เชื่อว่าภาวะโลกร้อนกำลังเกิดขึ้นโดยมีมนุษย์นี่แหละเป็นกลจักรสำคัญในการผลักดันโลกให้เดินไปสู่หายนะ (เช่นผู้นำของประเทศที่ชอบทำสงครามบางประเทศ) แม้จะมีสนธิสัญญาเกียวโตซึ่งพอจะช่วยชะลอหายนะของโลกได้บ้าง แต่เชื่อเถอะว่าโลกของเราเดินทางมาสู่หัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่อาจส่งผลต่อการล่มสลายของเผ่าพันธุ์มนุษย์เลยทีเดียว

   หลายต่อหลายคนยังคงหลับหูหลับตาใช้ชีวิตและผลาญทรัพยากรโลกต่อไปโดยไม่รู้ว่ามันคือการค่อยๆพาตนเองไปสู่หุบเหวแห่งหายนะ รวมถึงปัญหาด้านพลังงานที่สะสมหมักหมมมานานได้มาปะทุรุนแรงเอาในช่วงศตวรรษนี้นี่เอง ผู้คนในทุกวงการตื่นตัวต่อปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของปากท้องหรือเงินทองที่จะสูญเสียไป หากแต่คือการอยู่รอดของมวลมนุษยชาติและโลกใบนี้

12

   หากวัดกันในด้านปัจจัยสี่ ซึ่งประกอบไปด้วย อาหาร ยา เครื่องนุ่งห่ม และที่อยู่อาศัย แล้วนั้น อาหารและที่อยู่อาศัยน่าจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการดำรงอยู่ของมนุษย์ในยุคสมัยนี้ ในด้านอาหารนั้นเป็นที่คาดการณ์กันแล้วว่าจะเกิดยุคขาดแคลนอาหารอย่างแน่นอนอันเนื่องมาจากน้ำท่วมโลกจนพื้นที่การเกษตรลดลง สภาพภูมิอากาศเลวร้ายจนหลายพื้นที่ไม่สามารถจะเพาะปลูกพืชได้อีกต่อไป รวมถึงจำนวนประชากรเพิ่มจำนวนมากขึ้นจนปริมาณอาหารที่ผลิตได้ไม่เพียงพอเลี้ยงปากท้องของทุกคนได้ ปัญหาด้านอาหารกำลังได้รับการแก้ไขอย่างรีบเร่งมาได้ช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการปลูกผักแบบไม่ใช้ดิน การควบคุมผลผลิตด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ให้ผลเที่ยงตรงแม่นยำ การวางระบบเพาะปลูกและการชลประทานที่มีประสิทธิภาพ เป็นต้น ยารักษาโรคอาจเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์เพราะภาวะโลกร้อนนำมาซึ่งโรคระบาดใหม่ๆที่ยังไม่มียารักษา แต่หากมีการรักษาดูแลสุขภาพที่ดีมากพอ การเจ็บไข้ก็เป็นเรื่องที่ยังไม่ต้องกังวลมากไปกว่าเรื่องปากท้อง 

   ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับวิชาชีพสถาปัตยกรรมที่เราร่ำเรียน มีนักวิจัยและสถาปนิกมากมายพยายามคิดค้นออกแบบอาคารที่จะใช้อยู่อาศัยในอนาคตที่วิกฤตโลกร้อนทำร้ายโลกอย่างหนัก รวมไปถึงการออกแบบอาคารเพื่อช่วยลดการเผาผลาญพลังงาน ซึ่งเป็นทางหนึ่งที่จะชะลอหายนะที่กำลังคืบคลานมา หากแต่มีนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายต่างก็ออกมาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า วิกฤตโลกร้อนนั้น ถึงอย่างไรก็ต้องถึงจุดแตกหักที่เป็นอันตรายต่อการอยู่รอดของมนุษย์และสัตว์โลก การลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยคาร์บอนนั้นไม่ช่วยแก้ปัญหาอย่างแท้จริง หากแต่เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และอย่างที่ทราบกันดีว่าสุดปลายของปัญหานี้ลุกลามใหญ่โตจนเราไม่อาจไล่ตามไปแก้ได้ครบแน่นอน

   จึงได้มีการพูดถึงการแก้ปัญหาที่แม้จะไม่ใช่ต้นเหตุทั้งหมด แต่ก็ถือเป็นการแก้ปัญหาจริงๆมากกว่าจะเป็นการแค่เพียงบรรเทาปัญหา การแก้ปัญหาสเกลใหญ่ระดับโลกทั้งใบนั้นต้องการวิธีที่ใหญ่และจริงจังมากถึงมากที่สุด นั่นคือที่มาของ วิศวกรรมดาวเคราะห์หรือที่มีชื่อเรียกเท่ๆในภาษาอังกฤษว่า “Planetary engineering”

   วิศวกรรมดาวเคราะห์ คือศาสตร์ในการนำเอาเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาปรับเปลี่ยนคุณสมบัติของดาวเคราะห์ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อจะทำให้ดาวเคราะห์เหมาะที่สิ่งมีชีวิตจะอยู่ได้ โดยแนวคิดนี้เกิดขึ้นจากการที่มนุษย์ต้องการสร้างสภาพแวดล้อมบนดาวดวงอื่นให้เหมาะสมกับการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตได้ เช่น ดาวอังคาร หรือ ดวงจันทร์ โดยมีวิธีมากมาย อาทิเช่น

1. Terraforming หรือการสร้างสภาพพื้นผิวดาวเคราะห์ให้เหมาะกับสิ่งมีชีวิต รวมไปถึงการสร้างชั้นบรรยากาศ การสร้างทะเลสาบน้ำจืด รวมถึงการปรับสภาพอากาศและอุณหภูมิให้เหมาะสม

2. Ecopoiesis หรือการสร้างระบบนิเวศของสิ่งมีชีวิตขึ้น

   โดยการวิศวกรรมดาวเคราะห์ที่นำมาใช้กับโลกของเรามีหลายวิธีการด้วยกัน ปัจจุบันมีการศึกษาถึงความเป็นไปได้อยู่ประมาณ 5 วิธีใหญ่ๆ อันได้แก่

   (1) การห่มผ้าให้โลก

   ฟังดูเหมือนจะยิ่งทำให้โลกร้อนยิ่งขึ้นไปอีก แต่ความจริงแล้วคำอธิบายแบบหยาบๆของการห่มผ้าให้โลกไม่ใช่หมายถึงการหาอะไรมาห่มคลุมเอาความร้อนไว้กับโลกอย่างที่หลายๆคนจินตนาการถึง แต่หมายถึงการสร้างชั้นบรรยากาศใหม่ขึ้นมาคลุมโลกไว้เผื่อคัดกรองความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่จะเข้ามาสู่โลก

   ศาสตราจารย์ พอล ครูซเซน นักเคมีเจ้าของรางวัลโนเบลเมื่อปีคริสตศักราช1995 ได้ศึกษาเหตุการณ์ภูเขาไฟพินาทูโบระเบิดในประเทศฟิลิปินส์เมื่อปีศริสตศักราช 1991 ซึ่งการระเบิดในครั้งนั้นได้มีการปลดปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศโลกมากถึง 20 ล้านตัน ส่งผลให้อุณหภูมิโลกในช่วงเวลานั้นลดลงโดยเฉลี่ยกว่า 0.5 องศาเซลเซียส

Paul_J._Crutzen

   จากกรณีศึกษาดังกล่าว ศาสตราจารย์ พอล ครูซเซน จึงคิดทฤษฎีการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ขึ้นไปในชั้นบรรยากาศโลกชั้นสตาร์โตสเฟียร์ เพื่อให้ก๊าซดังกล่าวเป็นตัวช่วยสะท้อนแสงอาทิตย์ไม่ให้ส่องมาสู่ผิวโลกได้มากเกินไป มีการศึกษาถึงวิธีการส่งก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ขึ้นไปสู่ชั้นบรรยากาศในหลายๆวิธี โดยวิธีที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดคือการบรรจุก๊าซเข้าไปในบอลลูนแล้วปล่อยให้ลอยไปสู่ชั้นบรรยากาศและปล่อยก๊าซออกจากตัวบอลลูน

 Pinatubo_ash_plume_910612

   อีกวิธีที่เป็นไปได้คือการบรรจุก๊าซในถังขนาดยักษ์แล้วยิงขึ้นไปสู่ชั้นบรรยากาศเหมือนปืนใหญ่แตกอากาศที่เราเคยเห็นกันในภาพยนตร์สงคราม ตัวเลขปริมาณก๊าซและพื้นที่ที่เหมาะสมที่จะปล่อยก๊าซดังกล่าวมีการคำนวณซ้ำหลายครั้งเพื่อให้ได้ตัวเลขที่น่าเชื่อถือที่สุด ในอนาคตไม่ไกล ทฤษฎีที่มีการถกเถียงกันมากว่า 10 ปีนี้ น่าจะได้ข้อสรุปที่น่าพอใจไปสู่การแก้ปัญหาวิกฤตโลกร้อน

   (2) การอัดคาร์บอนกลับสู่ใต้ผิวโลก

   ชื่อก็บอกตรงตัวของมันเองแล้วว่าก็คือการนำคาร์บอนที่ตอนนี้มนุษย์ไปขุดขึ้นมาใช้จนกลายเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ลอยอยู่เต็มชั้นบรรยากาศกลับมาอัดกลับลงสู่ใต้ผิวโลกซึ่งเป็นที่ที่มันอยู่แต่เดิมอยู่แล้ว เพื่อปรับสมดุลของปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศโลก

BuryCarbon

   ฟังดูอาจเป็นเรื่องคุยโวโอ้อวดแต่ปรากฏว่ามีประเทศที่ริเริ่มทำแล้วนั่นคือ ประเทศนอร์เวย์ ซึ่งประเทศนอร์เวย์เป็นประเทศแรกของโลกที่ออกกฎหมายว่าหากใครก็ตามปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศโลกเป็นปริมาณทุกๆ 1 ตันจะต้องเสียภาษี 50 เหรียญ โดยประเทศนอร์เวย์เริ่มมีการอัดคาร์บอนกลับสู่ใต้ผิวโลกมาตั้งแต่ช่วงปีคริสตศักราช 1996 เป็นต้นมา โดยใช้เทคโนโลยีชนิดเดียวกับที่ใช้ในการดูดเอาก๊าซธรรมชาติขึ้นมาจากใต้ดิน และอัดคาร์บอนลงไปในเหมืองร้างหรือแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ไม่มีก๊าซหลงเหลือแล้วให้ลึกลงไปไม่น้อยกว่า 1 กิโลเมตร ขณะนี้มีแนวคิดที่น่าสนใจมากที่สุดคือการอัดคาร์บอนลงไปใต้ทะเลลึกซึ่งมีความดันมหาศาลจะช่วยให้คาร์บอนคงตัวในรูปของเหลวที่จมอยู่ใต้ทะเล มีการคำนวณกันคร่าวๆว่าจะช่วยให้คาร์บอนคงตัวอยู่ใต้ทะเลเป็นเวลานานกว่าพันปี ระยะเวลาขนาดนั้นน่าจะช่วยโลกของเรารักษาสมดุลของคาร์บอนในบรรยากาศได้มากทีเดียว

(3) การปลูกป่าในทะเล

   ไม่ใช่การนำต้นไม้ไปปลูกในทะเลแต่อย่างใด แต่เป็นการเปรียบเปรยให้เห็นภาพว่าทะเลก็มีศักยภาพที่จะช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ไม่แพ้จากการที่ต้นไม้ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อนำไปใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงเลย เพราะในท้องทะเลอุดมไปด้วยสิ่งมีชีวิตจำพวกแพล็งตอนซึ่งมีกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงเช่นเดียวกับพืช ตัวแพล็งตอนเองก็เป็นอาหารของสัตว์ทะเลหลายชนิด เป็นเหมือน ผู้ผลิตแห่งของทะเล ส่วนแพล็งตอนที่ตายแล้วก็จะจมลงสู่ใต้ท้องทะเลในสภาพที่ดูดซับคาร์บอนไว้เต็มที่และถูกฝังอยู่ใต้ทะเลลึกตราบนานเท่านาน

   การที่จะใช้แพล็งตอนปริมาณมหาศาลเพื่อช่วยดูดซับคาร์บอนนั้น มีการวิจัยแล้วว่าแพล็งตอนจะเจริญเติบโตได้ดีเมื่อมีความเข้มข้นของไอออนโลหะพวกเหล็กในน้ำทะเล ดังนั้นหากมีการนำสารละลายจำพวกเหล็กออกไซด์ไปปล่อยลงทะเลในปริมาณพอเหมาะจะกระตุ้นให้แพล็งตอนเติบโตได้ดีจนช่วยดูดซับคาร์บอนได้มาก ลองจินตนาการถึงแพล็งตอนปริมาณมหาศาลจากมหาสมุทรทั่วโลกดูดซับคาร์บอนพร้อมๆกันว่าจะช่วยลดปริมาณคาร์บอนส่วนเกินในบรรยากาศโลกได้ขนาดไหน ถึงขนาดเคยมีผู้เชี่ยวชาญทางสมุทรศาสตร์นามว่า จอห์น มาร์ติน เคยกล่าวไว้ในช่วงทศวรรษที่80ว่า คุณสามารถใช้สารละลายเหล็กออกไซด์เพียงครึ่งถังเพื่อพาโลกไปสู่ยุคน้ำแข็งอีกครั้ง คำกล่าวท้าทายเพียงสั้นๆเมื่อกว่า20ปีก่อน ส่งผลให้เกิดทฤษฎีปลูกป่าในทะเลขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งเหลือเพียงแค่การคำนวณปริมาตรที่ถูกต้องของ สารละลายเหล็กออกไซด์ครึ่งถังดังกล่าว ว่าเป็นปริมาตรเท่าไหร่กันแน่

effects

   (4) การกางร่มให้โลก

   ฟังดูเผินๆอาจคล้ายกับวิธีการห่มผ้าให้โลก แต่แท้จริงแล้ววิธีการกางร่มให้โลกนั้นไม่เสี่ยงต่อการใช้สารพิษอย่างซัลเฟอร์ไดออกไซด์ดังที่วิธีห่มผ้าให้โลกใช้งาน แต่หากจะพูดกันตามความสัตย์จริงแล้ว วิธีนี้มีความเป็นไปได้ไม่มากเท่าวิธีแรก แต่หากทำได้จริงล่ะก็จะช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนได้แน่นอน100% ดังที่นักดาราศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยอริโซน่านามว่า โรเจอร์ แองเจิ้ล ได้ทำการวิจัยแล้วว่าหากเราป้องกันแสงอาทิตย์ที่ส่องมายังพื้นโลกให้ลงลดได้เพียง2%จากปริมาณเดิม ก็จะช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนได้แน่นอน ปัญหาคือเราต้องการแผ่นกระจกสะท้อนแสงอาทิตย์ขนาดประมาณหนึ่งฟุตจำนวนมหาศาลกว่า 16 ล้านล้านชิ้น ส่งขึ้นไปโคจรนอกโลกที่ระยะห่างจากผิวโลกกว่าหนึ่งล้านห้าแสนกิโลเมตร ซึ่งโครงการยักษ์ขนาดนี้ต้องใช้เงินทุนมากกว่าล้านล้านเหรียญสหรัฐและกินระยะเวลาดำเนินการมากกว่า 3 ทศวรรษ พูดกันตามตรงแล้วแม้จะเป็นวิธีที่แก้ปัญหาได้แน่นอน แต่ก็เรียกร้องเวลาและเงินทุนมากเกินกว่าที่จะเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้

spacemirror

   (5) การสร้างกลุ่มเมฆคลุมโลก

   ถ้าจะว่ากันถึงวิธีแก้ปัญหาโลกร้อนด้วยการวิศวกรรมดาวเคราะห์ทั้งหมดที่ได้กล่าวมา วิธีนี้อาจจะเรียกได้ว่ามีความเป็นไปได้มากที่สุดและสามารถแพร่หลายได้ง่ายที่สุด เพราะทฤษฎีสร้างกลุ่มเมฆคลุมโลกของ ศาสตราจารย์ จอห์น ลาธาม จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ เป็นการสร้างกลุ่มเมฆบางๆขึ้นเหนือผิวโลกในระดับความสูงและระดับความหนาแน่นที่จะไม่ควบแน่นกลับมาเป็นฝน กลุ่มเมฆดังกล่าวมีคุณสมบัติช่วยสะท้อนแสงอาทิตย์กลับออกไปนอกบรรยากาศโลกได้คล้ายคลึงกับกลุ่มเมฆเหนือบริเวณป่าดงดิบในหลายพื้นที่ของโลก

   จากการวิจัยของศาสตราจารย์คนดังได้ทำการออกแบบเรือสำหรับพ่นละอองน้ำทะเลขึ้นไปเหนือผิวโลก โดยเรือดังกล่าวเคลื่อนที่ได้ด้วยพลังงานลมโดยไม่ต้องมีมนุษย์บังคับ แต่สามารถสั่งการได้จากระยะไกลเหมือนเรือบังคับวิทยุ โดยอาศัยข้อมูลจากดาวเทียมตรวจสอบได้ว่าบริเวณไหนของโลกที่มีปริมาณกลุ่มเมฆมากเกินไปซึ่งจะส่งผลให้อุณหภูมิโลกช่วงนั้นต่ำเกิน จะสั่งการให้เรือดังกล่าวตัดการทำงานพ่นละอองน้ำทะเลทันที จากผลวิจัยระบุไว้ว่าเราสามารถใช้เรือกำเนิดเมฆเพียง 1,000 ลำก็สามารถช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยหนึ่งในผลพลอยได้จากโครงการนี้คือการลดความรุนแรงของพายุจากทะเลที่พัดพาขึ้นฝั่ง โดยการคำนวณจากคอมพิวเตอร์ถึงอุณหภูมิและความชื้นบริเวณที่เกิดพายุ รวมไปถึงอัตราการระเหยของน้ำในบริเวณนั้น เพื่อใช้เรือกำเนิดเมฆเข้าทำการดัดแปลงทิศทางการเคลื่อนที่หรือลดความแรงของพายุดังกล่าวลง

CloudMaker

   จากทฤษฎีมากมายที่มีการคิดค้นขึ้นมาเพื่อหาหนทางเยียวยาปัญหาโลกร้อน หลายต่อหลายวิธีอาจดูเพ้อฝันและยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก ไม่ว่าจะการสร้างโดมครอบเมืองเพื่อควบคุมสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการอยู่อาศัย หรือแม้แต่การดัดแปลงพันธุกรรมพืชให้สามารถโตในทะเลทรายได้ เชื่อเหลือเกินว่า ณ วินาทีนี้ผู้เชี่ยวชาญและนักวิทยาศาสตร์ในทุกสาขากำลังทุ่มเทอย่างหนักเพื่อแก้สมการที่ว่า ทำอย่างไรให้โลกไม่ร้อนด้วยตัวแปรมากมายที่จะนำมาแทนค่าในสมการใหญ่ยักษ์ที่ส่งผลกระทบต่อความอยู่รอดของมนุษย์ โดยเฉพาะตัวแปรที่น่าจะเป็นความหวังเล็กๆดั่งแสงริบหรี่ที่ปลายอุโมงค์มืดมนอย่าง วิศวกรรมดาวเคราะห์ ไม่ใช่เพราะมันเป็นการสนองตอบความต้องการของใครหรือต้องการพิสูจน์ทฤษฎีไหนๆ แต่เพื่อช่วยรักษาดาวเคราะห์ที่เป็นดั่งอัญมณีแห่งสุริยะจักรวาลดวงนี้ไว้ชั่วลูกชั่วหลานเรา

………

Written by ljungdurst

ตุลาคม 4, 2008 ที่ 13:40

19 Responses

Subscribe to comments with RSS.

  1. สงสัยนิดนึง  จำได้ว่า สนธิสัญญาโตเกียวนี่เป็นหมัน เพราะอเมริกาไม่ลงนามในสนธิสัญญานี่ครับ อืมหรือมีอะไรที่ผมจำข้อมูลคลาดเคลื่อนหว่า
     
    เกี่ยวกับบทความ เป็นบทความที่ให้ความรู้ได้ดีเยี่ยมเลยครับ ทุกเรื่องที่อ่านมาไม่เคยรู้มาก่อนเลยจริงๆ เยี่ยมมากๆเลยครับโจ้
     
    และอีกอย่างภาษาก้โอเคนี่ ไหงอาจารย์มองว่าไม่เหมาะสม หรือบทความวิชาการจำเป็นต้องใช้ภาษาวิชาการถึงจะขลังเหรอ?
     
     
     

    กานดา

    ตุลาคม 4, 2008 at 13:57

  2.  อึ้งเลยพี่น้อง…..วิฃาการโคด ๆ 5555 อ่านไปมึนไป
     
    ร่วมรักษ์โลกครับ ^^
     

    AshirA

    ตุลาคม 4, 2008 at 14:02

  3. โห .. วันนี้วิชาการล้วนๆๆ ครับท่าน
     
    คุณว่า .. วิทยาการทั้งหลายเหล่านี้ จะช่วยโลกได้มั้ย
     
    ปล. มีใครฝากบอกทางโลกตะวันออก (โดยเฉพาะมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ ที่มีปัญหากับสภาคองเกรซ)หน่อยมั้ย ว่าไอ้ที่พวกคุณทำน่ะ มันกระทบไปทั้งโลกกก เมื่อไหร่จะตาสว่างเสียที

    Ong..

    ตุลาคม 4, 2008 at 14:32

  4. ปล สงสัย ;-
     
    ปล ที่ 2 อาจารย์ อยากได้ภาษาแบบไหนเหรอ เอาแบบละเมียดกว่านี้เหรอ
    ปล ที่ 3 แล้วดราฟที่สอง และ สาม ยังเป็นเรื่องเดิมนี้หรือเปล่า  

    Ong..

    ตุลาคม 4, 2008 at 14:35

  5. โอ้มายก๊อด วิชาการมากๆ เคอะ แต่ชอบนะเนี่ยเป็นเรื่องที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลย ขอบคุณงานชิ้นนี้ที่ช่วยให้พวกเรารู้อะไรมากขึ้น
    จะได้หันมาสนใจโลกกันมากขึ้นด้วย ช่วยกันวันนี้นักวิทยาศาสตร์จะได้ไม่ต้องลำบากภายภาคหน้า 555
    วิศวกรรมดาวเคราะห์เมื่องไทยมีสอนมะ เผื่อจะมีใครสร้างดาวนาบูกับดาวนาเม็กให้ซักดวงสองดวง หุหุ

    Reeja

    ตุลาคม 4, 2008 at 15:23

  6. มายอมรับว่าไม่ได้อ่านแบบskanningแต่ก็Global worming ด้วยคนนะจ๊ะ

    134340

    ตุลาคม 4, 2008 at 15:33

  7. ยาวขนาดนี้หนูขอแปะไว้ก่อนนะคะเฮีย
     

    ทราย ณ

    ตุลาคม 4, 2008 at 19:03

  8. ภาษาวิชาการ(เหมือนไม่ใช่มึง)กูรู้ทำไมมึงต้องทำแบบนี้ TT
     
    เพียงแค่เราเริ่มลงมือทำ อย่าไปมัวคิดว่าทำไปแล้วได้ไร ทำไปแล้วกูก็แค่จุดๆนึง ไม่มีผลไรหรอก
    ทุกๆวันนี้กูก็พยายามทำเหมือนกันนะ เก็บขวดแยกจากขยะ (แล้วจะเอาไปขาย…ได้อย่างเยอะแล้ว แต่ไม่ได้เอาไปขายซะที)
    ไป7ก็ไม่เอาถุงถ้าของน้อยพอถือได้
    พยายามพวกกระเป๋า มีอะไรจะได้ไม่ต้องขอถุงเขา
     
    ถ้าเป็นวิศวกรรมดาวเคระห์พวกนี้ ดูเหมือนมันจะไกลไปนะ
    แต่แค่เริ่มคิดก็ดีถมแล้ว
     
    ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่จะช่วยกันรักษ์โลก
    ป.ล. กลับมาเขียนแบบมึงอีก จะรออ่าน
    ป.ล.2 นอล…..555+

    Kengio

    ตุลาคม 4, 2008 at 23:32

  9. กานดา หน้ามึน
    ตอบ..ไม่ได้เป็นหมันนะครับ แค่มันไม่ได้ผลสูงสุด เพราะประเทศอเมริกาปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศมากที่สุดในโลกครับ แต่เสือกไม่ยอมเซ็นสนธิสัญญาเกียวโต เพราะอ้างว่าไม่มีผลวิจัยตัวไหนบ่งชี้ว่าโลกร้อนเกิดจากฝีมือมนุษย์ (ชาติชั่ว หน้าด้าน และแกล้งโง่ ครับ)
     JasoN_BournE
    ตอบ..รักษ์ด้วยคนครับ
     (¯`·Ong·´¯)
    ตอบ..ตอบตามตรงผมว่าช่วยโลกได้ แต่ไม่รู้จะมีผลกระทบอะไรรุนแรงรึเปล่า อย่าลืมว่ามนุษย์เรามันแค่ธุลีดาวที่หมายจะท้าทายจักรวาล (ส่วนเรื่องงาน อันนี้ดราฟต์สองครับ ซึ่งก็ตัดจบเอาส่งละ ไม่ชอบแก้บ่อยๆ ส่วนตัวผมเชื่อมั่นในการดราฟต์น้อยๆแต่ตั้งใจเขียน มากกว่าจะมาทำหลายดราฟต์ ซึ่งผมก็รู้นะว่ามันไม่ค่อยดี แต่ชอบทำแบบนี้นี่หน่า)
     
    Reeja
    ตอบ..เมืองไทยเพิ่งมีการตื่นตัวเรื่องนี้ไม่นานเองครับ (ตื่นตัวแบบเงียบด้วย เพราะสินค้ามันเอาคำว่า วิศวกรรมดาวเคราะห์ไปเล่นเป็นจุดขายไม่ได้ ไม่เหมือนพวก I’m not Plastic Bag ไรเทือกนั้น)
     มานี_มีนา
    ตอบ..กลั้นใจอ่านนิดนึงก็ดีนะครับ มีอะไรแปลกๆที่เราไม่เคยคิดว่าจะมีอยู่เยอะเหมือนกัน
     εїз ซ.ซาย εїз
    ตอบ..กลับมาอ่านไวๆน้องสาว
     ~KeNgiO~
    ตอบ..กูไม่ค่อยปิดคอมพ์ว่ะ เปิดโหลดบิท รู้ว่าไม่ดี แต่หลายอย่างที่กูโหลด แม่งหาซื้อไม่ได้จริงจัง แล้วก็ประหยัดค่าใช้จ่ายของแม่ด้วย แม่มีเงินเก็บมากขึ้น ก็น่าจะพอช่วยโลกร้อนได้ หรอวะ???? (เอาน่า กูว่าเกี่ยว  555)

    Piyapong

    ตุลาคม 5, 2008 at 07:03

  10. ผู้มีความรูดีเป็นผู้เจริญ
    เด็กชายปิยะพงษ์ เก่งจังเยย 
     
    กว่าจะอานจบเล่นเอาปวดลูกตา อ่านแบบไม่ค่อยมีสมาธิด้วย
    ซอรี่นะ
    ไว้จะให้เวลากะหัวข้อนี้ให้มากๆ เมื่อหายเบลอ
     
    หู้ยยยยยยยยยอู้ย

    tean

    ตุลาคม 5, 2008 at 13:23

  11. ผมก้เปนคนหนึ่งที่อยากจะช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนด้วยเช่นกันทั้งไม่เอาถุงพลาสติกเวลาไปซื้อของรวมไปถึงการปลูกต้นไม้ผมเคยปลูกต้นลั่นทมที่บ้านต่างจังหวัดพอมันเริ่มเติบโตผลิดอกใบสวยงามแม่ของผมก้จัดการถอนมันทิ้งจนเกือบหมดด้วยเหนว่าเปนต้นไม้ไม่มงคลตอนนี้ไม่เหลือซักต้น แต่หากมีโอกาสผมก้ชอบที่จะปลูกต้นไม้เปนการช่วยแก้ปัญหาใน scale เลกๆที่อยากให้ทุกคนช่วยกันโดยไม่ต้องคำนวณว่าจะปลูกกี่ต้นหรือต้นอะไรดี

    Odalisque

    ตุลาคม 6, 2008 at 05:07

  12. ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นหมันน่ะครับโจ้ (หมายถึงสนธิสัญญาน่ะครับไม่ใช่ผม)
     
    ส่วนคำกล่าวอ้างของพี่เบิ้มอเมริกานี่ช่างน่าเตะจริงๆ ทำไม๊ช่างหน้าด้านเยี่ยงนี่
     
    จ้างบิน ลาเดน เล่นอีกสักทีดีไหม  

    กานดา

    ตุลาคม 6, 2008 at 05:59

  13. ถ้าไม่มีอเมริกาซักประเทศ คงช่วยลดโลกร้อนได้เยอะ 55
    อ่านแล้วได้รู้อะไรเยอะเลย “วิศวกรรมดาวเคราะห์”  อาจจะยังยากที่จะทำ
    ตอนนี้ก็ช่วยๆกันใช้ใบตองไปก่อนนะ 55

    miminokjib

    ตุลาคม 6, 2008 at 06:35

  14. คงแก้ปันหานี้ได้ยากแล้วล่ะ
    มันร้อนขึ้นทุกวัน

    p i i m.

    ตุลาคม 6, 2008 at 11:41

  15. เป็นบทความที่ดีมากครับ ขอบคุณจริงๆ
    มีวิธีที่น่าสนใจหลายๆอย่าง และรู้สึกว่าน่าจะเอามาปรับใช้กับสถาปัตยกรรมได้ด้วย
    เห็นด้วยว่า สถาปัตยกรรมลดโลกร้อนตอนนี้เป็นแค่การปฐมพยาบาล เท่านั้น
    ว่าแต่อยากรู้ว่าหาเนื้อหามาจากไหนบ้าง จะได้ไปหาอ่านบ้าง
    สนใจจริงๆ

    Joe

    ตุลาคม 6, 2008 at 15:30

  16. odalisque
    ตอบ..ผมปลูกต้นไม้ แต่ถอนทิ้งไปแล้ว (เพราะมันเป็นต้นปุ๊น)
     
    กานดา หน้ามึน
    ตอบ..นึกว่าแซมเป็นหมันซะอีก 55
     
    MiMiNokJib
    ตอบ..ยากที่จะทำจริงๆรึเปล่าบอกไม่ถูกเหมือนกันครับ
     Piim *
    ตอบ..แก้ได้นะ จริงๆ อยู่ที่ว่าเราไม่ค่อยสนใจกัน เพราะคิดว่าอีกนานกว่าโลกจะล่มสลาย ทั้งๆที่จริงๆเราน่าจะได้เห็นในช่วงชีวิตเรานี่แหละ
     Joe Jaa
    ตอบ..ก็สนใจด้านนี้มาพักนึงแล้วครับ เห็นมีบล็อคคนไทยคนนึงเขียนถึงอยู่ ลองเสิชดูเลยครับ ผมก็ก็อปๆลอกๆมาเล่าให้กันฟังอีกที(และส่งอาจารย์ แหะๆ)

    Piyapong

    ตุลาคม 6, 2008 at 20:53

  17.  
      ทำไมเสปชของบุคคลผู้ต้องสงสัย…ถึงโหลดนาน
     
      เมื่อคราวที่แล้วที่พี่เข้ามา โหลดเข้าไม่ได้ เลยวันนี้เข้ามาอ่านเอนทรี่นี้ย้อนหลังที่ค้างคา…
     
      อ่านแล้ว ..ขอบคุณที่สรรสาระ มีมาฝาก แด่ มนุษย์ที่แสนพิเศษคนพิเศษในทางสร้างสรรค์และทำลาย

    เมฆน้อย

    ตุลาคม 7, 2008 at 07:07

  18.  
      ทำไมเสปชของบุคคลผู้ต้องสงสัย…ถึงโหลดนาน
     
      เมื่อคราวที่แล้วที่พี่เข้ามา โหลดเข้าไม่ได้ เลยวันนี้เข้ามาอ่านเอนทรี่นี้ย้อนหลังที่ค้างคา…
     
      อ่านแล้ว ..ขอบคุณที่สรรสาระ มีมาฝาก แด่ มนุษย์ที่แสนพิเศษคนพิเศษในทางสร้างสรรค์และทำลาย

    เมฆน้อย

    ตุลาคม 7, 2008 at 07:08

  19. ดีใจที่มีคนอ่านครับ

    Piyapong

    ตุลาคม 8, 2008 at 11:37


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: