WE LIVE BECAUSE THERE'S LOVE

movie music magic football

คนขับแท็กซี่ในประเทศสารขันธ์

with 20 comments


   พี่น้องเอ้ย มารับเงินเบี้ยเลี้ยง

   เสียงหัวคะแนนประกาศเรียกฝูงชนคนเสื้อแดงมารับเงินคนละสองร้อยบาท ทั้งๆที่ผู้สั่งจ่ายระบุว่าให้หัวละพัน สำหรับค่าจ้างให้ทำลายประเทศที่พวกเราอาศัยอยู่อย่างร่มเย็นมาช้านาน

   เหล่าสหายเสื้อแดงได้รับเงินสองร้อยบาทก็พลอยหน้าชื่นตาบาน คิดถึงสุรายาเมานารีกีฬาบัตร หากแต่คนขับแท็กซี่หนุ่มผู้หนึ่ง พลันฉุกคิดว่า ทำไมคนอีกกลุ่มที่ใส่เสื้อเหลืองถึงไม่เข้ามารับเศษเงินเหมือนตนเอง

   "เอ.. ทำไมล่ะ พวกเขาถึงไม่คิดแบบเรา, อืม.. ทำไมพวกเขาไปตากแดด ตากฝนเกือบสองร้อยวัน โดนรัฐบาลชุดนั้นกลั่นแกล้ง กระทั่งทำรุนแรง ทั้งไล่ทุบตี ขว้างปาระเบิดใส่ เงินก็ไม่ได้ ต้องเสียเงินเอง แถมยังต้องมาบาดเจ็บพิกลพิการล้มตายอีก"

   เขาคิดอยู่ในใจขณะเข้าแถวไปรับเงิน เพื่อเข้าคอกนั่งฟังโฟนอินตามปกติ

   "พี่น้องครับ ผมมาพูดในวันนี้ ผมมาเพื่อทวงประชาธิปไตยกลับคืนมา ผมไม่ต้องการให้คนไทย ถูกปกครองด้วยระบอบอำมาตยาธิปไตย"

   เสียงเห่าหอนที่คุ้นเคย กับมุขเดิมๆลอยแว่วเข้าปะทะโสตประสาทชายหนุ่ม เสียงร้องเฮๆชอบอกชอบใจของเหล่าสหายเสื้อแดงดังประสานเสียงขึ้นพร้อมกัน

   เขานึกแปลกใจตนเอง ที่วันนี้ตนไม่ยักอยากเปล่งเสียงอย่างเหล่าสหายรอบกาย แต่กลับรู้สึกคิดถึงบ้านอย่างจับใจ

   "เมื่อก่อน บ้านเราร่มเย็น สุขสบายใจ ถึงมีเงินน้อยเราก็อยู่กันได้ เรามีที่นาให้เราไถทำกิน แต่วันนี้ ที่เราต้องออกไปรับจ้างไถนาให้คนอื่นๆ ทำนาจนหมดแรง แต่ก็ไม่ได้รวยขึ้นมา แถมเงินที่ได้จากการขายนาของเราก็หมดไป ทำไมเรานึกว่าเราได้เงินมากๆแล้วเราจะมีความสุข"

   ชายหนุ่มนั่งนิ่งคิดอยู่ในใจ

   "เราจะต้องให้องคมนตรีทั้งสามลาออก" เสียงที่ฟังเหมือนเสียงปิศาจดังขึ้นอีกครั้ง

   เขาหันไปมองตามเสียง ชายคนที่กล่าวคำอุจาดเมื่อครู่ วันนี้ทำไมยิ่งมองยิ่งน่าเกลียด ตัวดำกร้านน่าคลื่นไส้ อ้วนลงพุง ตาโปน คอสั้น ท่าทางเหมือนอึ่งอ่างคางคกเน่าหนอนน่าทุเรศกำลังแลบลิ้นหาแมลงชั้นต่ำกิน

   "เราจะเอาประชาธิปไตยกลับคืนมา" คางคกดำตะโกนต่อ

   ชายหนุ่มนึกถึงองคมนตรีทั้งสาม พลันนึกย้อนวันเวลาที่เขายังเป็นเด็ก หนึ่งในองคมนตรีที่คางคกโสโครกจาบจ้วงถึงนั้น เคยเป็นนายกของประเทศสารขันธ์มาก่อน ในยุคที่เขาดำรงตำแหน่ง บ้านเมืองสงบร่มเย็น ชีวิตในวัยเด็กของเขาไม่เคยมีเรื่องร้อนใจ ต่างกับวันนี้ วันที่เขาเติบโตขึ้นมากจากเมื่อสิบปีก่อน

   "ผมจะทำให้คนไทยหายจน" เสียงที่เหมือนซาตานกระหายเงินดังแว่วในจิตสำนึก เขานั่งทบทวนดูว่าวันคืนที่ผ่านมาในช่วงสิบปีเกิดอะไรขึ้นกับเขาบ้าง

   เขานึกถึงวันที่ซาตานตัวนั้นบอกให้เขาขายนา ที่ดินผืนเดียวที่พ่อแม่เก็บไว้ให้เขาเป็นที่ทำกินสุดท้ายในชีวิต เพื่อแปลงสินทรัพย์เป็นทุนเพื่อทำธุรกิจ เขาขายที่นาให้ชายคนที่อ้างว่าเป็นตัวแทนประชาชนจากพรรคที่เจ้าของเสียงซาตานตนนั้นเป็นหัวหน้าในราคาที่เขาคิดว่าดี

   เพียงเพื่อจะได้รับรู้ภายหลังว่าที่ดินสิบไร่ในราคาแสนบาทถ้วนต่อไร่ ถูกขายเปลี่ยนมือในราคาร่วมแปดแสนบาทต่อไร่ แต่เขาไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าการได้ถอยมอเตอร์ไซค์คันงาม มีเงินซื้อมือถือจากบริษัทที่เจ้าของเสียงซาตานหน้าเหลี่ยมเป็นเจ้าของ

   เขามีเงินติดตัวหลายแสนบาท นึกขอบคุณชายหน้าเหลี่ยมที่บอกให้เขาขายที่ดินเพื่อเอาเงินมาใช้จ่าย

   แต่ไม่นาน เงินก้อนที่เขาคิดว่ามากที่สุดในชีวิต กลับหดเล็กลงอย่างรวดเร็ว เขามองสิ่งของเครื่องประดับที่ครอบครัวชายหน้าเหลี่ยมเสียงซาตานนั้นใช้ แล้วพยายามทำตัวเลียนแบบครอบครัวหน้าเหลี่ยมครอบครัวนั้น

   ไม่ถึงสี่ปี เงินสี่แสนบาทก็เกือบหมด เขาจำได้ว่าเขาเริ่มออกไปเช่านาคนอื่นทำ ซึ่งที่ดินผืนนั้นแท้จริงเคยเป็นของเขามาก่อน แต่ความเคยชินในการใช้เงินอย่างเดียว ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกเหนื่อยกับการทำไร่ไถนา เขาเพียงคิดอยากใช้ชีวิตที่สบายๆไปเรื่อยๆ

   เขาจึงตัดสินใจเข้ามาหากินในกรุงเทพฯ เริ่มหัดขับรถและได้งานเช่ารถแท็กซี่ขับ ใหม่ๆเขาก็มืดแปดด้านไม่รู้จะทำอย่างไรดีกับชีวิตในเมืองหลวง เงินที่ได้มาวันละสามสี่ร้อยก็เอาไปซื้อเหล้ากินแก้คิดถึงท้องนา คิดถึงสายลมและแสงแดดที่บ้านเกิด

   สามปีที่เขาขับแท็กซี่หากินในเมืองหลวง มีสิ่งต่างๆเกิดขึ้นมากมาย

   ชายหน้าเหลี่ยมที่เคยยุให้เขาขายที่นา ที่เคยบอกว่าจะทำให้เขาหายจน ถูกคนกลุ่มหนึ่งขับไล่จนพ้นตำแหน่ง ต่อมาไม่นานชายคนนั้นถูกตั้งข้อหาทุจริต ต้องโทษจำคุกสองปี แต่กลับหนีศาล ไม่ยอมเข้าคุก

   เขาไม่ค่อยรู้เรื่องชายหน้าเหลี่ยมเท่าไหร่ รู้แต่ว่าการขายที่ดินตามคำบอกของชายหน้าเหลี่ยมทำให้เขามีเงินใช้

   วันนี้ หัวหน้าคุมคิวแท็กซี่บอกว่าไม่ต้องไปขับรถ ให้มารับเงินที่หน้าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เขาก็มาตามคำบอก มาพร้อมกับใครอีกหลายๆคนดังเช่นที่เคยมาหลายครั้งในช่วงสามสี่เดือนหลังมานี้

   แต่วินาทีนี้ ความรู้สึกของเขาเปลี่ยนไป เขาเริ่มรู้สึกว่าบรรดาฝูงชนเสื้อแดงที่รายล้อมรอบตัว หมักหมมไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง ความเคียดแค้นที่เกิดขึ้นจากความไม่รู้ ความโง่เขลา และความหื่นกระหายต่อกลิ่นสาบของเศษเงินตรงหน้า กลิ่นสาบที่ทำให้ชายหนุ่มสะอิดสะเอียนแทบคลั่ง

   เขากระหวัดนึกถึงวันที่ยังอยู่กับพ่อแม่ เขาเคยกราบไหว้ชายคนหนึ่ง ชายคนนั้นเป็นคนที่พ่อแม่ของเขาเรียกว่า ในหลวง พ่อแห่งแผ่นดิน

   "ท่านเคยมาที่นี่ ที่ตำบลของเรา ท่านนำความสุขมาให้ ท่านนำหมอมาให้ ท่านนำความรู้ในการทำกินมาให้" พ่อเล่า

   "เมื่อก่อนที่ดินของเราแห้งแล้ง พ่อแม่แทบอดตาย แต่ท่านสอนให้เราทำบ่อน้ำ ให้เราทำปุ๋ยใช้ ให้เราเลี้ยงตัวเอง พ่อกับแม่เลยเลี้ยงเอ็งมาได้ เอ็งเลยได้กินดีทุกวัน" แม่เสริม

   "องคมนตรีต้องลาออก!" เสียงตะโกนจากบนเวทีดังขึ้นอีก เขาหันไปมอง พลางนึกถึงวันที่เคยเรียนประถมที่บ้านเกิด

   "นักเรียนรู้มั้ยว่า องคมนตรี คือบุคคลที่พระเจ้าอยู่หัวทรงแต่งตั้งเพื่อเป็นที่ปรึกษาและทำงานให้พระองค์ ต้องเป็นคนดีจริงๆ ท่านถึงแต่งตั้ง ต้องเป็นคนที่ท่านไว้วางใจ"

   "ป๋า…ออกไปๆๆ" ฝูงชนที่มืดบอดตะโกนเสียงกึกก้อง ฟังคล้ายเสียงกรีดร้องหวีดหวิวของเหล่าปิศาจในนรก

   ชายหนุ่มเหมือนตกอยู่ในภวังค์ ภาพต่างๆลอยกลับมาในห้วงคำนึงอีกครั้ง

   ที่นาที่อุดมสมบูรณ์ ทำกินไม่มีหมด มันไม่ใช่ของเขาแล้ว ที่ดินซึ่งอุดมสมบูรณ์เพราะการที่พ่อแม่เขาทำตามคำสอนของคนในรูปที่ครอบครัวกราบไหว้ทุกวันก็ไม่มีแล้ว สมบัติของเขาหมดไปแล้ว

   ชายหนุ่มน้ำตาซึม แต่รู้สึกเบาหัวขึ้นอย่างบอกไม่ถูก ความมืดหม่นในใจพลันสว่าง ม่านหมอกเงินตราที่เคยหนาทึบบังตาค่อยๆจางหายไป

   เขาคิดถึงพ่อ คิดถึงแม่ คิดถึงบ้าน

   เสียงประกาศบนเวทีที่มีสภาพเหมือนนรกยังดังกระหึ่มกระแทกสองหูไม่หยุด มีคางคกตัวดำกร้านท่าทางอุบาทว์ลูกตากำลังส่งเสียงเห่าหอนให้บุกเข้าบ้านองคมนตรีดังเป็นระยะๆ

   เขาก้มลงมองมือตนเอง มือที่ถือ ตีนตบพลันทิ้งมันลงกับพื้นเบื้องล่าง พื้นแผ่นดินของเขา ของพวกเราทุกคน แผ่นดินที่มีในหลวงปกครองด้วยความร่มเย็นมาช้านาน มืออีกข้างยังกุมดาบแน่น ดาบที่ผู้ชักจูงเขามาสู่การชุมนุมหนนี้มอบให้กับเขาเมื่อตอนรับเงินค่าหัวคิว

   เขาเริ่มรู้สึกเคียดแค้นชิงชังคางคกจากนรกบนเวทีจนมิอาจทนอยู่ได้ เขาค่อยๆพาตัวเองเลียบเลาะไปตามฝูงชนกระหายเงินตราไปสู่เบื้องหน้าเวที ตรงสู่ต้นเสียงน่าชิงชังนั่น

   หากวันใดเราเลือกที่จะนิ่งเฉยต่อความต่ำทราม เมื่อนั้นปิศาจจากนรกจักปกครองแผ่นดิน

   ชายหนุ่มพาตัวเองแหวกการ์ดชุดแดงขึ้นสู่เวทีตรงหน้า

   โดยมิทันรู้ตัว ดาบในมือก็เปื้อนเลือด..

 

**คัดลอกและดัดแปลงจาก "เจ"

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000041090&CommentPage=2&#Comment

(ขอบคุณคุณเจสำหรับคอมเมนท์สุดเจ๋งในเวบผู้จัดการ ผมขออนุญาตนำมาเผยแพร่และดัดแปลงเล็กน้อยเพื่อความเหมาะสมนะครับ)

Written by ljungdurst

เมษายน 10, 2009 ที่ 20:57

20 Responses

Subscribe to comments with RSS.

  1. แบ่งแยก

    Vanilla

    เมษายน 10, 2009 at 21:51

  2. ไม่เอาการเมือง..ขอบายเอนทรี่นี้นะคะอ่านแล้ว….สงสารประเทศ

    Puii

    เมษายน 10, 2009 at 21:52

  3. ดำเข้ากระดูก แดงอย่ามาปน.

    Petite

    เมษายน 11, 2009 at 01:34

  4. แช่งมันทุกวันอยากให้มันตายทั้งเป็นอย่างช้าๆๆๆลิ้มรสที่มันกระหาย ลิ้มรสที่มันทำ ให้ไฟในใจมันเผาผลาญใจมันเอง อย่างช้าๆๆๆ

    Especially for you

    เมษายน 11, 2009 at 01:58

  5. -.-ซะงั้นเลยนะแต่เกลียด Taxi เหมือนกันหล่ะ ขับรถ…. จริงๆ

    Invisible

    เมษายน 11, 2009 at 02:17

  6. การเมือง..เหมือนใกล้ แต่ ไกลตัวชะมัด

    Le temps

    เมษายน 11, 2009 at 03:54

  7. อยากให้กลุ่มคนไทยที่ยังดวงตามืดมิด ไปรับเศษเงินของคนขายชาติ ร่วมกันชุมนุมเรียกร้อง เพื่อทำลายประเทศชาติ ได้ตาสว่าง มองเห็น และคิดได้แบบนี้กันทุกคนจัง จะได้ไม่ตกเป็นเครื่องมือทำลายประเทศชาติของคนเลว ขายชาติเยี่ยงนี้ประเทศของเราจะได้สงบ ร่มเย็น เป็นปกติสักที

    Panisara

    เมษายน 11, 2009 at 05:39

  8. ความขัดแย้งไม่ทำให้อะไรดี มีแต่เสียกับเสียไม่รู้เมื่อไหร่ประเทศจะได้สงบซะทีเนอะเบื่อไอ้เหลี่ยมฟร่ะ

    Reeja

    เมษายน 12, 2009 at 01:11

  9. ตอนนี้ เวลาคนพูดเรื่องการเมือง มันเหมือนจะทำให้คนที่คิดไม่เหมือนกันทะเลาะกันได้ง่ายๆแต่….ตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ช่วงที่การเมืองก็เป็นปกติของมัน เราก็ยังพอจะได้ยินคำสอนว่า อย่าพูดเรื่องการเมือง ศาสนา อะไรทำนองนั้นอยู่ดีถ้าอยากให้มันเป็นประชาธิปไตยจริง อย่างที่ทุกฝ่ายเรียกร้อง อย่างที่มีคนฝืนให้มันเป็นตั้งแต่ 2475 ก็อย่าทะเลาะกันเพราะความเห็นต่างสิฟระ(แล้วไอ้คนแสดงความเห็น ก็แสดงให้มันสมกับเป็นผู้มีการศึกษาหน่อยก็ได้ หรือถ้าไม่มีจริงๆ ก็คิดถึงมารยาทความเหมาะควรนิดนึง ไม่ใช่ไปตะโกน%#^%&$%E&%$ อะไรอยู่บนเวที)ขอโทษนะครับ เอาพื้นที่มาบ่นอะไรไม่รู้

    Borvorn

    เมษายน 12, 2009 at 03:10

  10. อื้อvv

    Le temps

    เมษายน 12, 2009 at 03:14

  11. รับรู้ข่าวอยู่บ้างเหมือนกันพูดได้คำเดียวว่า ปวดใจ (T~T)

    「POP」

    เมษายน 12, 2009 at 14:47

  12. อืม เนื้อหา มันเข้มข้นดีซึ่งในตอนนี้ ถ้าเคยลองเข้าไปใน hi5 ของคนหน้าเหลี่ยมแล้วคุณจะรู้เลยว่า มันถ่อยมาก และคนที่ผมรักถึงสองคน ก้อจมกลิ้งเกลือกอยู่ในนั้น วันๆมีแต่การด่าทอด้วย วาจาหยาบช้า เหมือนพวกไร้การศึกษาปากก็บอกเพื่อความบันเทิง แต่บันเทิง หรือ เสพย์อารมย์กันส่วนหนึ่งของเรื่องจริงในชีวิตของผม เชิญอ่านที่สเปซผมได้ครับและผมต้องขออภัย เหล่าพลพรรคสีสันต่างๆมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

    ORDIN

    เมษายน 12, 2009 at 16:47

  13. ตามน้องสุเข้ามาอ่านนี่ถ้าไม่ได้เข้ามาอ่านเห็นทีชั่วชีวิตนี้จะเสียชาติเป็นอย่างมากสวัสดีคุณเจ้าของบลอค และขออนุญาตินำลิงค์ไปวางไว้ในบลอคคือ ถูกใจตัวอักษรอ่ะคะ

    สปันทิพย์

    เมษายน 14, 2009 at 07:00

  14. อันไหนจริง หรือไม่จริง เรารู้ได้ อย่าเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น สัมผัส รส เสียง กลิ่น ทุกวันนี้ตัวผมเองไม่รู้ว่าจะเชื่ออะไรดี เพราะข้อมูลข่าวสารทุกวันนี้มีการปรุงแต่งกันอยู่มากมาย แต่ที่แน่ ๆ คนในสังคมมีความเห็นไม่ตรงกัน ถ้าจะว่ากันตามเหตุและผลจริง เราต้องยอมรับว่าทุกคนมีทั้งดีและไม่ดีปะปนกัน ไม่มีใครดีร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีใครเลวร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมคิดว่า ถ้าเราไม่เป็นเขา เราก็คงจะไม่รู้ว่ามันเป็นยังงัย… มักจะมีคนพูดให้ได้ยินบ่อย ๆ ว่า ของแบบนี้ไม่เจอกับตัว ไม่รู้หรอก เธอไม่มาเป็นชั้น เธอไม่รู้หรอก ผมอยากจะให้ข้อคิดว่า ถ้าเราเป็นเค้าเราจะรู้ดีที่สุด ว่าอะไรมันเป็นอะไร ผมอยากให้มองว่าเขาก็คนเราก็คน เอาใจเขามาใส่ใจเรา เก็บข้อมูลให้มากพอทั้งสองฝ่าย โดยปราศจาก อคติ ว่ากันด้วยเหตุด้วยผล ด้วยวิจารณญาณอันชาญฉลาดของเราเอง แล้วเราจะรู้อะไรดี ๆ อีกเยอะครับ…

    Autit

    เมษายน 14, 2009 at 20:45

  15. อื้อหือ อ่านแล้ว เห็นภาพ

    กานดา

    เมษายน 15, 2009 at 05:05

  16. หากคนส่วนมากยังกินไม่อิ่ม ยังต้องห่วงปากท้องวันต่อวันประชาธิปไตยจะเบ่งบานได้อย่างไร

    Strange Loop

    เมษายน 16, 2009 at 03:30

  17. ผมไม่ขอคอมเมนต์ตอบกลับอะไรในเอนทรี่นี้แล้วกันนะครับคิดซะว่า ไปอ่านเจอมา เลยเอามาเล่าสู่กันฟัง

    Piyapong

    เมษายน 16, 2009 at 12:42

  18. ระวังงานเขียนของเราอาจกลายเปนเครื่องมือรับใช้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยไม่รู้ตัวนะครับส่วนตัวแล้วผมยอมรับในความคิดที่แตกต่าง และการกระทำใดที่ผ่านการวิเคราะห์ด้วยปัญญาแล้วยอมรับว่าเคยไปเดินเรียกร้องอะไรอย่างนั้นเมื่อสมัยก่อน แต่ก็ไม่กี่ครั้งจนวันนี้ผมกลับมามองอะไรใหม่ มองให้ลึกลงไปกว่าข้อเท็จจริงเบื้องต้น และโมหะจริตที่ครอบงำตัวเองอยู่ก้ไม่อยากชี้นำใครหรอกนะครับ การเมืองเปนเรื่องผลประโยชน์ แค่ความคิดแตกต่างกันและแบ่งข้างการเมืองก้เกิดขึ้นตั้งแต่วันนั้นแล้วที่สำคัญการเมืองคือเรื่องปากท้องของทุกคนที่อยู่ภายใต้อำนาจรัฐซึ่งอาศัยการเมืองเปนกลไกรักษาเสถียรภาพใครที่ไม่อยากยุ่งเรื่องการเมือง การเมืองจะเข้ามาก้าวก่ายชีวิตของเขาถึงในมุ้งที่สำคัญการไม่สนใจใฝ่หาความรู้เกี่ยวกับการเมืองเท่ากับเปนการปิดตาและถีบตัวเองเข้าสู้ความล่มสลาย

    Odalisque

    เมษายน 22, 2009 at 05:08

  19. เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยครับความคิดอย่างแรกที่ผมเอาเรื่องนี้ลงเอนทรี่ (แม้จะทำให้หลายคนไม่ค่อยสบอารมณ์ก็เป็นได้)1. ผมชอบลีลาการเล่าเรื่องของต้นฉบับเดิมมากๆ เลยขออนุญาตคัดลอกและดัดแปลงบางส่วน(เพื่อความเหมาะสม) นำมาลองให้คนอื่นได้มีโอกาสอ่านบ้าง ประเด็นข้อ1นี้ ตัดเรื่องความคิดทางการเมืองออกไปก่อนเลยครับ2.ผมเห็นความต้องการสื่อความจริง หรืออย่างน้อยก็สื่อภาพระยะใกล้ที่ผม(และหลายคน)คงไม่เอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงเพื่อรับรู้ ผมคิดว่าอยากให้ทุกคนได้ลองอ่านกันดู และผมทำใจยอมรับแต่ต้นแล้วว่า ไม่ใช่ทุกคนจะเห็นด้วยและชื่นชอบเรื่องราวแบบนี้3.อันนี้การเมืองเต็มๆ ผมประณามพวกที่อ้างประชาชนแล้วทำทุกอย่างหลอกให้เราทุบตีกันเอง เพื่อประโยชน์ของตัวเอง ประเด็นนี้พูดแล้วยาว และอาจจะเคืองกันได้ ไม่พูดดีกว่านะครับ ^^

    Piyapong

    เมษายน 22, 2009 at 06:23

  20. ผมเสื้อแดง ป.โท อย่ามาดูถูกกันให้มาก ไอ้เหลืองก็ใช้เงิน หรือใครจะเถียงผม

    ป.โท

    ธันวาคม 1, 2010 at 13:08


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: