WE LIVE BECAUSE THERE'S LOVE

movie music magic football

5 ปรากฏการณ์ที่วิทยาศาสตร์ก็ไม่อาจอธิบายได้

with 33 comments


ทำไมมึงไม่ทำทีสิสวะ?
อย่าถามผมด้วยประโยคนี้นะ ผมทำอยู่ แต่ทำแล้วก็ไปเจอบทความน่าสนใจมาก ๆ ชิ้นนึง น่าสนมากเพราะเป็น 5 ปรากฏการณ์ที่วิทยาศาสตร์ก็ไม่อาจอธิบายได้ ทั้ง ๆ ที่บางเหตุการณ์ก็ผ่านการทดลองและพิสูจน์มาเนิ่นนาน มันอะไรกันนักหนากับโลกใบนี้ ทำไมมีเรื่องที่เราไม่รู้เยอะจังวะ!
ไปร่วมตื่นเต้นกับทั้ง 5 ปรากฏการณ์ที่ว่ากันเลยครับ
 
1.การอพยพย้ายถิ่นของสัตว์
 
สัตว์มากมายบนโลกนิยมอพยพย้ายถิ่นที่อยู่กันบ่อย ๆ และเดินทางเพื่อย้ายบ้านกันทีนับพันไมล์ ข้ามน้ำ ข้ามทะเล ข้ามภูเขา ข้ามป่า ข้ามไม้ ข้ามแม่งแทบทั้งโลก โดยไม่มีอุปกรณ์นำทางอย่าง GPS ซะหน่อย ทำไมพวกมันถึงไม่หลงทาง?
ไม่มีใครรู้คำตอบที่ถูกต้อง 100% สักคนเลยครับ นอกจากนำเสนอทฤษฎีที่น่าจะพอเป็นไปได้เหล่านี้ไว้
– พวกนกพิราบ (ในภาพด้านบนนั่นแหละ) จะใช้วิธีการจดจำแลนด์มาร์คต่าง ๆ ของโลกไว้ และออกบินไปตามจุดต่าง ๆ ที่บันทึกใส่สมองไว้ และในจุดที่แลนด์มาร์คห่างกันเกินไปจนมองไม่เห็น พวกมันก็ใช้วิธีดมกลิ่นเข้าช่วย เพื่อไม่ให้หลุดจากเส้นทาง
– ถ้าอันบนดูธรรมดาไป มาดูอันนี้ครับ เขาบอกว่าจริง ๆ แล้วนกพิราบเนี่ย มันรับรู้ทิศทางได้จากสนามแม่เหล็กของโลก ทำให้มันรู้ตัวเสมอว่ากำลังมุ่งหน้าไปที่ไหน ว่าแต่ต่อมรับแม่เหล็กมันอยู่ตรงไหนหว่า
– หรือท้ายสุดเลยครับ รูเพิร์ต เชลเดร๊ค แกนำเสนอไว้ว่า แท้จริงแล้วความทรงจำต่อเส้นทางนับพันไมล์ของพวกนกนั้น ฝังอยู่ในยีนอยู่แล้ว ฝังมาตั้งแต่บรรพบุรุษ และจะสืบทอดไปชั่วลูกชั่วหลาน หรือจนกว่าโลกจะล่มสลายเลยทีเดียว
 
comment: ผมเชื่ออันสุดท้ายมากที่สุดละ ไม่เชื่อดูจากพฤติกรรมของมนุษย์เองก็ได้
 
 
2.บั้งไฟพญานาค
 
เรื่องนี้น่าจะมีชาวสเปซของเราที่เชี่ยวชาญอยู่แน่ ๆ ผมขออนุญาตเล่าคร่าว ๆ ละกันนะครับ ในทุกปีช่วงออกพรรษา จะเป็นที่รู้กันดีว่าคุณมีนัดกับปรากฏการณ์โลกตะลึงนี้ที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง บั้งไฟพญานาคจะพุ่งขึ้นจากลำน้ำโขง พุ่งสู่ฟ้าและดับไปอย่างน่าอัศจรรย์ ไม่มีใครรู้ว่ามันคืออะไรกันแน่ ทำไมต้องพุ่งที่แม่น้ำโขง ทำไมต้องพุ่งในเทศกาลวันออกพรรษา และทำไมถึงพุ่งกันทุกปี
ไทมส์ แมกกาซีน เคยทำสกู๊ปข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างครึกโครมเมื่อ 8 ปีก่อน จนบั้งไฟพญานาคเป็นที่โด่งดังไปทั่วโลก ทำรายได้ให้แก่จังหวัดริมน้ำโขงอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
– ฝรั่งบางคนเชื่อมากว่านี่คือพลังงานที่พญานาคขับออกมาจากร่างกายเป็นประจำทุกปีในช่วงเวลานี้ (เขาเชื่อเพราะเคยมีหลักฐานการจับพญานาคได้ ซึ่งผมค่อนข้างเชื่อว่ามันเป็นของปลอม)
– นักวิทยาศาสตร์พยายามพิสูจน์ว่ามันเป็นปฏิกิริยาของก๊าซมีเทนที่เกิดจากการทับถมของซากพืชและสัตว์ใต้ลำน้ำโขง (แต่ก็ไม่มีผลทดสอบที่ยืนยันได้เสียที)
– สถานีโทรทัศน์ของไทยเองเคยทำสารคดีเกี่ยวกับเรื่องนี้ และได้ทฤษฎีอีกข้อว่า แท้จริงแล้วมันเป็นเพียงการยิงกระสุนปืนเคลือบฟอสฟอรัสจากทหารฝั่งลาว นัยว่ายิงฉลองเทศกาลออกพรรษา (สารคดีนั้นโดนประณามจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่าจงใจทำลายการท่องเที่ยวของไทย)
– แต่ไม่ว่าจะอย่างไรคนในพื้นที่ก็ยังคงเชื่อและศรัทธาว่าปรากฏการณ์นี้เกี่ยวข้องกับอำนาจเหนือธรรมชาติ และควรจะอนุรักษ์สภาพลำน้ำโขงไว้ให้ดีชั่วลูกชั่วหลานสืบไป
 
comment: เรื่องเกี่ยวข้องกับความศรัทธาแบบนี้ พูดตามตรงว่ามันอยู่ที่ความเชื่อมากกว่าจะอยู่ที่เหตุผลล่ะครับ
 
 
3.การระเบิดใหญ่ที่ทังกัสก้า
 
มิถุนายน 1908 เช้าตรู่วันหนึ่งได้เกิดการระเบิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ณ บริเวณที่ราบลุ่มทังกัสก้า บนพื้นที่ทุรกันดารของรัสเซีย แรงระเบิดทำให้พื้นที่ป่ากว่า 2,150 ตารางกิโลเมตร (ย้ำว่าตารางกิโลเมตรนะครับ) พังราบเป็นหน้ากลอง และทำให้เกิดแผ่นดินไหวในพื้นที่ราว 5 ริคเตอร์ เสียงระเบิดได้ยินดังไปไกลนับร้อย ๆ ไมล์ แรงระเบิดคาดว่ารุนแรงกว่าระเบิดนิวเคลียร์ที่ฮิโร่ชิม่าถึงหนึ่งพันเท่า (ย้ำว่าหนึ่งพันเท่า) จนถึงทุกวันนี้ก็ไม่มีใครบอกได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
– นักวิทยาศาสตร์พวกแรกเชื่อมั่นมากว่านี่คือผลของอุกาบาตตก แต่อุกาบาตลูกนี้ (คาดว่าขนาดประมาณ 30 เมตร) เกิดระเบิดขึ้นก่อนจะแตะผิวโลกห่างจากพื้นดินประมาณ 5 กิโลเมตร จึงไม่ทำให้เปิดหลุมอุกาบาตขึ้นบนพื้นโลก
– นักวิทยาศาสตร์พวกต่อมาเชื่อว่านี่เป็นการตกของยานมนุษย์ต่างดาว แต่ก็ยังตรวจสอบไม่เคยพบเศษชิ้นส่วนใด ๆ (แล้วเชื่อไปได้ไงวะ)
– ส่วนคนนี้มาแปลกสุด นิโคล่า เทสล่า ออกมาเปิดเผยภายหลังว่า นั่นเป็นผลจากการทดลองเครื่องยิงอาวุธพิสัยไกลของเขาเอง โดยเขาตั้งใจจะเล็งยิงทดสอบไปที่ขั้วโลกเหนือ แต่ด้วยตัวแปรบางอย่างทำให้เกิดการคำนวณองศายิงผิดไปครึ่งองศา เครื่องยิงจึงชี้เป้าพลาดไปลงที่ทังกัสก้าแทน โชคดีเหลือเกินที่ไม่มีใครบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเลย
 
comment: ผมเชื่อแบบมันส์ ๆ ไปเลยว่า เป็นฝีมือนิโคล่า เทสล่า แน่นอน!
 
 
4.แสงแผ่นดินไหว
 
มีเรื่องเล่าขานมานานว่า ก่อนจะเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงจะเกิดลำแสงประหลาดขึ้นเหนือท้องฟ้า รายงานลักษณะนี้มีมายาวนานนับศตวรรษแล้ว แต่ไม่เคยมีใครสนใจ จนเมื่อมีการถ่ายภาพแสงดังกล่าวไว้ก่อนเกิดแผ่นดินไหวที่เมืองมัทสึชิม่า (ดังภาพด้านบน) เท่านั้นเอง นักธรณีวิทยาทั่วโลกสะดุ้งโหยงทันที และเร่งศึกษาหาสาเหตุเพื่อนำไปสู่การเตือนภัยที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
มีการนำเสนอทฤษฎียาก ๆ เช่น การเสียดสีของแผ่นทวีปก่อให้เกิดกระแสไฟฟ้าที่เกิดจากการกดดันทางกลไกที่มีต่อผลึกที่ไม่นำไฟฟ้า (อย่าถามผม ผมก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร) บางคนเชื่อว่ามันเกิดจากการดีดตัวของเปลือกโลกที่ส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไปกระทบพลังงานในอากาศจนเรืองแสงขึ้นมา (นี่ก็ชวนงงไม่แพ้กัน)
ยังไม่มีทฤษฎีไหนเชื่อถือได้ และไม่ชวนให้คนฟังงงเต้กเลย
 
comment: งงเกินกว่าจะมีสติคอมเมนท์อะไร แต่มันไม่ใช่แสงปล่อยพลังของอุลตร้าแมนแน่ๆ  ~.~
 
 
5.การกำเนิดของจักรวาล
 
และนี่คือเรื่องที่วิทยาการมนุษย์ยังไม่อาจตอบคำถามได้ และอาจจะไม่มีวันตอบได้เลยก็ได้
ทฤษฎีที่น่าเชื่อถือที่สุดเท่าที่จะอนุมานกันได้ตอนนี้คือ ทฤษฎีบิ๊กแบง ผมก็ไม่เข้าใจเรื่องนี้เต็มที่ ว่ากันว่ามันคือจุดหนึ่ง ๆ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ที่เอกภพมีความกดดันสูงและมีความร้อนสูง จนในที่สุดมันก็ระเบิดออกอย่างรุนแรง กระจายตัวเป็นดวงดาว พลังงาน รังสี สสาร และรวมไปถึงเวลาด้วย โดยการระเบิดที่ว่านี้ยังส่งผลให้เอกภพขยายตัวอยู่ตลอดเวลาจนถึงวินาทีนี้
นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเข้าใจตรงกันว่า บิ๊กแบงนี้เกิดขึ้นเมื่อ 13 ล้านล้านปีที่แล้ว (สังเกตว่าเบิ้ลล้าน 2 ครั้งนะครับ) แต่ก็นั่นแหละครับ มันทำให้เกิดคำถามว่า
"แล้วอะไรเกิดก่อนบิ๊กแบงล่ะ?"
"อะไรผลักดันมันให้เกิดบิ๊กแบง?"
"แล้วเอกภพหน้าตาเป็นยังไงก่อนเกิดบิ๊กแบง?"
ไม่มีคำตอบที่น่าเชื่อถือ นอกไปจากคัมภีร์ไบเบิ้ลว่าด้วยการสร้างเอกภพของพระเจ้า ซึ่งคนนับถือศาสนาอื่นเขาก็ไม่เชื่อกันอยู่ดี
 
comment: จะเห็นได้ว่ามนุษย์ที่ถือตัว จองหอง และอวดดีนั้น แทบไม่รู้อะไรเลย จนทำให้ผมนึกถึงบทเพลง Neither Of Us Can See ของวงดนตรีร็อคสายส้มอย่าง INCUBUS ขึ้นมาทันที (อ้างอิงจากสถานีร็อคของเอนทรี่ก่อนหน้านี้)
มันเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Stealth ตัวเพลงมีเสียงนักร้องหญิงมาร้องเป็นลูกคู่กับ แบรนดอน บอยด์ ได้อย่างลงตัวและติดหูยิ่งนัก
คงไม่ผิดกติกาถ้าผมจะปล่อยให้ทุกคนใช้ความคิดกับปรากฏการณ์ทั้ง 5 ให้เต็มที่ และรับฟังบทเพลงเพราะ ๆ ไปพร้อม ๆ กันด้วย
 
enjoy ครับ
 
   
 

Neither Of Us Can See / Incubus (ถอดความโดยไอ้โจ้เอง)

 

ชาย – ฉันก็แค่ผลผลิตชิ้นใหญ่จากปฏิกิริยาทางเคมีที่บังเอิญเดินได้
หญิง – ส่วนฉันก็แค่รวงรังของกลุ่มเซลล์ที่เริ่มรับรู้การมีอยู่ของตัวเอง

 
ชาย – มันไม่ดูจองหองและน่าแปลกใจไปหน่อยหรือ
หญิง – ที่เราทั้งคู่คิดว่าต่างรู้ดีไปเสียทุกอย่าง
 

เราทั้งคู่มีมันสมอง
เราทั้งคู่มีสองตา
แต่เราต่างมืดบอดไม่เห็นอะไร
เราทั้งคู่รับรู้ความเจ็บปวด
เราทั้งคู่รับรู้คำลวงหลอก
แต่เราก็มืดบอดไม่เห็นอะไร
ทั้งหมดนั่นคือเรา เราสองที่ต่างกัน
และต่างมืดบอดไม่รู้ไม่เห็นอะไรเฉกเช่นกัน

 

หญิง – ฉันเป็นเพียงแมลงเม่าบินตอมไต่แสงนีออนริมถนน
ชาย – ฉันหวาดกลัวต่ออนาคตและฉันมันเหมือนสิ่งไร้สมรรถนะใด ๆ

 

ชาย – ฉันมันแค่ส่วนประกอบอันบิดเบี้ยวของความชั่วร้าย
หญิง – ยินดีที่ได้รู้จัก
พร้อมกัน – ทั้งหลายทั้งปวงนั่นคือเรา

เราที่มืดบอด ไม่รู้ไม่เห็นสิ่งใดเลย..

*เครดิต: ภาพทั้งหมดและเนื้อหาบางส่วนจาก Mother Nature Network

Written by ljungdurst

มีนาคม 15, 2010 ที่ 21:59

เขียนใน News and politics

33 Responses

Subscribe to comments with RSS.

  1. มนุษย์เกิดขึ้นและดำรงอยู่ด้วยธรรมชาติ…แต่บังอาจพยายามควบคุมและยกตัวให้อยู่เหนือธรรมชาติ…นี่แหละหนามนุษย์

    JINX

    มีนาคม 15, 2010 at 22:23

  2. เรื่องแรก..เคยดูสารคดียังแอบทึ่งว่ามันเก่งจริงๆเรื่องที่สอง..ก็เคยไปพิสูจน์กับเขาเหมือนกันแต่ก็ไม่เห็นอะไรนอกจากรถกับคน..เยอะมาก

    An-un-ya

    มีนาคม 15, 2010 at 23:22

  3. ธรรมชาติยิ่งใหญ่กว่าวิทยาศาสตร์(เดี๋ยวมาเม้นท์เรื่องเพลงนะ)

    Le temps

    มีนาคม 15, 2010 at 23:33

  4. มีสาระด้วยเว้ยเห้ย55+

    Pitcha

    มีนาคม 15, 2010 at 23:34

  5. มีอีกอันๆความโลเลของมนุด..

    Invisible

    มีนาคม 16, 2010 at 01:08

  6. เพิ่งอ่านนิโคล่า เทสล่ามาสองสามเล่ม กำลังสนใจ นักประดิษฐ์สติเฟื่องคนนี้อยู่ชอบเรื่องพวกนี้นะโจ้ สนุกดี ส่วนที่อัพนี้ ข้ออื่นไม่ค่อยสงสัย แต่สงสัยบิ๊กปังหน่ะ ยิ่งอ่านเหมือนยิ่งไม่วิทยาศาสตร์ แรกๆก็ฟังเหมือนว่านักวิทยาศาสตร์ไขความข้อนี้ได้แล้ว แต่ยิ่งมาเรื่องยิ่งคล้ายนิยายแฟนตาซีเพ้อไปเรื่อยๆ..นกนี่คิดว่าเป็นเรื่องจับกระแสแม่เหล็กและมีกรรมพันธ์ผสมกัน ทุ่งระเบิดผมก็แอบเชื่อว่าอีตา เทสล่าแกประดิษฐ์อะไรจริงๆด้วย บั้งไฟนั้นไม่มีความรู้แต่คิดว่าน่าจะเกิดจากสิ่งไม่ธรรมชาติ แสงแผ่นดินไหวไม่มีความรู้อีก น่าสนใจ ส่วนบิ๊กแบงนั้น ทฤษฐีที่นักวิทยาศาสตร์กลับมาสนใจคือ จักรวาลอาจะเกิดดับๆเป็นวงจร เรียกว่า cyclic universe (ฺBig Bang—-Big Crunch—Big bang—-etc)

    Strange Loop

    มีนาคม 16, 2010 at 01:58

  7. อืมมว่าจะไปดูบั้งไฟฯให้ได้สักปีเหมือนกันแฮะ

    Puii

    มีนาคม 16, 2010 at 03:22

  8. JINX CHOCOHOLIC..ไม่ต้องเฉลยว่าสุดท้ายใครแพ้An-un-ya Ji-Hoon..แล้วเรื่อง 3 4 5 ล่ะLe temps ™..จนบางทีมันก็น่าคิดนะจุ๋มว่าแล้วมีอะไรยิ่งใหญ่กว่าธรรมชาติมั้ยPitcha Suthigul..สัส กูมีสาระทุกวันInvisible Real..อันนั้นคงเกิดจากสันดานพวกเราเองStrange Loop Poo..เรื่องเทสลานี่ มีคนโยงไปถึงเรื่องที่นิคเยอร์คไฟดับทั้งเมืองด้วยครับ ไม่รู้พี่ปูอ่านเจอมั้ย ผมว่าแต่ละเรื่องที่เกี่ยวกับเทสล่ามันน่าตื่นตะลึงเยอะมาก ยิ่งทฤษฎีที่แกคิดว่าจะอัดกระแสไฟฟ้าเข้าแกนโลก แล้วโลกทั้งใบก็จะเป็นเครื่องปั่นไฟ ใครอยากใช้ไฟก็เอาปลั๊กจิ้มดินเลย แถมไม่กลัวไฟดูดเรื่องบิ๊กแบงผมคิดเหมือนพี่ปูเลย คือก่อนอัพเอนทรี่นี้ ผมก็หามานั่งอ่านทวนอีกรอบ ยอมรับเลยว่าอ่านแล้วโง่งงกว่าเดิม จนรู้สึกว่าจริง ๆ แล้วนักวิทยาศาสตร์แม่งก็มั่วเรื่องให้น่าตื่นเต้นไว้ก่อนเหมือนกัน จริงไม่จริงอาจไม่สำคัญส่วนเรื่องนกกับแสงแผ่นดิไหว ผมว่าเราคงใกล้รู้ในเร็ววันนี้ ผิดกับเรื่องบั้งไฟที่จริง ๆ อาจจะมีผลวิจัยออกมาแล้ว แต่โดนอำนาจเงินปิดปากไว้Puii ★..อยากด้วย

    Piyapong

    มีนาคม 16, 2010 at 09:44

  9. ข้อแรก ผมสนับสนุนข้อสุดท้ายเช่นเดียวกันครับข้อสอง มันน่าแปลกว่า ถ้าเป็นปฏิกิริยาทางเคมีก็ไม่น่าจะตรงเวลากันทุกปีเช่นนี้ แล้วก็ถ้าเป็นการยิงปืนจริง ก็น่าจะจับได้ตั้งนานแล้วข้อสาม ถึงข้อสี่ พึ่งได้อ่านนี่แหละครับ ไม่มีข้อคิดเห็นข้อสุดท้าย เคยอ่านมาพอสมควร มันเป็นทฤษฎีที่น่าสนใจ ผมไม่ได้คิดว่าอย่างไหนถูกผิด

    hud

    มีนาคม 16, 2010 at 10:20

  10. ธรรมชาติ…น่าทึ่ง

    ๏̯͡๏ J-zurzAwA-™-๏̯͡๏

    มีนาคม 16, 2010 at 11:10

  11. ข้อแรก เชื่อเรื่องความทรงจำในพันธุกรรมนะ ตัวอย่างเช่นในมนุษย์ที่หลีกเลี่ยงกลิ่นเหม็นความจริงแล้วเป็นสัญชาตญาณ ที่ฝั่งลึก เพื่อป้องกันอันตรายจากก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์แต่ว่าสัตว์บาง พวกก็ใช้ขั่วแม่เหล็กจริงๆ รวมกับประสบการณ์ที่เรียนรู้จากฝูงอีกด้วยคง แตกต่างในรายละเอียดอีกเล็กน้อยในแต่ละกรณีข้อสอง นี่แล้วแต่จะเชื่อนะ แต่ว่าที่เคยเห็นการทดสอบการลุุกไหม้ของก๊าซมีเทนที่ หมักจากอินทรีย์วัตถุบริเวณนั้น สีมันเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน แถมที่มีเอาก๊าชจิงในแม่น้ำก็สีนั้นแต่ว่าประกายที่จะจุดติดได้ในน้ำ จริงๆมันมาจากไหน ข้อนี้คิดไม่ออกจริงๆข้อสาม นี่ฟังดูแหม่งๆไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่าทางการรัสเซียในสมัยน่าจะรู้ดีที่สุดเฮียเทสล่าแกก็มีอะไรให้ แปลกใจอยู่เสมอๆซะด้วยเนอะข้อสี่ ทฤษฏีที่ตั้งกันไว้ค่อนข้างใกล้เคียงแต่คงต้องรอเวลาพิสูจน์ข้อสุด ท้าย ก็คิดอย่างที่หลายๆคนคิดคือมันมีหลักฐานจากการกำเนิดชัดเจนแต่ผล ที่ตามมาจากทฤษกีคือคำถามที่ไม่อาจหาคำตอบได้ง่ายๆเลยเราก็มีทฤษฏีของ เราเหมือนกันนะ แอบซ่อนไว้ตามเอนทรี่เก่าๆ หะหะ

    Vanilla

    มีนาคม 16, 2010 at 11:38

  12. hud thu-ka..1. อันนี้เราเชื่อตรงกันครับ2. เรื่องเวลาเกิดไม่น่าสนใจเท่ากับว่ามันมีประกายไฟอะไรในน้ำถึงไปจุดให้ลูกไฟพุ่งขึ้นมาได้3. – 4. ข้อสี่ผมเพิ่งรู้เหมือนกันครับ เลยงงกับทฤษฎีมาก ๆ5. ข้อนี้ความรู้ของคนไปไม่ถึงจริง ๆ ครับ°¨¨°º© J-Low ©º°¨¨°..น่าทึ่งตรงที่เราไม่รู้อะไรเลยนี่แหละครับVanilla Day Dream1. อื้อ เห็นด้วยกับแบงค์ครับข้อนี้2. นั่นสิ อะไรทำให้มันติดไฟล่ะ3. ผมก็แอบเชื่อลึก ๆ ว่าจริง ๆ แล้วรัสเซียรู้สาเหตุแล้ว แต่ปิดข่าว อาจเป็นเพราะต้นเหตุที่แท้จริงมันน่ากลัวมาก4. เรื่องนี้ผมอยากให้พิสูจน์ให้ไว ๆ เลย มันมีประโยชน์ต่อมนุษย์มาก5. โอ้วววว มีซ่อนไรไว้ด้วย

    Piyapong

    มีนาคม 16, 2010 at 12:05

  13. จริงๆมีคำถาม.. แต่คำถาม ดันเป็นประโยคเดียวกะบรรทัดแรกของเรื่องนี้ 5555เพิ่มอีกอันแมะๆๆ ข้อ 6"เป็นปรากฏการณ์ ที่เหนือธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ .. รักนั้นยิ่งใหญ่กว่าดิน น้ำ ลม ไฟ! "

    c e r e a l

    มีนาคม 16, 2010 at 13:53

  14. "จนบางทีมันก็น่าคิดนะจุ๋มว่าแล้วมีอะไรยิ่งใหญ่กว่าธรรมชาติมั้ย" —–> นิพพานล่ะมั้ง..

    Le temps

    มีนาคม 16, 2010 at 15:01

  15. ข้อแรก สัตว์บางชนิดเขารู้ได้ยังไงเนาะว่าถึงเวลาอพยพย้ายถิ่นฐาน แต่พอถึงเวลาหนึ่งก็ย้ายกลับมาทีเดิมแล้วถ้าอากาศเกิดผิดพลาดไปจากเดิม สัตว์เล่านี้ยังต้องอพยพอีกหรือเปล่า เพราะเดี๋ยวนี้โลกมันเปลี่ยนไปเยอะปล.แต่ก่อนหน้าหนาว นกเป็ดที่ไม่รู้บินมาจากไหนมันจะบินมาจอดอยู่หาดที่มีอยุ่หน้าบ้านทุกปี แต่หลังๆไม่เห็นแล้วข้อสอง บั้งไพพญานาค พอโตขึ้นมาก็รับรู้แล้วว่า ออกพรรษาทุกปี จะมีดวงไฟโผล่ขึ้นมาจากแม่น้ำโขง แล้วทางจังหวัดก็จะจัดงานบวงสรวงอย่างยิ่งใหญ่มีการทำกระทงบูชาพยานาค แล้วแต่ะลปีจะมีรอยพยานาคขึ้นมาให้เห็นทุกครั้งอยู่จังหวัดตัวเองแท้ๆแต่เคยไปดูแค่ครั้งเดียวแล้วก็เห็นดวงไฟโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำด้วยพร้อมกันเสียงโห่ร้องดีใจที่ได้เห็นปล.ความคิดเหมือนผู้เขียน แต่ละหน่วยงานมีคนมาข้อพิสูจน์เยอะมาก แต่ข้อพิสูจน์เหล่านั้น ไม่เคยทำให้ความเชื่อ ความสัทธาของชาวลุ่มแม่น้ำโขงลดลงไปจากเดิมเลยขัอสาม ข้อสี่ อ่านแล้วยังไม่เข้าถึงเลยค้าบ แฮ่ๆๆ จะว่าไปแล้วพึ่งอ่านตอนที่โจ้เอามาลงนี้แหละจ๊ะข้อห้า จักรวาลเนี้ยมันรวมดาวนิบิรุด้วยหรือเปล่าอะ

    Especially for you

    มีนาคม 16, 2010 at 15:38

  16. จุ๋มเข้าถึงแก่นของธรรมะไปแล้วปล. เขียนสนุกดี ชอบๆๆ

    tean

    มีนาคม 16, 2010 at 17:14

  17. ใช่ค่ะ "น่าทึ่ง ตรงนี้ ตรงที่เราไม่รู้อะไรเลย"ในความรู้อันน้อยนิด ก็คงได้แต่แสดงความคิดเห็นในเรื่องที่พอรู้บ้าง…เรื่องของบั้งไฟพญานาค เป็นเรื่องหนึ่งที่ปัญญาชนจำนวนมากต้องการพิสูจน์ทั้งที่ในความจริงแล้วบั้งไฟพญานาคเป็นเรื่องของศาสตร์ทางมานุษยวิทยา และจิตวิทยาด้วย…มันเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงมนุษย์เข้าหากันทั้งเรื่องทางชาติพันธุ์ ต้นกำเนิดบรรพบุรุษไทยลาว ที่สะท้อนความเชื่อเรื่องนาคอันแทนถึงความอุดมสมบูรณ์ในภูมิภาคอุษาคเนย์ ที่วิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นผูกพันกับแม่น้ำโขงมายาวนาน พิธีกรรมต่างๆ หาใช่เพียงความเชื่องมงาย …พิธีกรรมต่างๆหากไม่มีประโยชน์อันใด คงไม่สามารถอยู่ได้มาเป็นร้อยปี… หากแต่ บั้งไฟพญานาค สะท้อนถึง ปรัชญาและความลุ่มลึกของคนโบราณที่พยายามจะเชื่อมโยงมนุษย์ กับ ธรรมชาติให้รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกัน ให้มนุษย์เคารพธรรมชาติ และอยู่ร่วมธรรมชาติได้อย่างไม่ แปลกแยก…. การพิสูจน์ ให้รู้ ข้อเท็จจริงตามแนวคิดของคนสมัยใหม่ อาจไม่ผิดแต่ก็ไม่ถูกต้องเหมาะสมซะทีเดียว เพราะสิ่งที่พวกเรามักขาดความเข้าใจ ในรากเหง้า ความเชื่อ ในสังคมตัวเองทำใ้ห้เราไม่เห็นการเชื่อมโยงของปรากฎการณ์สังคมบางอย่าง …วันนี้ การที่มีคนต้องการพิสูจน์ …เท่ากับ เป็นการคลอนแคลนของเชื่อพื้นฐานเดิมของคนในภูมิภาคอุษาคเนย์ซึ่งก็ไม่ต่างจาก การที่เรามองคนปกากญอไหว้ผี … ที่ความต่างทำให้เรา ไม่พยายามจะเข้า่ใจ และ มองว่าเขาแปลกแยก เพราะเรา ไม่เข้าใจในวัฒนธรรม ความเชื่อ ของเขามากพอเชื่อได้ว่า หาก พวกสร้างเขื่อนในจีนกับรัฐบาลไทย เชื่อในวิถีชาวบ้าน บูชานาค ก็คงไม่มีเืขื่อนมหึมา ที่ขาดความเคารพต่อวิถีชาวบ้าน เกิดขึ้นแน่นอน…

    thanchanok

    มีนาคม 16, 2010 at 18:52

  18. พูดถึงเพราะเราอยู่แถวนี้อ่ะนะแปลกที่ทำไม ไม่มีใครค้นหาความจริงเรื่องพญานาคได้

    the WiSe t0...

    มีนาคม 16, 2010 at 23:40

  19. Especially for you

    มีนาคม 17, 2010 at 00:33

  20. ไม่ได้คิดถึงเรื่องพวกนี้มาก่อนเลยค่ะแต่เมล่อนเคยนึกเป็นห่วงว่าพวกคุณปลาแซลม่อนที่ว่ายทวนน้ำไปวางไข่ถ้าถูกเลี้ยงในบ่อจะวางไข่กันยังไงนะ

    melon

    มีนาคม 17, 2010 at 02:01

  21. เรื่อง พยานาค แทนไท ประเสิริฐกุล เคยเขียนเรื่องนี้ในคอลัมน์ โรคจิต ลงใน a day ถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับภาพถ่ายของทหารอเมริกาหลายสิบคน ที่อุ้ม(สัตว์คาดว่าเป็น)พยานาคซึ่งเรื่องราวจะเป็นอย่างไรลองหาอ่านดู

    กานดา

    มีนาคม 17, 2010 at 08:23

  22. the WiSe t0… The FoolisH..ผมว่าน่าจะนักวิทยาศาสตร์ หรือนักข่าวบางสำนักรู้แล้วล่ะครับ แต่อาจจะไม่เอามาเผยแพร่ร่มคันเดียว ลุ่มแม่น้ำโขง..อ๋อ เรื่องนี้นี่เอง ผมเพิ่งรู้เลยครับว่าเค้าเรียก แพลเน็ทเอ็กส์ว่า นิบิรุ -.-melon 。◕‿◕。..เพราะพวกมันว่ายทวนน้ำกันเป็นพันไมล์นี่แหละมั้ง เนื้อเลยแซ่บเป็นพิเศษ (อ้าว ไม่ได้ชื่นชมมันเลยนี่หว่า)กานดา หน้ามึน..ฉบับที่เท่าไหร่ครับแซม

    Piyapong

    มีนาคม 17, 2010 at 09:50

  23. จริงหรอ….อยากรู้ความจริง….

    the WiSe t0...

    มีนาคม 17, 2010 at 10:02

  24. ใคร ๆ ก็อยากรู้ความจริงครับ ปัญหาคือพอรู้แล้วรับมันได้รึเปล่าบางเรื่องเค้ากลัวคนรับไม่ได้ เลยไม่ออกมาพูดก็มีเยอะแยะ

    Piyapong

    มีนาคม 17, 2010 at 16:02

  25. ยังไงกันนะคนเรานิ…รับได้ๆๆ(บางคน) เลยอดฟังเรื่องจริงเน้อ

    the WiSe t0...

    มีนาคม 17, 2010 at 16:42

  26. ขี้เกียจว่ะ ติดไว้ๆ

    Miss Sally

    มีนาคม 17, 2010 at 19:08

  27. the WiSe t0… The Foolis..อดฟังด้วยครับMiss Sally B…เจอบอกว่าขี้เกียจอ่านที เฟลเลย -*-

    Piyapong

    มีนาคม 17, 2010 at 20:47

  28. 1.เราเป็นคนนึงที่สนใจเรื่องนกพิราบมากนะ แต่ไม่ใช่เรื่องการย้ายถิ่นฐาน แต่เป็นลักษณะรูปแบบในการบินเป็นฝูงของมันมากกว่า อ่ะ งงอ่ะสิ ^_^แนะนำให้ตอนเช้าๆแหงนหน้ามองฟ้า จะเห็นนกบินเป็นสามเหลี่ยม เข้าขั้นอัศจรรย์สำหรับนาเลยทีเดียว 2.บั้งไฟ อันนี้เราว่ามันเป็นเรื่องลึกลับดีว่ะ เสน่ห์มันอยู่ที่พิสูจน์ไม่ได้นี่แหละ ใครจะรู้ ความจริงอาจจะมีไอ้เข้พ่นไฟอยู่ใต้น้ำจริงๆก็ได้ แฮ่…3.ชวนให้นึกถึงหนัง 2012 4.ออกแนวเหมือนเวลาสัตว์รู้ตัวก่อนแผ่นดินไหวเลย ว่าแต่ มันจะมีแสงแบบนี้เกิดก่อนแผ่นดินไหวทุกครั้งจริงๆน่ะเหรอ??5.โลกแตกเป็นเสี่ยง นึกถึงหนังอีกแล้ว แต่จำชื่อเรื่องไม่ได้ว่ะ >_< แต่ส่วนนึง เราค่อนข้างไม่เชื่อว่าแตกแล้วจะเกิดเป็นดาวเคราะห์ดวงใหม่ สรุปก็คือ ไม่เชื่อ ทั้งที่ไม่รู้อะไรนั่นหละ ปล.ไม่น่าเชื่อว่าฟัง incubus ด้วย เพลงติดหูเรา Love Hurts หละ พี่ชายเราบร้าวงนี้มากเลย ^_^

    Miss Sally

    มีนาคม 19, 2010 at 17:01

  29. 1.แถวนี้มีแต่นกกระยางว่ะ2.ไอ้เข้ตัวนั้นกินอะไรเป็นอาหาร?3.อืม..4.ไม่รู้ทุกครั้งจริงมั้ย แต่มีรายงานว่าก่อนแผ่นดินไหวครั้งแรง ๆ จะมีแสงแบบนี้เสมอ5.ไม่ใช่โลกแตกเป็นเสี่ยง แต่มันคือการระเบิดของสิ่งที่ใหญ่กว่านั้น ประมาณดวงอาทิตย์ระเบิดอะไรประมาณนั้น (แต่น่าจะใหญ่กว่าเป็นล้านเท่า)ปล.ฟังดิ มีทุกอัลบัม ทุกเพลง

    Piyapong

    มีนาคม 19, 2010 at 17:12

  30. ไว้ขอยืมฟังมั่ง วะห้าห้าห้า…

    Miss Sally

    มีนาคม 19, 2010 at 17:18

  31. บางสิ่งบางอย่างที่วิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้…เราอาจจะต้องใช้ไสยศาสตร์มาอธิบายแทน อิ-อิ

    E-BeeR

    มีนาคม 24, 2010 at 05:50

  32. ผมจำได้เลา ๆ ว่าเคยมีนักวิยาศาตร์ชื่อดังสักคนเคยพูดไว้นี่แหละครับว่าถ้าวิทยาศาสตร์ยังตอบไม่ได้ทุกคำถามแล้วทำไมเราไม่ลองใช้ไสยศาสตร์ดูบ้างล่ะ

    Piyapong

    มีนาคม 25, 2010 at 02:50


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: