WE LIVE BECAUSE THERE'S LOVE

movie music magic football

จงดู จงดู จงดูหนังสยองขวัญ

with 13 comments


ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนเบือนหน้าหนีหนังสยองขวัญ ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม 

 ขี้ตกใจบ้าง กลัวผีบ้าง คิดไปเองบ้างว่าหนังสยองขวัญก็เหมือน ๆ กันหมด 

 ในฐานะคอหนังสยองขวัญ วันนี้ผมจะมาแนะนำหนังสยองขวัญหลากประเภทที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง ไม่ใช่เพราะมันน่ากลัวสุดขีด แต่เพราะในหนังสยองขวัญก็มีสิ่งดี ๆ คลุกเคล้าอยู่ไม่แพ้หนังประเภทอื่นเลยครับ 

 เราเริ่มกันที่ หนังสยองขวัญประเภทแรก (ตั้งชื่อเอง ไม่ใช่ชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ) 

 1.แนวผู้ติดเชื้อ (ไม่จำกัดว่าต้องเป็นซอมบี้) 

  

มักมีแนวคิดในหนังประเภทนี้คล้ายคลึงกัน คือ จู่ ๆ ก็มีเชื้อไวรัสหรือเชื้ออะไรสักอย่างระบาดอย่างรวดเร็ว มักเป็นเชื้อที่รุนแรงถึงขั้นตายในเวลาอันสั้น และมีความสามารถในการแพร่ระบาดจากคนสู่คนได้ง่ายยิ่งกว่าเอาขี้มูกป้ายหน้า ผู้ที่ยังรอดจากเชื้อมรณะจำเป็นต้องทำทุกวิถีทางเพื่อเอาชีวิตรอดจากนรกบนดินขุมนี้ 

 ฟังดูง่ายและซ้ำซากใช่มั้ยครับ 

 ผมตอบได้เลยว่า “ใช่ครับ” 

 แต่หนังแนวผู้ติดเชื้อมักสนุกเสมอ ด้วยองค์ประกอบไม่ซับซ้อนดังนี้ 

        การสร้างกลุ่มตัวละครที่ผู้ชมสามารถหลงรักได้ ไม่ใช่อุดมไปด้วยตัวละครโง่ ๆ ที่เรารู้สึกดีใจทุกครั้งที่เห็นมันตาย ไอ้ประเภทสาวนมบึ้ม ใส่ชุดโชว์ร่องนม วิ่งกรี๊ดกร๊าดไปมา เลิกซะ! 

        ใส่บทสนทนาที่ดูฉลาดในสถานการณ์ที่เหมาะสม ไม่ใช่ว่า ซอมบี้กำลังจะพังประตูเข้ามา แต่มีไอ้ตัวประกอบสักตัวตะโกนว่า “ซอมบี้หนึ่งตัวมีแรงกระทำต่อวัตถุได้สูงสุด 2 เท่าของน้ำหนักตัว ประตูบานนี้หนัก 200 กิโลกรัม รับแรงซอมบี้ตัวอ้วนได้แค่ตัวเดียว โอ้ว เราต้องแย่แน่” นี่ก็เลิกซะ! 

        และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องสร้างสถานการณ์ให้ตัวละครถูกบีบให้ต้องเอาตัวรอดในสถานที่หรือในเวลาที่จำกัด เพราะการต้องดิ้นรนภายใต้อุปสรรคมาก ๆ จะทำให้ผู้สร้างสามารถโยนความกดดันใส่ผู้ชมได้อย่างอยู่หมัด โดยบางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องใส่ฉากชวนสะดุ้งลงไปกระชากผู้ชมจากเก้าอี้เลยก็ยังทำได้ หนังสยองขวัญหลายเรื่องตกม้าตายเพราะเน้นกับฉากสะดุ้งจนเกินไป จนผู้ชมรู้สึกรำคาญ เริ่มไม่สนใจเนื้อเรื่อง เปลี่ยนมาจ้องจับผิดแทนว่าฉากไหนจะมีอะไรโผล่ออกมาให้สะดุ้งมั้ย 

 *ตัวอย่างหนังแนวผู้ติดเชื้อที่ห้ามพลาด 

 1) Dawn of the Dead / 2004 (Zack Snyder) 

 เป็นหนึ่งในหนังรีเม้คไม่กี่เรื่องของฮอลลีวู้ดที่เข้าท่า บางคนยกย่องว่าดีกว่าต้นฉบับเสียอีก (ตัวต้นฉบับปี 1978 ถูกยกย่องว่าเป็นหนังสยองขวัญที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของโลก) หนังดำเนินเรื่องตามสูตรเป๊ะ แต่คลุกเคล้าด้วยสามองค์ประกอบข้างต้นที่ลงตัว ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังสร้างชื่อของผู้กำกับแซ็ค สไนเดอร์ทันที ก่อนจะไปดังเป็นพลุแตกกับ 300 และ Watchmen 

 *intro ก่อนเข้าหนัง บวกเพลงประกอบเพราะ ๆ ของ Johnny Cash ทำให้นี่คือฉาก intro ที่ดีที่สุดฉากนึงในวงการภาพยนตร์ 

 

 2) [REC] /2007 (Jaume Balagueró และ Paco Plaza) 

 นี่ถือเป็นหนังที่ช่วยบุกเบิกและแหวกประเพณีหนังสยองขวัญเรื่องแรก ๆ ของโลก ด้วยการถ่ายทำแบบ hand-held หรือแปลบ้าน ๆ ว่า ถ่ายแบบแบกกล้องใส่บ่าวิ่งบ้าคนเดียว ผลเสียคือ ภาพที่ได้จากการถ่ายทำจะไม่ค่อยนิ่ง มีการสั่นไหวตามจังหวะการเคลื่อนตัวของผู้ถือกล้อง 

 แต่ลืมมันซะ ผลเสียที่ว่านั้นกลายเป็นผลดีในเรื่อง [REC] เพราะนี่คือหนังที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับทีมงานถ่ายทำสารคดีการกู้ภัยของหน่วยดับเพลิง แต่ใครจะไม่คาดคิดว่างานกู้ภัยคราวนี้ คือการเข้าไปช่วยผู้คนที่ติดอยู่ในอพาร์ทเมนท์เล็ก ๆ ที่มีแต่คนติดเชื้อซอมบี้ทั้งหลัง! 

 วิธีการเล่าเรื่องผ่านสายตาตากล้องในมุมมองบุคคลที่หนึ่ง เพิ่มความกดดันตื่นเต้นถึงขีดสุดให้ผู้ชมร่วมลุ้นกับสถานการณ์ทุกอย่างที่ตัวละครต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอด ยิ่งเมื่ออาคารหลังนี้ถูกรัฐบาลสั่งปิดตายเพื่อป้องกันเชื้อรั่วไหล อะไรจะเกิดขึ้น!? (เข้าองค์ประกอบข้อที่สามเป๊ะ ๆ) 

 หนึ่งในหนังสยองขวัญที่ดีที่สุดที่ไม่เคยมีโอกาสฉายในไทย (อย่าหลงผิดไปดูเวอร์ชั่นรีเม้คที่ใช้ชื่อว่า Quarantine เด็ดขาด) หนังมีภาคสองออกฉายเมื่อปลายปี 2009 แม้จะจัดเป็นหนังที่ไม่เลว แต่สู้ภาคแรกไม่ได้ทุกกระบวนท่าครับ

 *ตัวอย่างหนังสั้น ๆ โคตรระทึกใจในเวอร์ชั่นภาษาต้นฉบับครับ

3) 28 Days Later / 2002 (Danny Boyle)

 มหานครลอนดอนที่แสนพลุกพล่าน จะเป็นอย่างไรเมื่อวันนึงคุณตื่นขึ้นมาในยามเช้า เพื่อพบว่าประชากรนับล้านของลอนดอนติดเชื้อมรณะและไล่เข่นฆ่ากันอย่างหฤโหด และคุณคือมนุษย์คนเดียวที่เหลือรอดในเมืองนี้

เตรียมใจพบกับหนังสยองขวัญสุดจี๊ดจากผู้กำกับโคตรเท่แห่งยุค ทำเท่ไม่เหมือนใครด้วยการถ่ายทำโดยใช้กล้องดิจิตอลความละเอียดต่ำเพื่อให้ได้ภาพนัว ๆ ฟุ้ง ๆ สวยล้ำ ท่ามกลางฉากหลังเป็นซากมหานครลอนดอนที่ล่มสลาย นี่คือหนังแนวผู้ติดเชื้อที่วางองค์ประกอบทั้งสามชนิดได้โคตรลงตัว มันมีตัวละครที่คุณต้องหลงรักแน่นอน มันเต็มไปด้วยบทสนทนาระดับสุดยอด จิกกัดประเด็นสังคม วัฒนธรรม และกำพืดของมนุษยชาติอย่างถึงแก่น และแน่นอนว่ามันเต็มไปด้วยสถานการณ์บีบคั้นในสถานที่จำกัด ที่จะทำให้ผู้ชมนั่งตัวเกร็งหายใจไม่ทั่วท้องจนถึงวินาทีสุดท้าย รวมถึงอย่าลืมดนตรีประกอบที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นหนึ่งในดนตรีประกอบภาพยนตร์ที่ดีที่สุดชิ้นหนึ่งที่เคยมีการประพันธ์กันมา

หากชม 28 Days Later จบแล้ว อย่าลังเลที่จะหยิบจับ 28 Weeks Later มารับชมต่อโดยพลัน แม้จะเปลี่ยนผู้กำกับและสไตล์ในการเล่าเรื่อง แต่ตอนต่อของหนังชุดนี้เข้มข้นเร้าใจไม่แพ้กันเลยครับ

*ตัวอย่างหนังโชว์ความเท่และฉากมหานครลอนดอนร้างอันน่าตื่นตะลึง

ไว้วันหลังมาต่อหนังสยองขวัญแนวอื่น วันนี้ขอตัวไปนอนก่อนครับ

ตอนที่ 2 >คลิกที่นี่<

Written by ljungdurst

สิงหาคม 21, 2010 ที่ 22:59

เขียนใน ความบันเทิง

13 Responses

Subscribe to comments with RSS.

  1. แนวติดเชื้อ 55 ชื่อดี.. เอาอีก จะได้เปิดหูเปิดตาบ้าง (ที่แนะนำมาได้ดูสองเรื่อง แต่เรื่อง rec นี่ไม่ได้ดู)ปกติไม่ค่อยชอบหนังน่ากลัว scary นัก ชอบแบบ horror แต่ก็มีบ้างที่อยากดูเป็นบางอารมณ์ เห็นด้วยว่า ไอ้ฉากตกใจ มีมากไปในหนังสมัยใหม่ ไม่เห็นจะทำให้หนังดูดีขึ้น มีแต่จะแอบด่าผกก.ในใจ เมิงมีปัญญาทำหนังได้แต่หลอกตบหัวเหรอไงฟะ

    Strange Loop

    สิงหาคม 22, 2010 at 01:40

  2. หนังประเภทนี้ ไม่ค่อยชอบดู เพราะเคยดูบางเรื่องแล้วทำให้ ระบบประสาทการทำงานดีมากสะดุ้งทั้งเรื่อง ส่วนเพื่อนก็กรี๊ดซะลั่นโรง

    Especially for you

    สิงหาคม 22, 2010 at 01:53

  3. ดูเพราะเลี่ยงไม่ได้จริงๆ…ถ้าให้เลือกก็ไม่ดูค่ะ…กลัว

    ํํIf you want to find something

    สิงหาคม 22, 2010 at 02:39

  4. เหมือนโฆษณาอะไรสักอย่าง..ซื้อตั๋วดูหนังผี กลัวผีมั้ย กลัว งั้นคิดครึ่งราคาเพราะปิดตาซะครึ่งเรื่อง 55+

    เจ้าหงิญ

    สิงหาคม 22, 2010 at 03:10

  5. ชอบหนังเเนวสยองขวัญค่ะและจะได้ดูหนังประเภทนี้คนเดียวเสมอ ไม่ว่าที่บ้านหรือที่โรง ชวนใครไม่ยักกะมีคนกล้าที่คุณโจ้แนะนำเคยได้ดูอยู่เรื่องเดียว ในความรู้สึกส่วนตัว หนังผีไทยจะทำใด้น่ากลัวที่สุดแต่ถ้าหนังต่างประเทศ ต้องเป็นหนังเเนวสยองขวัญทางวิทยาศาสตร์ถึงทำได้น่าดูน่าสยดสยอง..^^ zผีต่างประเทศไม่น่ากลัวค่ะ อิอิ อย่างชัตเตอร์ที่ซื้อลิขสิทธิ์ไปทำเวอร์ชั่น บ้านเค้าก้องั้นๆ

    Diary on Line

    สิงหาคม 22, 2010 at 04:36

  6. ชอบทุกแนว ชอบเรื่องเร็คมากกกกก ดูจบยังหลอนกะเด็กเขียวๆที่แว้บออกมาไม่หายแต่พอเอามาทำเป็น ควอแรนทีน แล้วคนละเรื่องเลย อย่างกะหน้ามือกะหลังทีนส์ที่เป็นฮ่องกงฟูต

    c e r e a l

    สิงหาคม 22, 2010 at 04:53

  7. ได้ดูครบ 3 เรื่องเลยชอบ Dawn of the Dead แล้วก็ 28 ทั้ง days ทั้ง weeks สำหรับเรื่อง REC นี่บ้านเราไม่มีหรือ จำได้ว่าพี่เห็นแผ่นที่ร้านเช่า และก็ยังเช่ามาดูนะ ไม่ค่อยชอบเพราะปวดหัว ไม่ชอบดูพวก "ถือมือถ่าย" ปวดตาแล้วหนังก็แว๊บๆไปแว๊บมาชอบดูหนังซอมบี้ สมัยก่อนมันจะแค่เดินทื่อๆ โคตรช้า ทำให้คิดว่าไม่น่าจะน่ากลัวเลย วิ่งหนีมันก็ทันสบายๆแล้ว แต่หลังๆ ซอมบี้ยังกับเป็นนักวิ่งมืออาชีพ

    hud

    สิงหาคม 22, 2010 at 06:01

  8. 3เรื่องนี้จัดได้ว่าดีที่สุดสำหรับแนวนี้จริงๆ

    Vanilla

    สิงหาคม 22, 2010 at 11:30

  9. งึ๊ย !Log in เพื่อจะตอมเม้นก็เห็นอีกแล้วอ้ะ !ถ้าคนชอบดูแล้วนั่งพิจารณาพิจารณ์ได้ขนาดนี้แปลว่าต้องมีพื้นเพหรือภูมิหลังที่เกี่ยวข้องกะหนังพอตัว ทั้งสามเรื่อง ไม่เคยดูเลย แล้วก็คงไม่คิดจะดู เห็นเงาตัวเองในกระจกก็ช๊อควันละสามสี่รอบแล้ว :P

    SUTISA

    สิงหาคม 22, 2010 at 17:45

  10. เรื่อง Rec น้องมันแนะนำให้ดูตอนภาคแรกครับแล้วก็ติดแงม ดูภาคสองต่อ และรอภาคสามที่คิดว่าน่าจะมีต่อ(มั้ง)ส่วนเรื่องแรกก็ชอบเช่นกันครับยกเว้นเรื่องที่ 3 ยังไม่ได้ดู = ="

    Xenogenesis

    สิงหาคม 22, 2010 at 18:31

  11. ชอบทุกเรื่องเลยแต่เรื่องที่ดูบ่อยคงเป็น 28 Days Later มั้งบางทีก็เปิดทิ้งไว้เฉยๆ อาศัยฟังดนตรีประกอบจากในหนังเอาอย่างเดียวชอบ soundtrack ของหนังเรื่องนี้มากๆ

    Le temps

    สิงหาคม 24, 2010 at 03:43

  12. พี่เป็นพวกเฉย ๆ กับหนังสยองขวัญน่ะคือดูแล้วเฉย ๆ ไม่ติดใจ ไม่อินเท่าไหร่แถมไม่รู้อีกว่าแบบไหนเรียกว่าหนังดีหรือไม่ดี (^^ll)ส่วนอันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวนะพี่ว่าเรื่อง [●REC] เนี่ย ต้องชมตรงจุดที่ถ่ายทำแบบ Hand-held เพราะถ้าไม่ใช่ มันจะไม่มีอะไรเลยแต่ขนาดใช้เทคนิคนี้พี่ยังเฉยเลยว่ะ คือดูจบไปแบบ อ้าว จบแล้วหรอ …น่ะ ไม่มีความน่ากลัวเลย แถมรู้ทันอีกว่าช่วงสุดท้ายตัวเอกจะขึ้นไปเจออะไร (-__-ll)

    「POP」

    กันยายน 6, 2010 at 17:34

  13. […] with 20 comments ย้อนอ่านตอนที่หนึ่ง >คลิกที่นี่<  […]


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: