WE LIVE BECAUSE THERE'S LOVE

movie music magic football

“Smart Phone” ฤา จะเป็นแค่ Furniture ธรรมดาๆ

with 8 comments


(ผมไปอ่านเจอมาเมื่อเร็ว ๆ นี้เองครับ เห็นว่ามีประเด็นที่น่าสนใจเยอะพอตัวเลยขออนุญาตนำมาแชร์กัน – โจ้)

สุวัจชัย ลีสุจริตกุล บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร Windows ITPro

ผมมีโอกาสได้ไปงาน Press Conference ของค่ายเอเซอร์ เป็นการเปิดตัว สมาร์ทโฟน แอนดรอย์ (Android) ตัวใหม่ล่าสุด โดย ภายในงานผมมองเห็น คุณอลัน เจียง ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด กำลังชี้ให้นักข่าวไอทีกลุ่มใหญ่ได้เห็นว่า ภายในปี 2014 ระบบปฏิบัติการบนมือถือ “Android” กำลังจะกลายเป็นโอเอส (เปิด) แห่งอนาคต ที่อุปกรณ์โมบิลิตี้อย่าง “สมาร์ทโฟน” จะขาดเสียมิได้ ข้อมูลที่อยู่ในมือคุณอลัน ยังบอกต่อไปว่า ในช่วงปีดังกล่าว โอเอสบนมือถืออย่าง Symbian ก็จะลดลงมาเรื่อยๆ แม้กระทั่ง Windows Mobile จากค่ายไมโครซอฟท์ก็ไม่มีข้อยกเว้นที่จะต้องลดลงไปเช่นกัน…….แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีโอเอสจากค่าย Apple (iPhone) และ RIM (BlackBerry) ที่ยังมีอัตราการขยายตัวอยู่ ทั้งนี้เป็นเพราะโอเอสของค่ายทั้งสอง จะใช้เฉพาะกับเครื่องสมาร์ทโฟนของตัวเอง (Proprietary) เท่านั้น ก็เรียกว่ามีกลุ่มสาวกของพวกเขาอยู่นั่นเอง

สมาร์ทโฟน เป็นโทรศัพท์มือถือประเภทหนึ่งที่ได้เสริมความสามารถพิเศษของ PDA เข้าไป ทำให้มือถือเครื่องนั้นมีประสิทธิภาพในการทำงานมากยิ่งขึ้น อาทิเช่น คุณสามารถรับส่งอีเมล์, ดูปฏิทิน, ทำตารางนัดหมาย, พิมพ์เอกสาร, ใช้งานอินเตอร์เน็ต, ดูหนัง-ฟังเพลง ฯลฯ เพิ่มการทำงานได้ยอดเยี่ยมมากกว่ามือถือกระป๋องๆ ทั่วๆ ไปครับ

ต้องยอมรับครับว่าอุปกรณ์สมาร์ทโฟนกลายเป็นสินค้ายอดฮิตให้กับชาวโลกอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ชาวไทยที่บ้าเห่อ!” กับอุปกรณ์พวกนี้ชนิดที่เรียกว่า “ไม่มีเงินกินข้าวไม่เป็นไร แต่ถ้าไม่มี BB เพื่อนล้อแย่เลย”

วัตถุประสงค์เริ่มต้นของสมาร์ทโฟน ก็คือเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของคนเรา ให้มีความสะดวกรวดเร็วมากขึ้น เน้นการใช้งานในเชิงของการสร้าง Productivity ให้สูงขึ้นกว่าเดิม อย่างเช่น สามารถที่จะซิงโครไนซ์งานต่างๆ ภายในองค์กรได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องเขามานั่งจ่อมอยู่ในออฟฟิศเพื่อที่จะโหลดงาน หรือรับส่งอีเมล์ผ่านทางเครื่องคอมพิวเตอร์, สามารถอัพเดตตารางกำหนดการประชุมได้อย่างรวดเร็ว, อนุมัติสัญญาต่างๆ ผ่านทางอุปกรณ์สมาร์ทโฟนได้อย่างง่ายดาย, หรือแม้กระทั่งที่จะตรวจสอบข้อมูลจากภาพวิดีโอที่ส่งผ่านทางสมาร์ทโฟน ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางและเวลาที่ต้องเสียไป นอกจากนั้นแล้วมันยังมีแอพพลิเคชันเล็กๆ ด้านบันเทิงเอาไว้ให้ ไม่ว่าจะเป็นเกมส์, IM หรือโปรแกรมดูหนังฟังเพลง เล็กๆ น้อยๆ ก็ช่วยให้ผู้ใช้งานผ่อนคลายไปได้อีกด้วย

แต่พฤติกรรมการใช้งานดังกล่าวนั้น ผมบอกตรงนี้เลยว่า “ไม่ใช่พฤติกรรมของคนไทยครับ” และก็กล้าพูดได้เลยว่า คนไทยส่วนใหญ่ตอนตัดสินใจซื้อ BB หรือ iPhone แว่บแรก! ไม่ได้คิดหรอกว่ามันจะเข้ามาช่วยเพิ่ม Productivity ของการทำงานของพวกเขาได้อย่างไร? แต่กลับไปคิดว่า ตรูจะโหลดเพลง, จะโหลดหนัง, จะเล่นเกมส์, จะเท่ห์, จะแชท หรือจะเข้าสังคม BB กับเพื่อนๆ ได้อย่างไรน๊อ ! บางคนอาจจะคิดว่า “ก็ทำไมล่ะ Productivity ของฉัน ก็คือสิ่งเหล่านี้ไง มายุ่งอะไรด้วย ไปหนักหัวเธอเหรอ?” ถ้าเป็นอย่างนั้นผมก็อนุโมทนาล่ะครับ !

คนไทยส่วนมากมักไม่ได้ถูกสอนในเรื่องการรู้จักคุณค่าและความคุ้มค่าของสิ่งของ แต่ดันกลับไปโดนเร้าด้วยสิ่งที่เป็นเปลือก, สิ่งที่เป็นเอ็นเตอร์เทนมากเกินไป อีกทั้งรูปแบบกลยุทธ์การตลาดของผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย ก็ไม่ได้โฟกัสไปในเรื่องของฟังก์ชันหลักที่ได้รับ (ผมฟันธงเลยว่า ผู้ที่ซื้อ BB และ iPhone, HTC หรือแม้แต่ Acer ก็ตาม มีน้อยนักที่จะเปิดอ่านคู่มือก่อนการใช้งาน) แต่กลับไปเน้นถึงเรื่องอื่นๆ ซึ่งในมุมมองของผมแล้ว ผมคิดว่าไร้สาระครับ (แต่ก็อย่างว่าครับ คนไทยไม่ชอบวิชาการสักเท่าไหร่นัก ขอบันเทิงเยอะๆ มรึงวิชาการมาก กรูไม่ซื้อ) ดังนั้นจึงทำให้สมาร์ทโฟนเหล่านี้ จากที่ควรจะเป็น Equipment ก็กลายเป็นแค่ Furniture ธรรมดาๆ

อย่างในวันแถลงข่าวของ Acer นี้ก็เช่นกันครับ ผมพยายามที่จะฟังดูว่า Productivity ที่ผู้ใช้จะได้รับคืออะไร นั่งเงี่ยหูฟังอยู่นาน ก็ได้ยินแค่ว่า Android คืออนาคตของโอเอสสมาร์ทโฟนยุคใหม่, มีจอขนาด 3.2 นิ้ว แบบ HVGA, มีกล้องความละเอียดสูง, เป็นสมาร์ทโฟนเพื่อความบันเทิง (อันนี้ชัดที่สุดแล้ว “เพื่อความบันเทิง” เอาเข้าไป) ดีไซน์สวย, มีหน้ากากให้คุณเปลี่ยนสไตล์ได้ทุกๆ วัน, อัพเดตเฟชบุ๊กและยูทูบได้รวดเร็ว, และก็เรื่องราคาที่ขาย เป็นราคาที่ไม่มีใครสามารถทำได้แบบนี้มาก่อน ……….พอผมฟังจบ ก็รู้สึกทันทีเลยว่า “สมาร์ทโฟน” มันทำได้แค่นี้เองหรือเนี้ยะ !!?

คงจะมีผู้อ่านสงสัยว่า “เอ้า ติกันเข้าไป เก่งจริงไหนเสนอมาสิ” ซึ่งผมก็ขอออกตัวก่อนเลยครับว่า ผมไม่ได้เก่งเรื่องมาร์เก็ตติง หรือการทำพีอาร์ เพียงแต่อยากจะชี้ให้เห็นประเด็นว่าอย่าไปโฟกัสตรงเปลือกนอกเหล่านั้น เอาให้ชัดๆ ไปเลยว่า เมื่อคนไทยใช้สมาร์ทโฟนแล้ว เขาจะสามารถสร้าง Productivity ได้อย่างไร อย่าเพียงแต่สักให้เขาซื้อกันมา แล้วมานั่งเปลี่ยนหน้ากากทุกวัน, หรือจะดูดีไซน์ที่มันเก๋ไก๋ทุกวัน, หรืออัพเดตเฟชบุ๊กอยู่นั่นแหล่ะ อย่าทำเหมือนว่าคนไทยกินหญ้าครับ (ผมไม่ได้หมายถึงค่ายใดค่ายหนึ่ง แต่หมายถึงทั้งหมดที่ทำตลาดกันแบบนี้)

ประเด็นทั้งหมดก็คือว่า เราจะทำอย่างไรเพื่อให้คนไทยรู้สึกว่าเขาน่าจะสร้าง Productivity จากเครื่องสมาร์ทโฟนที่เขาซื้อมาได้มากกว่าที่ควรจะเป็น แทนที่จะมัวแต่เอามาใช้เพื่อเล่นเกมส์, แชทกับเพื่อนไปวันๆ อยู่แบบนี้ ต่อให้เป็นสุดยอดโอเอสอะไรก็ตามเถอะ มันก็จะไม่มีค่าเลย ถ้าไม่สามารถ Productivity ให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมได้อย่างแท้จริง ไอ้เจ้ามือถือกระป๋องๆ ที่ผมใช้อยู่ยังดีเสียกว่าอีกครับ

วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2553 เวลา 10:59:43 น. (มติชนออนไลน์)

Written by ljungdurst

มกราคม 5, 2011 ที่ 20:33

8 Responses

Subscribe to comments with RSS.

  1. ผมคิดว่าการโฆษณาของเขา ก็คงตอบโจทย์ ความเป็น Furniture จากการใช้งานของคนไทยนั่นแหละครับ ปล.ผมชอบจอสัมผัส ก็แค่ว่ามันทำให้ อยากใช้งานตรงไหนจิ้มตรงนั้นเลย แค่นั้นแหละครับ ไม่ต้องเลื่อนขึ้นๆลงที่ปุ่มกด

    hud-thu-ka

    มกราคม 5, 2011 at 23:14

    • เด็กที่โตมากับวิดีโอเกมแบบผมไม่ชอบพวกระบบสัมผัสเลยครับ

      Ljungdurst

      มกราคม 6, 2011 at 10:10

  2. ผมใช้ไอโฟน เหตุที่ใช้โทรศัพท์ฉลาด ก็เพราะต้องการติดต่อเมล์ได้ระหว่างอยู่นอกที่ทำงาน (ซึ่งบ่อย) จริงๆใช้ยี่ห้ออื่นก็รับได้ แต่จอมันใหญ่กว่า และ สัมผัสจอ สะดวกกว่า เชื่อหรือไม่ในเครื่องผม ไม่มีวิดีโอ ไม่มีเกมส์ เสียเวลา

    การใช้เมล์มิใช่แค่ส่งข้อความ (เพราะ โทรศัพท์ธรรมดาก็ทำได้) แต่มันคือการส่งไฟล์ และ เปิดดูตรวจสอบได้เลย และส่งต่อได้

    เป็นธรรมดาที่บ้านเรายังเน้น เอนเตอร์เทน อีกหน่อยคงดีขึ้นครับ

    หวังว่านะ

    multiverses

    มกราคม 6, 2011 at 08:27

    • หวังว่าจะดีขึ้นเช่นกันครับ

      Ljungdurst

      มกราคม 6, 2011 at 10:11

  3. เทคโนโลยีวิทยาการสามารถเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนหมู่มากได้

    theenamitta

    มกราคม 6, 2011 at 09:53

    • เปลี่ยนไปทางดีขึ้นหรือเลวลง มันช่างน่าสงสัย

      ljungdurst

      มกราคม 6, 2011 at 23:59

  4. ไอ้คนที่เชื่อว่าใช้ืแล้วเท่ แล้วดี มันก็มีจริงๆ
    ที่สำคัญ.. กว่าครึ่งของคนที่ซื้อก็ยังเป็นแค่เด็กที่ขอเงินแม่ซะด้วย
    เรื่องแบบนี้มันพูดยาก
    อยู่ที่จิตสำนึก กระแส และความหนักแน่น ความเป็นตัวของตัวเองทางความคิด

    เราไม่ปฏิเสธเทคโนโลยีล่ะ เราว่ามันมีคุณมากกว่าโทษ
    แต่เราไม่ไล่ตาม ใช้เท่าที่คิดว่าจำเป็นจะต้องใช้
    ตอนนี้ก็อยากได้ที่อ่านหนังสืออิเล็กทรอนิคอยู่เหมือนกันนะ
    อ่านแต่ในจอคอม ปวดตาใช่เล่นเลย (^^,)

    j00m

    มกราคม 14, 2011 at 12:02

  5. ถ้ามีโอกาสก็อยากจะลองเปลี่ยนมาใช้แบบนี้ดูบ้าง

    neejfc

    มกราคม 14, 2011 at 18:24


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: