WE LIVE BECAUSE THERE'S LOVE

movie music magic football

โฆษณา & ราคาตั๋ว : มาตรฐานมั่วๆ ของหนังโรง!!

with 52 comments


*จากคอลัมน์ แทงใจดำ ของคุณอภินันท์ (manager.co.th)
…………………………………………………………………………………………………….
 
        ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับความดีความห่วยของหนัง แต่ 2 สิ่งที่ผมคิดว่า กำลังมีส่วนในการผลักให้คนส่วนหนึ่งรู้สึก "ยี้" กับการดูหนังโรง และเกิดอาการเซ็งจิตจนไม่คิดอยากจะย่างกรายเข้าไปในโรงหนัง นั่นก็คือ "โฆษณา" หนึ่ง และ "ราคาค่าตั๋วหนัง" อีกหนึ่ง
       
        จะมากจะน้อย ผมเชื่อว่า หลายๆ คนก็คงรู้สึกเช่นเดียวกันกับผมว่า เดี๋ยวนี้ กิจกรรมการดูหนังในโรงภาพยนตร์ มันไม่ใช่การไป “นั่งดูหนัง” เพื่อเสพรับความบันเทิงเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว แต่มันยังพ่วงด้วยการต้องนั่งดูโฆษณาที่เราไม่ได้อยากดูมันเลย
       
        คือจริงๆ ก็เข้าใจล่ะครับว่า โฆษณาก่อนหนังฉาย เป็นช่องทางสร้างรายได้อย่างหนึ่งของโรงหนัง แต่หลายๆ ครั้ง เรารู้สึกว่ามันมากเกินไปไหมครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวลาที่หนังฟอร์มยักษ์ฟอร์มใหญ่เข้าฉาย (อย่างล่าสุดก็คือ 2012) ไม่รู้โฆษณาอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะไปหมด รวมๆ แล้ว กว่าจะได้ดูหนัง “ที่อยากดู” จริงๆ ก็ปาเข้าไปเป็นครึ่งชั่วโมงและหาวไปสามรอบก่อนแล้ว
 

       
        ผมไม่อยากจะคิดเหมือนที่คนอื่นๆ คิดนะครับว่า นี่เป็นการเอาเปรียบและยัดเยียดคนดูแบบเนียนๆ ของโรงหนัง แต่ปัญหาของมันจริงๆ ก็คือว่า ณ ตอนนี้ เราดูเหมือนจะยังไม่มี “มาตรฐาน” ที่ชัดเจนที่จะจัดการควบคุมเรื่องแบบนี้
       
        ซึ่งถ้าเทียบกับสื่ออื่นๆ อย่างทีวี มันยังมีหลักเกณฑ์ข้อบังคับบอกไว้บ้าง อย่างเช่น รายการทีวีที่มีความยาวหนึ่งชั่วโมง ให้โฆษณาได้ 10 นาที แต่ไม่เกิน 12 นาที อะไรแบบนี้ แต่สำหรับโรงหนัง ที่ผ่านๆ มา ดูเหมือนว่า “อำนาจในการตัดสินใจ” จะถูกปล่อยให้เป็นหน้าที่ของโรงหนังที่จะ “ทำยังไงก็ได้”
       
        “ทำยังไงก็ได้” แบบเดียวกันกับที่ทำกับ “ราคาบัตรผ่านประตู” เข้าไปชมภาพยนตร์
       
        คือโดยทั่วๆ ไป ผมว่า ตอนนี้ ราคาตั๋วหนังน่าจะยืนพื้นอยู่ที่ 120 บาท แต่โรงหนังก็คล้ายๆ จะขยันปิ๊งไอเดียที่จะดูดเงินจากกระเป๋าคนดูหนังได้มากขึ้น พร้อมกับเหตุผลที่ฟังแล้วชวนงงเหลือหลาย อย่างเช่น เพิ่มเป็น 140 บาท จาก 120 บาท เพราะว่ามันเป็นวันเสาร์อาทิตย์
       
        คิดๆ ดู ก็พอทำความเข้าใจได้นะครับ เพราะช่วงวันหยุด มันอาจจะมีคนต้องการดูเยอะ ก็เลยต้องเพิ่มราคา (เพราะไม่ “โกย” วันนี้ จะไป “โกย” วันไหน) แต่ถ้ามองในอีกด้าน ผมว่าไม่เห็นจำเป็นจะต้องไป “โยนภาระ” ให้กับคนที่ดูวันเสาร์อาทิตย์เลยนะครับ เพราะบางที วันปกติ เขาไม่มีเวลาไปดู แต่คุณกลับมาใช้ “ข้อจำกัด” และ “เงื่อนไข” ในเรื่องเวลา มา “ขึ้นราคา” กับเขาเพิ่มอีก (หนังก็หนังเรื่องเดิม คุณภาพเท่าเดิม เก้าอี้ก็ตัวเดิมๆ แต่ราคากลับไม่เท่าเดิม เพียงเพราะเรื่องของ “วันเวลา”)
       
        ยังไม่ใช่เพียงแค่นั้น มันยังมี “กลยุทธ์” อีกหลายรูปแบบที่โรงหนังใช้เป็น “เหตุผล” ในการเพิ่มค่าตั๋ว ที่เจอบ่อยที่สุดก็คือ เวลาหนังดังๆ หรือฟอร์มยักษ์ๆ เข้าฉาย มันจะมีการเปลี่ยนแปลงราคาตั๋วโดยอัตโนมัติ ยกตัวอย่างเช่น 2012 ถ้าคุณดูวันปกติ (จันทร์-ศุกร์) โรงพากย์ไทย ราคา 120 บาท แต่ถ้าดูโรงที่ซับไทย ราคาจะ 140 บาท แต่ถ้าดูวันเสาร์-อาทิตย์ โรงที่พากย์ไทยจะเป็น 140 ส่วนโรงที่พูดอังกฤษจะอยูที่ 160 บาท (ผมเคยตั้งข้อสังเกตไว้ครั้งหนึ่งในบทความชิ้นก่อนๆ แล้วว่า การขึ้นราคาให้กับโรงพากย์ไทย น่าจะแพงกว่ามั้ย เพราะคุณต้องเพิ่มต้นทุนในการไปจ้างทีมพากย์มาพากย์ให้)
 

       
        เอาล่ะ แค่นี้ก็มึนตึ้บแล้วครับ ไม่รู้ว่าราคามันจะแบ่งแยกแตกซอยอะไรกันยิบย่อยเยอะแยะและยุ่งยากมากมายขนาดนั้น นั่นยังไม่นับรวมถึงที่นั่งแบบพวก Love Seat อะไรพวกนั้นอีก ที่ล่าสุด นักข่าวรุ่นพี่คนหนึ่งซึ่งไปดู 2012 มา เจอที่นั่ง Love Seat ไปสองที่ 360 บาท แต่ขอโทษเถอะ คุณภาพของที่นั่งก็ไม่ได้ต่างจากเก้าอี้ราคา 120 แต่อย่างใด
       
        พ้นไปจากนี้ ยังมีการปรับแถวที่นั่งเพื่อโก่งราคาอีกต่างหาก คือปกติ ที่นั่งราวๆ 2-3 แถวบน ราคาจะตกอยู่ที่ 140 บาท แต่พอหนังดังๆ หรือหนังฟอร์มใหญ่ๆ เข้าฉาย เราจะพบว่า โรงหนังจะปรับแถวที่นั่งราคา 140 ให้ร่นลงมาอีก และบางครั้ง มันถูกร่นลงมาเกือบๆ ครึ่งโรงเลยด้วยซ้ำไป ทั้งๆ ที่เก้าอี้นั้นๆ แต่เดิมก็เป็นเก้าอี้ของราคา 120 บาท แต่ด้วยอานุภาพของหนังดัง ราคาที่นั่งก็เพิ่มขึ้นราวปาฏิหาริย์
       
        อันที่จริง ตรรกะแบบว่า เพราะหนังมันทุนสร้างสูง ราคาตั๋วเลยสูงตามไปด้วย ก็พอจะเข้าใจได้นะครับ แต่ที่น่าตั้งคำถามก็คือว่า แล้วถ้าหนังทุนสร้างต่ำๆ ล่ะ ทำไมไม่ลดราคาค่าตั๋ว เพราะหนังอย่าง “จ๊ะเอ๋…โกยแล้วจ้า” เอย “สามพันโบก” เอย พูดก็พูดเถอะ เทียบทุนสร้างกับหนังอย่าง 2012 มันต่างกันราวฟ้ากับเหว แต่โรงหนังเคยมีความคิดที่จะ “กรุณาลดราคา” ด้วยเหตุผลว่า “หนังทุนต่ำ” บ้างหรือเปล่า?
 

       
        ครับ, ที่พูดมาทั้งหมด อย่าได้บอกเชียวนะครับว่า ถ้าไม่มีตังค์ก็ไม่ต้องไปดู อยู่บ้านเฉยๆ… เพราะจริงๆ เรื่องแบบนี้ มันไม่ได้เกี่ยวกับว่า มีตังค์หรือไม่มีตังค์ แต่มันอยู่ที่ว่า โรงหนังมีสิ่งที่เรียกว่า “มาตรฐาน” มากน้อยแค่ไหน??
       
        แน่นอน เรื่องทั้งหมด ผมว่าโรงหนังกำลังทำร้ายตัวเองอยู่กลายๆ เพราะทุกอย่างที่เป็นอยู่ มันทำให้คนดูส่วนหนึ่งเบื่อหน่ายและไม่คิดจะเข้าไปใช้บริการหนังโรง เพราะพูดก็พูดเถอะ เดี๋ยวนี้ จะหนังดังหนังดีแค่ไหน ไม่นานหรอก เดี๋ยวก็มีแผ่นออกมาขาย อดใจรอนิด ก็มีให้ดูแล้ว แถมเก็บไว้ดูได้หลายรอบอีกด้วย (แต่ก็อีกนั่นแหละ ซื้อหนังแผ่นมาดู ก็ยังอุตส่าห์มีโฆษณาติดมาด้วยอีกแน่ะ คือโฆษณาหนังตัวอย่างนั้นไม่เท่าไหร่ครับ แต่โฆษณาสินค้าหรือว่าประชาสัมพันธ์ผลงานเชิง CSR นี่ ไม่ไหวจะเคลียร์เลยจริงๆ…โอกาสต่อไป ผมจะมาพูดเรื่องนี้)
       
        และไหนๆ ก็พูดเรื่องโรงหนังแล้ว ผมคิดว่า ในขณะคนส่วนหนึ่งกำลังเบื่อๆ หน่ายๆ กับโรงหนังเจ้าใหญ่ๆ ซึ่งกำลังสนุกสนานกับการโกยเงินอยู่ในตอนนี้ ผมคิดนะครับว่า บางที มันอาจจะเป็นโอกาสที่ดีของพวกโรงหนังชั้นสองขึ้นมาก็ได้
       
        ที่พูด…ไม่ใช่โรงหนังที่ฉายภาพยนตร์ติดเรทอะไรพวกนั้นนะครับ แต่เป็นโรงหนังชั้นสอง เช่น “นครนนท์รามา”, “งามวงศ์วาน เดอะ เธียเตอร์” หรือ “ดาวคะนองรามา” ฯลฯ ที่ฉายหนังประเภท 2 เรื่องควบ 40 บาทต่อที่นั่งบ้าง หรือ 60 บาทบ้าง แน่นอนว่า หนังที่ฉายก็เป็นหนังใหม่ๆ ทั้งนั้น จะด้อยอย่างเดียวก็คือ คุณภาพของโรงหนัง ทั้งความเก่า ความไม่สะอาด ไปจนถึงระบบเสียง ฯลฯ
       
        เป็นที่เข้าใจกันว่า โรงหนังเหล่านี้ดำเนินธุรกิจมานานเหมือนคนแก่ที่สังขารร่วงโรย ปล่อยให้สภาพผุพังไปตามยถากรรม ลูกค้าส่วนใหญ่ก็เป็นกลุ่มคนรายได้น้อย หรือไม่ก็คนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในเมือง
       
        สิ่งที่ผมคิดก็คือว่า ทำไม โรงหนังเหล่านี้ถึงไม่มีความคิดที่จะ “ปรับ” หรือ “อัพเกรด” ตัวเองขึ้นมา ด้วยการปรับปรุงระบบและสภาพบรรยากาศสิ่งแวดล้อมให้มันดูโอเคขึ้นมาหน่อย (คือตอนนี้ มันโทรมทั้งโรงหนังและสภาพแวดล้อมรอบๆ โรง ที่ทำให้รู้สึกเหมือนเดินเข้าไปในแหล่งอาชญากรรมยังไงไม่รู้) ไม่ต้องหรูหราเหมือนเจ้าใหญ่อย่างเมเจอร์หรือเอสเอฟก็ได้ครับ เอาแค่ให้มันได้ในระดับที่คนเขาสบายใจที่จะเดินเข้าไปก็พอแล้ว
 

       
        ผมเชื่อนะครับว่า ถ้าโรงหนังชั้นสองเหล่านี้สามารถปรับปรุงตัวเองให้ “ดูดี” ขึ้นมาสักหน่อย ลูกค้าจะเพิ่มขึ้นแน่ๆ เพราะแม้แต่ผม บางครั้งก็คิดอยากจะเข้าไปใช้บริการโรงหนังแบบนี้เหมือนกัน อันเนื่องมาจากราคาค่าตั๋วที่ยั่วยวนใจของมัน ก็คิดดูสิครับ ฉายหนังใหม่หนังดัง 2 เรื่องควบ (2012 กับNew Moon) ราคาแค่ 60 บาท ต่อให้หนังมันห่วยแค่ไหน ความรู้สึกเสียดายเงินก็คงไม่มากนัก แต่ทุกครั้งที่คิดจะเข้าไปดู ก็ติดอยู่ที่สภาพบรรยากาศของโรงที่ชวนพะอืดพะอมตั้งแต่มองเข้าไป
       
        ดังนั้น ผมคิดว่า ถ้าโรงหนังเหล่านี้สามารถทำให้ผู้คนเห็นว่า ไปดูหนังที่นี่ คุณก็สามารถ “รู้สึกดีกับชีวิต” ได้ ก็น่าจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้ตัวเองขึ้นมาได้อีก วิธีการเบื้องต้นก็อาจจะต้องยอมเสียยอมลงทุนสักหน่อยเพื่อปรับสภาพให้มันดี แล้วจากนั้นก็ “ขอขึ้นค่าตั๋วอย่างสุภาพ” สักที่นั่งละ 20-30 บาท ผมว่าคนดูเองก็น่าจะ “เข้าใจ” และ “ไม่ทุกข์ร้อน” อะไรมากมายนะครับ เพราะเมื่อเทียบกับราคาค่าตั๋วของโรงใหญ่ๆ ทั่วไป มันก็ยัง “ถูกกว่า” อยู่ดี
       
        แล้วทีนี้ ถ้าเกิดธุรกิจ “รุ่ง” ขึ้นมาได้อย่างที่คิด ก็ขอจง “รักษานิสัยอันดี” ไว้ให้มั่นนะครับ เท่าๆ กับที่ต้องรักษามาตรฐานราคาค่าตั๋ว ไม่ใช่คิดจะขึ้นจะลงก็ได้ตามใจฉัน และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดเลยก็คือ อย่าโลภมากเห็นแก่ได้จนเกินควร ด้วยการอัดโฆษณายาวเหยียดยัดเยียดคนดูจนน่าชัง!!
………………………………………………………………………………………………………
 
ขอบคุณคุณอภินันท์สำหรับคอลัมน์ดี ๆ ที่ทำให้ผมไม่รู้สึกกระดากใจอีกครั้งเวลาปฏิเสธคำชวนของเพื่อนในการไปดูหนังที่โรง และรู้สึกผิดน้อยลงทุกครั้งที่เข้าเวบ www.torrentz.com
   อย่างที่ผมเคยเขียนเอนทรี่เกี่ยวกับธุรกิจหนัง(และเพลง)เมื่อหลายเดือนก่อนแล้ว พวกคุณเอาเปรียบพวกผมเอง ไม่ต้องมาตีหน้าเศร้าเล่าเรื่องเท็จขอความเห็นใจว่าอย่าสนับสนุนของละเมิดลิขสิทธิ์ ตัวผมเองดูหนังในโรงเรื่องสุดท้ายคือ ห้าแพร่ง จากนั้นมาผมโหลดบิทตลอด ด้วยสู้ค่าตั๋วและค่าเดินทางไปโรงหนังไม่ไหว แถมดีวีดีถูกลิขสิทธิ์ล่าสุดที่ผมซื้อคือ DVDรวมคอนเสิร์ตของจอห์น เลนน่อน สิ่งที่ผมได้รับจากการซื้อแผ่นแท้ราคา 200 บาทคือ คุณภาพภาพที่ไม่ชัด ระบบเสียงดังซ้ายขวาไม่เท่ากัน และซับไตเติ้ลสะกดผิดคำเว้นคำ
   ขอบคุณที่ทำให้ผมตาสว่างครับ อย่าหวังได้เงินจากผมอีกเลย เอเมน..

Written by ljungdurst

ธันวาคม 6, 2009 ที่ 11:41

52 Responses

Subscribe to comments with RSS.

  1. ซื้อแผ่นมาดูต้องตั้งใจมากๆงั้นจะไม่รู้เรื่อง…..ก็เลยไม่ชอบดูหนัง

    An-un-ya

    ธันวาคม 6, 2009 at 13:41

  2. ตอนนี้อยากดูหนังออนไลน์ และชอบซื้อมาดูที่บ้านหรือไม่ก็โหลดมาดูดีกว่านะ เพราะบางทีไปดูที่โรงบางตอนก็ตัดออกไปแล้วก็มีบางทีตัดแบบเห็นๆเลยอะ ดูดีๆหนังดับวูบ โผล่อีกทีอ้าวไปไหนละ เซ็งโคตร

    Especially for you

    ธันวาคม 6, 2009 at 14:08

  3. สมัยผมเป็นวัยรุ่นมีโรงหนังไม่น้อยนะครับ ราคาค่าตั๋วก็ไม่แพงนัก ที่แพงสุดก็น่าจะเป็นโรงหนังที่สยาม ตอนนั้น โรงหนังยังไม่จ๊าบเหมือนปัจจุบัน แต่ก็มี "หลายค่าย" แข่งกัน มีกลยุทธ์แปลกๆชวนคนมาดูไม่น้อย โรงหนังทำจอรองรับ 70 มม.ผุดมาแห่งหนึ่ง อีกค่ายก้อต้องสู้ตาม หนังเรื่องคิงคอง ก็ทำหุ่นคิงคองตัวเบ้อเร่อวางหน้าโรง ให้แปลกตาซะงั้นตอนเด็กจริงๆค่าตั๋วโรงหนังอย่าง คิงส์ สิบบาท สิบห้าบาท ดูได้ทั้งวัน โรงเมโทร ทำเก๋ เอาก้อดฟาเทอร์สองภาคมาฉายควบในคราวเดียว ราคาตั๋วปกติ อินทราก็เน้นขนาดโรงใหญ่ ฮอลีวู้ด มีจัดกิจกรรมดิสนี่ย์บ่อยๆ ตอนวัยรุ่นราคาตั้วยี่่สิบห้าบาทสามสิบบาท ..ถือว่ามากแล้ว บางทียังต้องพึ่งโรงสอง ที่ฉายควบเสมอๆปัจจุบันโรงที่เอาเปรียบเราได้เพราะ "ไร้คู่แข่ง" มีเงินทุนหนา เรียกว่า ทุนใหญ่ละครับ

    Strange Loop

    ธันวาคม 6, 2009 at 14:12

  4. An-un-ya Ji-Hoonตอบ..ดูหนังหรืออ่านหนังสือสอบกัน ทำไมตั้งใจขนาดนั้นร่มคันเดียว ลุ่มแม่น้ำโขงตอบ..ที่เซ็งต่อมาคือ ในโรงมีเซนเซอร์แบบโง่ๆ แถมพฤติกรรมคนในโรงหลายต่อหลายหนก็เกินจะทนจริงๆ

    Piyapong

    ธันวาคม 6, 2009 at 14:15

  5. พี่ปู..ที่สำคัญคือ สคบ. ไม่ทำอะไรเลยครับ มีการแจ้งเตือนไปหลายทีเรื่องความไม่ชอบมาพากลของโรงหนัง แต่ สคบ.รับเงินเค้ามาเยอะ เลยยักไหล่สองที บอก "หนูไม่รู้วว"

    Piyapong

    ธันวาคม 6, 2009 at 14:16

  6. ถ้าไม่ตั้งใจดูไม่ตั้งใจฟังก็ไม่รู้เรื่องอะดิเพราะเสียงจะซ่าๆๆๆๆตลอดเรื่องFreddie Ljungdurst ถามพี่ปูให้หน่อยดิว่าสมันนั้นเป็นวัยรุ่น….แล้วสมัยนี้ล่ะเป็นไวไฟเหรอ?

    An-un-ya

    ธันวาคม 6, 2009 at 14:20

  7. พูดเรื่องเซนเซ่อร์แล้วของขึ้นนะไร้ศิลปะในหัวใจจริงๆ ไร้ความเคารพในงานคนอื่น ผมละชอบจริงๆผู้กำกับที่ยื่นคำขาดว่า ถ้ามาทำนมเบลอๆ หรือตัดออก จะไม่อนุญาติให้ฉายมันทั้งเรื่องเลย….

    Strange Loop

    ธันวาคม 6, 2009 at 14:20

  8. ดู 2012 ที่ SF WORLD ในราคาที่นั่งละ 200 บาท แพงมากเสียดายตังค์สุดๆแหมไม่ได้จ่ายก้อเถอะ มันเอาเปรียบเห็นๆจริงๆด้วย

    ต้นไม้ใต้จักรวาล

    ธันวาคม 6, 2009 at 15:29

  9. An-un-ya Ji-Hoonตอบ..หนังอะไรหว่า ซ่าๆๆๆๆ เยอะจังStrange Loop Pooตอบ..อย่างเรื่องที่ผมเสียอารมณ์ในโรงมากๆคือ เรื่อง 300 เซนเซอร์หัวนมครับ แต่ฉากฆ่ากันหัวกระจุย ไม่เซนเซอร์ต้นไม้ใต้จักรวาล …ตอบ..เกิน 120 ผมก็ไม่จ่ายแล้วครับ ราคาอยุติธรรม

    Piyapong

    ธันวาคม 6, 2009 at 16:17

  10. มาแอบฟังคนบ่นอุบอิบ

    Petite

    ธันวาคม 7, 2009 at 09:26

  11. เพิ่งมีข่าวเวบ mininova ปิดตัวไปไม่นานจากการโดนฟ้อง 5 ล้านยูโร

    Borvorn

    ธันวาคม 7, 2009 at 12:05

  12. 134340ตอบ..สงสัยเริ่มแก่แล้วแน่เลยBorvorn Suntornpochตอบ..เศร้าใจพอสมควรครับ แต่ยังดีที่ piratebay ยังอยู่ดี

    Piyapong

    ธันวาคม 7, 2009 at 12:28

  13. อ่านเมนท์แล้วยังไม่มีใครแฉเดี๋ยวนี้เปิดแอร์น้อยชะมัด ร้อนโคตรรรรร

    Who am i

    ธันวาคม 7, 2009 at 14:45

  14. ตั้งแต่ผมดูหนังโรงมา ไม่เคยเจอโรงร้อนๆเลยครับ เจอแต่โรงหนาวนรกแตก

    Piyapong

    ธันวาคม 7, 2009 at 15:24

  15. ไม่ค่อยได้ดูหนังโรงแฮะเบื่อคนเยอะๆ หายใจอึดอัดนานๆดูที มีความรู้สึกว่าชอบนอนอยู่บนที่นอนนุ่มๆแล้วดูอยู่ในห้องมากกว่าก็.. คุณภาพเสียงอาจต่างกัน (แบบที่ใครเค้าว่ากัน) แต่มันก็มีความสุขแล้วก็เป็นส่วนตัวกว่าเยอะด้วย ^ ^

    Le temps

    ธันวาคม 7, 2009 at 15:36

  16. มาตอกบัตรไว้ก่อนน๊ะค่ะ ง่วงละเดี๋ยวพรุ่งนี้มาอ่านต่อค่ะ

    aui

    ธันวาคม 7, 2009 at 15:54

  17. เบื่อ โมษณาในโรงหนัง นานมากๆๆๆๆๆๆยัดเยียดมาก

    Chris

    ธันวาคม 7, 2009 at 19:11

  18. โฆษณาในโรงหนัง มันเป็นเหมือนธุรกิจไปแล้วหล่ะราคาตั๋วผันแปรตามระยะเวลาในการชมภาพยนต์ + โฆษณาของมันปล.โฆษณานาน จนตอนเพลง…. (เซ็นเซอร์) ไม่อยากลุกเลย เห็นบางคนแกล้งหลับก็มี หรือเค้าหลับจริงๆ นะปล.2 วันหลังไปดูคนเดียว น่าจะ สบายใจกว่ารึเปล่าโจ้

    Invisible

    ธันวาคม 8, 2009 at 02:20

  19. ราคาตามตำแหน่งที่นั่งก็มีคะ หนังเรื่องเดียวกัน ราคาตั๋วหนังยังต่างกันเลยคะ

    Napat

    ธันวาคม 8, 2009 at 03:34

  20. Le temps ™..เรื่องคุณภาพเสียง (และภาพ) สำคัญสำหรับเราเหมือนกันนะ แต่เราก็มี demand และกำลังจ่ายที่จำกัด ถ้าราคาไม่คู่ควรเราก็ไม่จ่ายแน่ ๆ สู้ดูของที่ถูกลง คุณภาพด้อยลง แต่ความสบายใจสูงกว่าดีกว่าaui..ครับผมChris R.Chitmanut..ทางเลือกคือลิโด้ สยาม และสกาล่า ครับ (รวมเฮาส์อาร์ซีเอด้วย)Invisible Real..ก็เหมือนอย่างในบทความเลยล่ะพีท ถ้าจะโฆษณาในโรงก็ไม่มีสิทธิมาขึ้นค่าตั๋วแล้ว เพราะได้ค่าโฆษณาไปบานแล้ว ส่วนเรื่องเพลงสรรเสริญฯ ถ้าไม่ลุกยืนตรง ผิดกฎหมายนะNapat..อันนี้เป็นประเด็นย่อยๆที่ไม่เคยได้กินเงินส่วนต่างจากผมเลยครับ เพราะผมชอบนั่งกลางๆค่อนไปข้างหน้าโรง

    Piyapong

    ธันวาคม 8, 2009 at 05:57

  21. พี่จะคล้ายๆ น้องจุ๋ม เปงอีกคนที่ไม่ชอบนั่งในโรงหนัง อิอิชอบความเป็นส่วนตัว อยากดูก็รอนิดนึง เด๋วแผ่น master ก็ออก …. เปิดดังๆ ให้สะใจไปเลย ถึงแม้ไม่กระหึ่มเท่า

    ๏̯͡๏ J-zurzAwA-™-๏̯͡๏

    ธันวาคม 8, 2009 at 07:05

  22. อืม..เคยดูหนังไทยบางเรือ่งนะ.. ออกมาคำนวนดูแล้ว ฉันขาดทุนไป 50 บ.อ่ะ.. (เหวยยยยยยยยยยย) งก

    ATISA

    ธันวาคม 8, 2009 at 08:35

  23. °¨¨°º© J-Low ©º°¨¨°..แผ่นมาสเตอร์ระยะหลังก็คุณค่าไม่คุ้มราคาเลยครับ บางทีเสียดายเงินกว่าดูหนังโรงอีกATISA ผู้เป็นที่หนึ่ง..แค่เจอโฆษณาในโรงซัก 3 อันติดกัน ผมก็รู้สึกขาดทุนไปเป็นร้อยแล้วครับ

    Piyapong

    ธันวาคม 8, 2009 at 09:37

  24. ผมชอบดูหนังในโรงหนังนะครับแต่ก็ say bye โรงเมเจอร์ หรือเอสเอฟ ไปนานแล้วจะดูแต่โรง apex สยาม กับ house rcaถ้าไม่เข้าที่นี่ ก็รอดูแผ่น

    hud

    ธันวาคม 8, 2009 at 14:19

  25. คอเดียวกันเลยครับแบบนี้ แต่ผมเปลี่ยนจากแผ่นเป็นโหลดบิทแทน -*-

    Piyapong

    ธันวาคม 8, 2009 at 19:23

  26. ชอบดูหนังเป็นชีวิตจิตใจเหมือนกับได้ไปเที่ยวต่างประเทศ สนุกบ้างไม่สนุกบ้างช่างมัน ที่สำคัญดูทุกแห่งหน เพื่อจะได้รู้ว่าคอหนังที่นั่นเป็นใครบ้าง สรุปคือไปหลังออกก่อนเป็นประจำ เพราะเบื่อโฆษณานะ ตอนนี้รอดูอวตาร

    EDDY MEKING

    ธันวาคม 8, 2009 at 22:59

  27. ประเด็นเรื่องการขึ้นราคาตั๋วหนังอย่างน่าเกลียดในกรณีเรื่อง 2012 ด้วยเหตุผลคือ หนังยาวกว่าปกติ??เหรอ เพิ่งรู้นะเนี้ยว่ามันมีการเพิ่มค่าตั๋วด้วยเหตุผลนี้ด้วยอันนี้เป็นเรื่องที่เขียดมากๆ (เป็นเวิร์บขั้น 2 ของคำว่าเครียด)…………………………………ส่วนเรื่องโฆษณาในโรงหนังอันนี้ผมไม่ซีเรียสนะ คือจะอยู่ในโรงหนัง 2 ชั่วโมงครึ่งเพื่อดูหนัง 1.30 ชั่วโมงแล้วอีก 30 ดูโฆษณา อีก 30 นาทีดูหนังตัวอย่างก้ได้นะ มันไม่ได้เบียดเบียนชีวิตผมมากกับเวลาแค่ 30 นาทีก่อนหนังฉาย………………ส่วนตัวแล้วชอบดูหนังในโรงหนังครับไม่ค่อยชอบดูหนังจาก DVD เท่าไหร่ (กำลังฝึกนิสัยตรงนี้อยู่)ลิโด้ สการ์ล่า สาบานได้ว่าไม่เคยไปดุหากไม่ใช่เดี่ยวไมโครโฟนของพี่โน๊ตเพราะมันไกลบ้านผมและผมชอบดูหนังตลาดครับแต่คำว่าตลาดก็เป็นตลาดในแบบที่ผมชอบนะ

    กานดา

    ธันวาคม 9, 2009 at 04:21

  28. 555 ขำทั้งน้ำตา

    Vanilla

    ธันวาคม 9, 2009 at 10:16

  29. EDDY MEKING หัวใจสี่ห้อง..ผมรอดูเหมือนกันครับ น่าเป็นเรื่องแรกในรอบหลายเดือนที่ได้เงินผม แต่ที่กลัวคือมันจะหาข้ออ้างสารเลวแล้วขึ้นค่าตั๋วไปซัก 200-300 บาท อีแบบนั้น ผมยอมไม่ดูก็ได้กานดา หน้ามึน..สกาล่าเน้นฉายหนังตลาดเอาใจคนดูกลุ่มใหญ่เลยนะแซม ส่วนลิโด้กับสยามก็ฉายหนังนอกกระแสที่ไม่ได้หมายความว่ามันไม่ตลาด คือมันเป็นหนังตลาด(พอสมควร)มาจากที่อื่น แต่ค่ายหนังในไทยเค้าไม่มีรสนิยมพอจะรู้ว่าหนังบางเรื่องถ้าโฆษณาดีๆคนก็พร้อมจะควักเงินไปดูเช่นกัน แต่ที่เราพบเจอกันทั้งปีคือ มี 10 โรง ฉายรถไฟฟ้าฯ 9.5 โรง มีร้อยโรง ฉายนิวมูน 99 โมง แบบที่ผมไม่เรียกหนังตลาดแล้วนะ ผมเรียก"ยัดเยียด"

    Piyapong

    ธันวาคม 9, 2009 at 10:22

  30. แบงค์..น้ำตาร่วงจริงๆครับ เฮ้อ…

    Piyapong

    ธันวาคม 9, 2009 at 10:23

  31. ไม่ชอบคนเยอะ เหมือนจุ๋มเลยว่ะประชดโดย…..ซื้อโฮมเธียเตอร์ไว้ที่บ้านกันเหอะ(เอาตังค์ที่ไหนดีเนี่ย หุหุ)

    Reeja

    ธันวาคม 10, 2009 at 05:38

  32. คาเมรอน avatar เห็นแค่ ตัวอย่าง ก็ซี๊ดซ้าดแล้ว

    Strange Loop

    ธันวาคม 10, 2009 at 06:13

  33. ครั้งล่าสุดดู Crow Zero II ที่ลิโด้ค่ะร้อยเดียวเอ๊ง

    melon

    ธันวาคม 10, 2009 at 10:20

  34. Reeja..เอาจริงๆ ที่บ้านผมก็มีโฮมเธียเตอร์ชุดที่ไม่ขี้เหร่เท่าไหร่ครับ แต่ให้ตายยังไง การดูในโรงคือสิ่งที่ตรงเจตจำนงของผู้กำกับมากที่สุดครับ นั่นหมายถึง ไม่มีประสบการณ์การดูหนังที่ไหนสมบูรณ์แบบเท่าในโรงStrange Loop Poo..ผมกลัวโรงหนังแถวนี้จะทำตัวทุเรศขึ้นค่าตั๋วเป็น 300 น่ะสิครับ แบบนั้นผมคงถอดใจจริงๆmelon 。◕‿◕。..โรงดีๆแบบนี้ขอให้อยู่กับเราไปนานๆเนอะ

    Piyapong

    ธันวาคม 10, 2009 at 18:56

  35. คิดอีกแง่นึงก็ดีนะ… ดูอยู่บ้านคงไม่เห็นโลโก้ช่อง 7 หรือตัวละครในโฆษณาใหญ่ขนาดนี้^^

    Ekkarach

    ธันวาคม 13, 2009 at 14:31

  36. มองแง่นั้นไม่ไหวจริงครับ เพราะบิ๊กซีนีม่าเนี่ย ผมตัดใจเลิกดูไปตั้งแต่ตอนอยู่ม.ต้นแล้ว โฆษณามหากาฬเกินจะทนไหว

    Piyapong

    ธันวาคม 13, 2009 at 15:56

  37. หนังเรื่องหนึ่ง ยาวประมาณหนึ่งชั่วโมงถึงสามชั่วโมงมันก็ควรจะเสียเวลาแค่นั้นในการดูหนังสักเรื่องหนึ่งแล้วเอาเวลาที่เหลือมาขบคิดไม่ใช่ดูหนังทีเสียเวลาไปครึ่งค่อนวันผมก็เลยลงทุนกับเครื่องเสียงที่บ้านไว้ดูหนังรอมันออกแผ่นแล้วค่อยดู หนังดีๆ ไม่ต้องรีบดูก็ได้โดยเฉพาะหนังไทยบางเรื่อง เมื่อไม่อยากดูต่อก็ปิดได้เลยทันทีแถมถ้าอารมณ์เสียก็สามารถเอาแผ่นนั้นมาขว้างเล่นได้

    Netiwut

    ธันวาคม 19, 2009 at 06:38

  38. ยังดีที่โลกนี้ยังเหลือ ลิโด้ สยาม สกาล่า และเฮาส์ ให้เราได้สัมผัสโรงหนัง(ดีๆ)ในราคายุติธรรมส่วนโฮมเธียเตอร์ ผมว่าเหลืออีก 2-3 ก้าวเท่านั้น มันก็จะตามโรงหนังทันแล้วแต่ผมเชื่อว่าในอนาคตไม่ไกลจากนี้ โรงหนังจะหนีมันอีกครั้งด้วยการฉายแต่หนังฟอแมทสามมิติ

    Piyapong

    ธันวาคม 19, 2009 at 08:36

  39. ตั๋ว 140 ด้านล่างๆ หน่อย 170 เป็นครึ่งบน ผมไปดูที่ sf มาแพงฉิบ! ไม่กล้าบอกใครว่าไปดู ปายอินเลิฟ อุ๊ปส!!! ปล.เป็นหนังที่ดีสุดเท่าที่ชีวิตของผมเคยดูมาเลยครับ !?!?

    กตัญญู

    ธันวาคม 19, 2009 at 09:23

  40. เห็นชื่อหนังที่ยูไปดูแล้วถึงกับต้องพิมพ์ !?!?!?!? ติดต่อกัน 50 ตัวติด

    Piyapong

    ธันวาคม 19, 2009 at 12:24

  41. ขอด้วยๆๆๆ!!!ลาสุด IRon Man2 เมเจอร์ฮอลีวูด โซฟา 380 แพงม๊ากก

    I c e _ B a B y

    เมษายน 29, 2010 at 10:15

  42. แพงโคตร!!โหลดบิทเลยครับ แก้เผ็ดมัน

    Piyapong

    เมษายน 29, 2010 at 12:05

  43. ผลกระทบทางอ้อมต่อความรื่นรมณ์ ทุนนิยมจะกลืนกินเราไปมากกว่านี้อีก ต้องยิ่งใหญ่ให้ได้ แล้วจะไปตบกะบาลพวกมันคนละที

    anupap

    เมษายน 30, 2010 at 08:53

  44. ถ้ารวยจะเปิดโรงหนังแข่งกับพวกแม่ง

    Piyapong

    เมษายน 30, 2010 at 09:01

  45. ชอบดูหนังในโรงฯ ก้องง งง ว่ามาตรฐานมันอยู่ตรงไหน เคยดูเรื่องนึงนะ จั๊มปิ้ง เชือ่มะ หนังจบ ไม่มีเสียงอะไรเลยเงียบกริบ เพราะทุกคนเดินออกมาแล้วมองตากัน ประมาณว่า นกเอี้ยงพรึบเลยเกาะบ่าแกมาหน่ะ..55+

    ATISA

    เมษายน 30, 2010 at 10:33

  46. ถูกต้อง! เราซื้อตั๋วมาดูหนังไม่ได้ซื้อมาเพื่อดูโฆษณา เห็นด้วยกับความเบื่อที่ต้องมานั่งทนดูโฆษณา หลับเป็นตื่นโฆษณาก็ยังไม่จบ ถ้าโฆษณาเยอะตั๋วมันต้องถูกลงดิ

    Anan

    เมษายน 30, 2010 at 10:40

  47. ATISA ผู้เป็นที่หนึ่ง..น่าจะหมายถึงหนังแอคชั่นไม่ค่อยมีสาระเรื่อง jumper รึเปล่าครับAnan Meng..ก็ให้เขาอัดโฆษณาให้พอใจเลย เราจะได้ไม่รู้สึกผิดที่โหลดบิทและซื้อแผ่นเถื่อน

    Piyapong

    เมษายน 30, 2010 at 14:29

  48. ซีเรียสกันจัง …มันเป็นของ Entertain มิใช่หรือ…ยังไงละเมิดลิขสิทธิ์ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ชักชวนให้ทำกันน่ะครับเพราะยังอยากให้มีโรงหนังดีๆ ไว้ดู เพราะ มีความรู้สึกว่า บรรยากาศการดูจากโรงหนัง มันได้อารมณ์กว่าดูที่บ้านครับ …

    Narong

    เมษายน 30, 2010 at 17:30

  49. เห็นด้วยทุกประเด็นครับอย่างแรกคือ entertain ทีนี้ปัญหาที่เจอคือ เขาอ้างว่าต้นทุนสูง จึงต้องขึ้นค่าตั๋ว อันนี้ยอมรับได้ แต่ทว่าทำไมก่อนหนังฉายถึงอุดมไปด้วยโฆษณาล่ะครับ นั่นแปลว่าเขาหารายได้เพิ่มจากการขายโฆษณา เช่นนั้น ราคาตั๋วทำไมยังไม่ยอมลดลงมา ในเมื่อคุณมีรายได้จากการเอาโฆษณามายัดเยียดให้คนดูในโรงประเด็นที่สอง เรื่องนี้ประเด็นยาวมาก แต่ผมมองว่า ในเมื่อคุณเอาเปรียบพวกเราด้วยการเอาหนังดีบ้างห่วยบ้างมาฉาย โดยเก็บราคาเท่ากันไม่มีถูกหรือแพงตามเกรดหนัง มันเข้าข่ายเอาเปรียบคนซื้อรึเปล่า? แล้วคนซื้อมีสิทธิเรียกร้องอะไรได้มั้ย? คำตอบคือ "ไม่มี" เหลือทางออกให้ความเห็นแก่ได้ของโรงหนังกี่ทางบ้างครับ นอกจากโหลดบิทมันฟรี ๆ เลย (แผ่นผีอย่าหวังได้เงินผมง่าย ๆ เพราะคุณภาพไม่สมราคาหลายครั้ง)ประเด็นสุดท้าย เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ หนังเกือบทุกเรื่องทำมาเพื่อฟอแมทสำหรับฉายโรง การดูในโรงจึงจะได้อรรถรสใกล้เคียงที่ผู้สร้างต้องการสื่อมากที่สุดครับบางทีถ้าเราไม่ซีเรียสกับเรื่องง่าย ๆ ใกล้ตัวแบบนี้บ้าง คงโดนเอาเปรียบกันจนชาชิน แล้วสุดท้ายต้องไปใส่เสื้อสีอะไรไม่รู้แล้วตะโกนด่าเค้าว่า "สองมาตรฐาน!!"แบบนั้นรึเปล่า?

    Piyapong

    เมษายน 30, 2010 at 21:09

  50. คิดว่าดูทีวีจอยักษ์แล้วกันนะ

    EDDY MEKING

    เมษายน 30, 2010 at 22:37

  51. ยิ่งเจอพวกหนังที่มาฉาย 3D ยิ่งอึดอัด เพราะไม่ไม่ยอมเข้าฉายโรงธรรมดา เสมือนบังคับว่าถ้าอยากดูต้องควักตังค์ดูในโรงพิเศษ…ซึ่งนอกจากราคาแพงแล้ว เรื่องของเรื่องคือต่อให้ตั๋วราคาเท่ากัน ผมก็ยังจะขอเลือกดูโรงปกติเพราะมันไม่ปวดหัว…

    ต้นตอก่อเรื่อง

    เมษายน 30, 2010 at 23:31

  52. เรื่อง 3D นี่ ผมยอมรับเลยว่าถ้าไม่ใช่หนังที่ถ่ายทำมาเพื่อฟอแมทนี้จริง ๆ แล้วใช้วิธีแก้โค้ดภาพให้กลายเป็น 3D ทีหลังเอาเนี่ยผมโคตรต่อต้านเลยแก่นแกนของการดูหนังอยู่ที่เนื้อหาของมัน ไม่ใช่ระบบภาพสามมิติผมเชื่อเลยว่าให้หยิบหนังสามมิติที่เนื้อหาเจ๋ง ๆ มาซัก 4-5 เรื่อง ก็เป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้แล้ว

    Piyapong

    พฤษภาคม 1, 2010 at 11:12


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: